"อย่าขยับ... ลมหายใจของเจ้ากำลังส่งสัญญาณบอกพวกมันว่าเราอยู่ที่ไหน"
ฉินจื่อเหยียนกระซิบผ่านไรฟัน เสียงของเขาราวกับเส้นด้ายที่ขึงตึงจนแทบขาดสะบั้น เขาใช้มือซ้ายยึดไหล่ของมู่หลานฮวาเอาไว้มั่น สัมผัสจากฝ่ามือที่อุ่นร้อนตัดกับไอเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากกายของนางราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง ในหุบเขาไร้เสียงแห่งนี้ กฎของธรรมชาติถูกบิดเบือน ปราณวิญญาณที่เคยไหลเวียนในเส้นชีพจรดั่งสายน้ำ กลับกลายเป็นตะกั่วหลอมละลายที่หนักอึ้งและนิ่งสนิท
มู่หลานฮวาเบือนหน้ามาสบตาเขา แววตาของนางที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับฉายแววกังวลลึกๆ นางขยับริมฝีปากบางเบาโดยไร้สุ้มเสียง "ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอักขระพันธนาการ... นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่มันคือกับดักที่ออกแบบมาเพื่อสังหารเซียน"
ฉินจื่อเหยียนไม่ตอบ แต่เขารู้ดีว่า 'เถี่ยซาน' เจ้าสำนักมังกรทมิฬผู้นั้นฉลาดเฉลียวเพียงใด การล่อให้พวกเขาเข้ามาในหุบเขาไร้เสียง ซึ่งเป็นเขตแดนที่พลังปราณถูกกดทับจนเกือบมอดดับ คือการบีบให้ยอดฝีมือต้องกลายเป็นเพียงมนุษย์เดินดินธรรมดาที่ไร้เขี้ยวเล็บ
ทันใดนั้น ความเงียบงันที่กดทับก็ถูกทำลายด้วยเสียง 'ฉึบ' เบาๆ ของหญ้าที่ถูกเหยียบ ความมืดมิดในหุบเขาราวกับมีชีวิต มันเต้นเร่าและขยายตัวเข้าโอบล้อมพวกเขาไว้ ทันทีที่ฉินจื่อเหยียนสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แหลมคมดั่งปลายเข็ม เขาไม่รีรอที่จะตัดสินใจ
"ถอยไปทางซ้ายสามก้าว!" เขาร้องสั่งพร้อมกับตวัดฝ่ามือคว้ากระบี่ไร้ลักษณ์ที่อยู่บนหลัง ทว่าความหนักอึ้งของอากาศกลับทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังยกภูเขาทั้งลูก การเคลื่อนไหวของเขาเชื่องช้าลงจนน่าใจหาย
*ฟึ่บ!*
คมกระบี่สีนิลตัดผ่านอากาศที่บิดเบี้ยว ร่างเงาชุดดำสามร่างพุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่า พวกมันไม่มีลมหายใจ ไม่มีกลิ่นอายปราณ แต่มีเพียงจิตสังหารที่บริสุทธิ์และเยือกเย็นดั่งความตาย นี่คือ 'หน่วยเงาอสุรา' ของสำนักมังกรทมิฬ ผู้ซึ่งถูกฝึกมาให้เป็นเครื่องจักรสังหารโดยใช้โลหิตเป็นเชื้อเพลิง
ฉินจื่อเหยียนขมวดคิ้วแน่น เขาสัมผัสได้ว่าในหุบเขานี้ วิชาที่ต้องใช้ปราณมหาศาลจะกลายเป็นดาบสองคม เขาจึงเลือกที่จะทิ้งเคล็ดวิชาลึกล้ำ และหันมาใช้วิชาดาบพื้นฐานที่เน้นความเร็วและความแม่นยำแทน
"ฮวาเอ๋อร์ ระวังตัวด้วย!"
