กลิ่นอายสุราหมื่นลี้อวลกำจายทั่วหอคอยแปดทิศราวกับหมอกพิษอัสดง ยามเมื่อจอกสุราชั้นเลิศถูกยกขึ้นจรดริมฝีปาก ฉินจื่อเหยียนพลันรู้สึกราวกับกาลเวลาและมิติรอบกายบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน ภาพตรงหน้าจากหอคอยร้างอันเหน็บหนาวแปรเปลี่ยนเป็นสวนท้อบุปผาโปรยปราย กลิ่นหอมหวานเย้ายวนดุจดั่งมัจจุราชจำแลงกายมาเยือน
เสียงพิณบรรเลงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากอดีตชาติ ร่างอรชรในอาภรณ์สีเพลิงโปร่งใสร่างหนึ่งกำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางกลีบดอกไม้ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นทอประกายเย้ายวนใจจนแทบแผดเผาสติสัมปชัญญะทั้งหมดให้มอดไหม้
"จื่อเหยียน... ท่านยังคงจดจำคำสัญญาใต้เงาจันทร์เมื่อคราวนั้นได้หรือไม่?"
เสียงหวานหยดย้อยที่ดังขึ้นข้างหูมิใช่เสียงของผู้อื่น หากแต่เป็นเสียงของสตรีผู้ล่วงลับในความทรงจำอันเจ็บปวด สตรีผู้ที่เขาเคยเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องแต่สุดท้ายกลับต้องสูญเสียไปเพราะความอ่อนแอของตนเอง จิตวิญญาณของฉินจื่อเหยียนสั่นสะท้าน หยาดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มแผ่นหลัง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตัน티น (จุดตันเทียน) ปั่นป่วนจนแทบแตกซ่าน คมกระบี่ในจิตสำนึกสั่นระรัวพยายามเตือนสติ แต่ม่านหมอกแห่งภาพลวงตากลับหนาทึบขึ้นทุกขณะ ราวกับมีโซ่ตรวนไร้รูปนับพันเส้นกำลังพัน
นี่คือ "อาคมลวงจิตเจ็ดราตรี" ของสำนักมังกรทมิฬ... วิชาชั่วร้ายที่ใช้ความทรงจำและบาดแผลในจิตใจของผู้ฝึกยุทธ์มาเป็นอาวุธสังหารตัวมันเอง!
ฉินจื่อเหยียนกัดริมฝีปากจนห่อเลือด รสชาติคาวสนิมเหล็กช่วยดึงสติอันน้อยนิดให้กลับคืนมา เขาทราบดีว่าหากก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ปราณธาตุไฟจะเข้าแทรกจนร่างแหลกสลายกลายเป็นจุล แต่ภาพตรงหน้ากลับสมจริงเสียจนหัวใจแทบหยุดเต้น สตรีในชุดเพลิงก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เรียวแขนขาวเนียนดุจหยกเอื้อมมาสัมผัสที่อกเสื้อเบื้องซ้าย พร้อมกับรอยยิ้มอันน่าหลงใหล
"ปล่อยวางเถิด... ร่วมทางไปกับข้าในดินแดนอันเป็นนิรันดร์..."
ทว่า ในวินาทีที่สติของฉินจื่อเหยียนกำลังจะจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิด ทันใดนั้น—
*เปรี้ยง!*
สายลมหนาวเหน็บราวกับน้ำแข็งพันปีพัดกระหน่ำทะลวงผ่านผนังหอคอยเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง อุณหภูมิโดยรอบลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา เปลวเพลิงสีครามบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาดุจหอกอัคคี แผดเผาม่านภาพลวงตาทั้งหมดจนสลายกลายเป็นจุลในชั่วพริบตา!
