ห้วงสมุทรแห่งจิตสำนึกหาใช่ความว่างเปล่า หากแต่เป็นผืนปฐพีอันไร้ขอบเขตที่กาลเวลาและสรรพสิ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
ฉินจื่อเหยียนทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิท่ามกลางความมืดมิดอันเวิ้งว้าง เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างเลือนรางของกระบี่ไร้ลักษณ์—ศาสตراจารย์ที่ไร้รูป ไร้คม และไร้ตัวตน แต่กลับสั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่สามารถบดขยี้ภูเขาให้กลายเป็นผุยผงได้ในพริบตา เสียงลมหายใจของเขาสอดประสานไปกับจังหวะการเต้นของหัวใจ ทว่าในห้วงลึกแห่งจิตวิญญาณ กลับดังก้องด้วยเสียงสะท้อนจากอดีต เสียงของอาจารย์ผู้ล่วงลับที่ยังคงก้องกังวานในความทรงจำ
*“วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์... แท้จริงมิใช่การไร้ซึ่งกระบวนท่า หากแต่เป็นการไร้ซึ่งตัวตน เพื่อให้สรรพสิ่งกลายเป็นกระบี่”*
ดวงตาคมกริบของจอมยุทธ์หนุ่มลืมขึ้นช้าๆ ท่ามกลางความมืดมิด รอบกายของเขามีเพียงละอองแสงสีครามจางๆ ที่ล่องลอยดั่งหิ่งห้อยในคืนเดือนมืด ความเย็นเยียบจากบาดแผลภายในร่างแผ่ซ่านเสียดแทงกระดูก แต่มันกลับไม่ระคายเคืองต่อจิตใจที่แน่วแน่ดั่งหินผาของเขาแม้แต่น้อย
"เจ้ายังลังเลอันใดอยู่... จื่อเหยียน"
เสียงอันเยือกเย็นและคุ้นเคยดังขึ้นจากเบื้องหลัง มู่หลานฮวาปรากฏกายขึ้นในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ นางก้าวเดินผ่านความมืดมิดมาอย่างไร้ซุ่มเสียง ทว่าทุกย่างก้าวกลับหลงเหลือร่องรอยของเกล็ดน้ำแข็งที่ค่อยๆ ก่อตัวบนพื้นดินอันว่างเปล่า นางหยุดยืนเบื้องหน้าเขา แววตาคู่คมที่มักจะซ่อนความเย็นชาไว้ภายใต้ความสงบ กลับฉายแววความห่วงใยที่ยากจะปิดมิด นางยื่นมือเรียวบางออกไปสัมผัสบ่ากว้างของเขา ความอบอุ่นจากปราณเพลิงพิสุทธิ์หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขาอย่างแผ่วเบา ช่วยบรรเทาพิษร้ายที่กำลังกัดกินเส้นชีพจร
ฉินจื่อเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตา นางเซียนผู้เย็นชาแห่งสำนักเหมันต์ผู้ยอมสละทุกสิ่งเพื่อเคียงข้างเขา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม แม้จะแห้งแล้งแต่กลับทรงพลังยิ่ง
"ข้าไม่ได้ลังเล หลานฮวา..." ฉินจื่อเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่มั่นคง "ข้าเพียงแต่กำลังรอคอย... รอคอยช่วงเวลาที่กาลเวลาและคมกระบี่หลอมรวมเป็นเส้นตรงเดียวกัน"
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยน แรงกดดันมหาศาลจากภายนอกถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ซัดสาด หน้าถ้ำผาเหมันต์ที่พวกเขากบดานอยู่เริ่มสั่นสะเทือน เสียงระเบิดกึกก้องดังสนั่นหวั่นไหว เศษหินและน้ำแข็งร่วงหล่นลงมาจากเพดานถ้ำราวกับหามีกรรมอันใดไม่ เถี่ยซานและกองกำลังสำนักมังกรทมิฬได้ตามมาพบร่องรอยแล้ว!