มู่หลานฮวาสะบัดชายแขนเสื้อ ไอเย็นที่อัดอั้นอยู่ภายในระเบิดออกมาเป็นละอองหิมะ แม้จะใช้พลังได้ไม่ถึงสองส่วน แต่ความสง่างามของนางก็ยังคงน่าเกรงขาม นางวาดมือเป็นวงกลม กลายเป็นม่านน้ำแข็งบางๆ ป้องกันคมกระบี่ของศัตรูที่พุ่งเข้ามาหมายเด็ดศีรษะ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางความเงียบงันที่ชวนขนหัวลุก มีเพียงเสียงปะทะกันของเหล็กกล้าและเสียงลมหายใจที่หอบถี่ ฉินจื่อเหยียนอาศัยจังหวะที่เงาสังหารตัวหนึ่งเปิดช่องโหว่ พุ่งตัวเข้าไปประชิด ร่างของเขาพลิ้วไหวดั่งใบไม้ที่ร่วงหล่น ทว่ากระบี่ของเขากลับหนักแน่นดั่งขุนเขา
"ข้าบอกแล้วไง... ว่ากระบี่ของข้า ไม่จำเป็นต้องใช้ปราณเพื่อตัดสินผู้คน" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความทระนง
*ฉับ!*
ร่างเงาสังหารร่างหนึ่งถูกฟันขาดสะพายแล่ง ก่อนที่ร่างนั้นจะสลายกลายเป็นควันดำ ฉินจื่อเหยียนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ภายในควันดำนั้นมีอักขระเวทสีเลือดพุ่งเข้าหาเขาโดยตรง เขาไม่มีเวลาหลบหลีก แรงกดดันจากหุบเขายิ่งบีบคั้นจนเลือดในกายสูบฉีดแรงผิดปกติ
มู่หลานฮวากรีดร้อง "จื่อเหยียน! อย่าแตะต้องมัน!"
สายเกินไป กระแสพลังสีเลือดพุ่งเข้าสู่กระบี่ไร้ลักษณ์ของเขา แรงสั่นสะเทือนมหาศาลผลักร่างของเขากระเด็นไปปะทะกับผนังหิน ฉินจื่อเหยียนกระอักเลือดออกมาคำโต ทว่าในวินาทีนั้นเอง แสงสีทองเรืองรองก็สว่างวาบขึ้นจากตัวกระบี่ มันไม่ใช่พลังปราณ แต่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า... มันคือวิญญาณแห่งกระบี่ที่หลับใหลอยู่ภายใน
ท่ามกลางความโกลาหลและความมืดมิดที่เข้ากัดกินสติสัมปชัญญะ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงของใครบางคนก็ดังขึ้นเหนือหน้าผาที่ตั้งตระหง่าน เสียงนั้นหยุดลงพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูแหบพร่าและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ
"ยินดีต้อนรับสู่สุสานแห่งผู้กล้า... ฉินจื่อเหยียน เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้ 'กุญแจ' ดอกสำคัญหลุดมือไปง่ายๆ เพียงเพราะวิชาโง่ๆ ของเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
เถี่ยซานยืนตระหง่านอยู่บนยอดผา มือหนึ่งถือคัมภีร์ที่แผ่ไอสีดำทมิฬออกมาปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา เขาไม่ได้มาคนเดียว รอบกายของเขามียอดฝีมืออีกนับสิบที่รอคำสั่งสุดท้าย
ฉินจื่อเหยียนเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาของเขาทอประกายคมกล้าดั่งดวงดาราที่กำลังจะดับแสง เขาเงยหน้าขึ้นมองศัตรูคู่อาฆาตก่อนจะแค่นยิ้มออกมา "เจ้ามั่นใจเกินไปแล้วเถี่ยซาน... ในที่ที่ไร้ซึ่งปราณวิญญาณ สิ่งเดียวที่จะพาข้าออกไปจากที่นี่ได้ ไม่ใช่พลัง แต่คือ 'เจตจำนง' ที่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ"
เขากระชับกระบี่แน่น เสียงกระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มสั่นไหวและส่งเสียงกังวานประหลาด ราวกับมันกำลังรอคอยการปลดปล่อยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปี
ทว่า ก่อนที่คมกระบี่จะได้แผลงฤทธิ์ ผนังหินรอบข้างที่ควรจะนิ่งสนิท กลับเริ่มแตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ... มิใช่ด้วยพลังของเถี่ยซาน แต่ด้วยแรงสั่นสะเทือนจากสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้น ซึ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากเบื้องลึกของหุบเขาไร้เสียง
เถี่ยซานเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็นความหวาดหวั่นฉับพลัน "เป็นไปไม่ได้... สิ่งที่ถูกจองจำอยู่ที่นี่... มันตื่นขึ้นแล้วหรือ!"
ท่ามกลางความสับสนของศัตรูและหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา มู่หลานฮวาคว้ามือของฉินจื่อเหยียนไว้แน่น นางกระซิบเสียงสั่น "จื่อเหยียน... หากเราต้องตายที่นี่ วันนี้ข้าก็ไร้ซึ่งความเสียดาย"
ฉินจื่อเหยียนหันไปมองนาง รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าเปื้อนเลือด ก่อนที่เขาจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่กำลังก่อตัวเป็นรูปร่างขนาดยักษ์อยู่เบื้องหน้า
หวังว่าทุกท่านจะยังคงไม่ละทิ้งการเดินทางไปกับข้าพเจ้าในศึกครั้งนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
**ด้วยความเคารพจาก หมื่นกระบี่คืนรัง**
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์•ตอนที่ 9
หุบเขาไร้เสียง
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!