ภาพสวนท้อบุปผาและสตรีในชุดเพลิงมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความจริงอันโหดร้ายของหอคอยร้าง และร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังหัวเราะเยาะเย้ยอยู่มุมห้อง
"ฮ่าๆๆๆ! ยอดฝีมือแห่งกระบี่ไร้ลักษณ์ ถึงกับต้องมาสิ้นชื่อเพราะภาพลวงตาตัณหาเร่าร้อนกระนั้นหรือ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!" เถี่ยซาน เจ้าสำนักมังกรทมิฬ แผדเสียงหัวเราะก้องกังวาน นัยน์ตาดุดลวดลายมังกรทมิฬทอประกายเหี้ยมเกรียม สองมือประสานผนึกอาคมเตรียมซัดคลื่นพลังระลอกสองเข้าใส่
ฉินจื่อเหยียนหอบหายใจรุนแรง เหงื่อชุ่มโชกทั่วร่าง เขายืนยันลมหายใจและรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายกลับคืนสู่จุดศูนย์กลางอย่างรวดเร็ว หากมิใช่เพราะสายลมหนาวสายนั้น เขานับว่าก้าวขาข้างหนึ่งเข้าสู่ประตูนรกไปแล้วอย่างแท้จริง
เมื่อหันกลับไปมองเบื้องหลัง ฉินจื่อเหยียนจึงได้พบกับภาพที่ทำให้หัวใจกระตุกวูบ
มู่หลานฮวายืนตระหง่านอยู่บนขอบหน้าต่างหอน้อย อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงลมปราณ ร่างเพรียวระหงอาบไล้ด้วยแสงเรืองรองของปราณเพลิงพิสุทธิ์ที่แผ่ไอเย็นเยือกแข็งออกมาพร้อมกัน ทว่าที่มุมปากของนางกลับมีโลหิตสีชาดไหลรินลงมาหยดหนึ่ง การฝืนใช้วิชาลับประจำสำนักเหมันต์เพื่อทะลวงทำลายอาคมลวงจิตระดับสูง ทำให้ธาตุไฟในกายของนางเกิดอาการสะท้อนกลับอย่างรุนแรง
"เจ้า... ไม่น่าเอาตัวเข้ามารับเคราะห์แทนข้าเลย" ฉินจื่อเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความรู้สึกผิดอย่างลึกซึ้ง
มู่หลานฮวาไม่แม้แต่จะหันมามองเขา ดวงตางามคู่นั้นยังคงทอดมองไปยังเถี่ยซานด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี แต่มือเรียวยาวที่ถือกระบี่หิมะกลับสั่นเทาเล็กน้อย นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทราวกับสายน้ำไหล แต่มั่นคงยิ่งกว่าขุนเขา
"ข้าเพียงแต่... ไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาพรากชีวิตท่านไปทั้งสิ้น... นอกจากตัวข้าเอง"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่ากลับทรงพลังยิ่งกว่ากระบวนท่ากระบี่ใดๆ ในใต้หล้า ฉินจื่อเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก ความรู้สึกผิดและบาดแผลในอดีตถูกชำระล้างด้วยความจริงใจอันเด็ดเดี่ยวของสตรีผู้นี้ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในกายพลันตอบสนองอย่างรุนแรง เกิดเสียงคำรามกึกก้องคล้ายเสียงมังกรทะยานฟ้าและพญาอินทรีสะท้านนภา!
เถี่ยซานเห็นท่าไม่ดี สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที "บังA! นังสารเลวสำนักเหมันต์ กล้าดียังไงมาทำลายค่ายกลลวงจิตของข้า! วันนี้พวกเจ้าทั้งสองต้องฝังร่างไว้ที่นี่!"
สิ้นเสียง เถี่ยซานสะบัดแขนเสื้อ กรงเล็บมังกรทมิฬที่ปกคลุมด้วยอักขระเวทโบราณสีดำสนิทพุ่งทะยานเข้าหาทั้งสองด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ แรงกดดันระดับขอบเขตราชันย์พิภพแผ่ซ่านจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นทางยาว
ฉินจื่อเหยียนก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างของเขายืนบังเบื้องหน้ามู่หลานฮวาไว้อย่างมิดชิด มือขวาค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ข้างเอว นัยน์ตาสคมกริบทอประกายคมปลาบดุจคมกระบี่ที่หลุดออกจากฝัก
"เถี่ยซาน... หนี้เลือดเมื่อสิบปีก่อน วันนี้สมควรแก่เวลาต้องสะสางแล้ว"
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่กำลังจะถูกชักออกจากฝักเพื่อเผด็จศึก ท้องนิต1เหนือหอคอยแปดทิศพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณ และเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่ง ที่ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกของมิติอากาศ ราวกับเทพเจ้าแห่งความตายที่ลงมาทัณฑ์ทัณฑ์สวรรค์!
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์•ตอนที่ 6
อาคมลวงจิต
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!