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดไว้..." มู่หลานฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น นางชักกระบี่เพลิงพิสุทธิ์ออกจากฝัก แสงสีแดงฉานสว่างวาบขับไล่ความมืดมิดในถ้ำให้มลายหายไป ปราณเพลิงอันร้อนแรงแผดเผาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "ท่านจงเร่งบรรเพ็ญเพียรต่อเถิด... ทางนี้ ข้าจะเป็นผู้ยื้อเวลาไว้เอง"
"ไม่ได้..." ฉินจื่อเหยียนลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขาแผ่ซ้ำด้วยพลังปราณอันลึกล้ำที่เริ่มเปลี่ยนสีจากใสบริสุทธิ์กลายเป็นสีเทาหม่นดั่งหมอกควันแห่งกาลเวลา "หนทางนี้... ข้าต้องก้าวเดินด้วยตนเอง และเจ้า... ก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับพวกมันตามลำพังเช่นกัน"
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปคว้าด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ปักอยู่บนพื้นจิตสำนึก ในวินาทีที่นิ้วมือของเขาสัมผัสกับตัวกระบี่ ห้วงเวลาภายนอกก็คล้ายกับหยุดนิ่งลงชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีต—ตั้งแต่วันที่สูญเสียอาจารย์ วันที่ต้องเร่ร่อนอย่างไร้จุดหมาย จนถึงวันที่ได้พบกับหญิงสาวผู้เย็นชานี้—ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำหลาก
นี่ไม่ใช่แค่กระบี่ที่ใช้สังหารศัตรู แต่มันคือตัวแทนของกาลเวลาที่ล่วงเลย และสัจธรรมแห่งการเกิดดับ!
"ย้ากกกกกกกกกก!"
ฉินจื่อเหยียนคำรามลั่น ประกายแสงสีเทาพวยพุ่งทะลุทะลวงเพดานถ้ำพุ่งขึ้นสู่ท้องน้ายามวิกาล เกิดเป็นลำแสงมหึมาที่เจาะทะลุชั้นเมฆหมอกจนสว่างเจิดจ้าดั่งดาราดับแสง พลังปราณอันไร้ลักษณ์แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง บดขยี้แรงกดดันของเถี่ยซานที่กำลังบุกเข้ามาจนแตกกระเจิงในพริบตา
ภายนอกถ้ำ เถี่ยซานที่กำลังนำยอดฝีมือสำนักมังกรทมิฬพุ่งทะยานเข้ามาถึงกับต้องหยุดชะงัก สีหน้าของเจ้าสำนักผู้ทะเยอยานแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังตื่นขึ้นจากร่างของจอมยุทธ์หนุ่ม พลังที่เหนือกว่าขอบเขตของมนุษย์ปุถุชน พลังที่แม้แต่กฎเกณฑ์ฟ้าดินก็ยังต้องสั่นสะท้อน
มู่หลานฮวามองแผ่นหลังของชายหนุ่มด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นด้วยความรักและความเลื่อมใส นางรู้ดีว่า บัดนี้ ฉินจื่อเหยียนได้ก้าวข้ามผ่านประตูแห่งความเป็นตาย และบรรลุถึงแกแท้ที่แท้จริงของกระบี่ไร้ลักษณ์แล้ว
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท้องน้ายามวิกาลที่เคยกระจ่างใสกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำทมิฬอย่างฉับพลัน สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องราวกับเสียงพิโรธของสวรรค์ และสิ่งที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้าฟาดนั้น หาใช่เพียงแค่ทัณฑ์สวรรค์ธรรมดาไม่...
แต่กลับเป็นร่างเงาของบุคคลผู้หนึ่งที่ก้าวเดินลงมาจากห้วงอากาศ—บุคคลที่ถือครองกระบี่เล่มเดียวกับฉินจื่อเหยียน ทว่าแผ่รังสีอำมหิตที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า และเอמהเอื้อนวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของทุกคนหยุดเต้น:
"เจ้าหนู... ในที่สุดเจ้าก็ใช้มันจนได้สินะ... ตัวตนอีกร่างของข้า"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติอักษรและคมกระบี่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ พบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์•ตอนที่ 22
อาวุธจากกาลเวลา
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!