กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสาบสร่างของอัคคีมาร เผาผลาญศาลาแปดเหลี่ยมอันเคยเป็นสถานที่จำศีลของยอดฝีมือสำนักเหมันต์ ให้เหลือเพียงซากปรักหักพังอันดำเกิง
"เสิ่นเจี้ยน... เจ้ากล้าแม้กระทั่งทรยศต่อปณิธานของบูรพจารย์ เพื่อแลกกับเศษเดนพลังมารจากสำนักมังกรทมิฬเชียวหรือ"
สุ้มเสียงของมู่หลานฮวากังวานราดรดด้วยละอองน้ำค้างแข็ง ดวงพักตร์งามล้ำดั่งรูปสลักหยกปรากฏริ้วรอยแห่งความร้าวราน นางสะบัดข้อมือเบาๆ ปราณเพลิงพิสุทธิ์สีครามฉายวาบขึ้นที่ปลายนิ้ว สะท้อนเงากระบี่สั้นในมือที่สั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นความเจ็บปวดจากการถูกแทงข้างหลังโดยผู้ที่นางเคยไว้วางใจดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด
เบื้องหน้าพวกนาง คือบุรุษในชุดคลุมสีเทาเข้ม ใบหน้าครึ่งซีกถูกรอยสักรูปอสรพิษเพลิงเลื้อยพันจนน่าสะพรึงกลัว เสิ่นเจี้ยน—อดีตศิษย์พี่เอกแห่งสำนักเหมันต์ ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปเมื่อสามปีก่อน บัดนี้เขากลับยืนอยู่ ณ ฝั่งตรงข้าม พร้อมกับรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่ชวนให้คลื่นไส้
"ฮ่าๆๆ น้องหญิง... ศิษย์น้องแปด ความจงรักภักดีกินอิ่มท้องได้หรือไม่? สำนักเหมันต์สอนให้เราบำเพ็ญเพียรจนบรรลุ มรรคผลอันใด? สุดท้ายก็เป็นได้แค่หุ่นเชิดของกฎเกณฑ์คร่ำครึ!" เสิ่นเจี้ยนหัวร่อเสียงแหบพร่า นัยน์ตาส่อแววบ้าคลั่ง ปราณมารสีดำทะมฬพวยพุ่งออกจากร่างราวกับกลุ่มควันพิษ "เจ้าสำนักเถี่ยซานมอบวิถีแห่งผู้ยิ่งใหญ่ให้ข้า วิชามารกลืนนภาทำให้ข้าก้าวข้ามขีดจำกัดที่พวกเจ้าไม่มีวันเอื้อมถึง!"
ฉินจื่อเหยียนก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงโปร่งในชุดอาภรณ์สีหมึกขยับตามจังหวะลมหายใจ มือขวากุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ยังคงอยู่ในฝักอย่างมั่นคง นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองคู่ต่อสู้ด้วยความสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในยามวิกาล
"วิถีมารแม้ก้าวเร็วดั่งเหินหาว แต่รากฐานเปราะบางราดรดด้วยหยาดน้ำตาและกระดูกผุพัง" ฉินจื่อเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่น้ำคำกลับเฉียบคมบาดลึกถึงจิตวิญญาณ "เจ้าคิดว่าตนเองเป็นผู้กำជะตา แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่ถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยความโลภต่างหาก"
"สามหาว! ฉินจื่อเหยียน เจ้าคิดว่าเจ้าคือเทพยดาผู้ลงมาโปรดโลกหรือ วันนี้ข้าจะใช้กระบี่โลหิตมารของข้า ควักหัวใจของพวกเจ้าทั้งสองออกมาสังเวยแท่นบูชา!"
เสิ่นเจี้ยนคำรามลั่น ประหนึ่งอสูรร้ายหลุดจากกรงขัง ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงแหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหว ดาบใหญ่ในมือแผ่พุ่งไอสังหารสีโลหิตแผ่ขยายเป็นวงกว้างนับสิบวา กลิ่นอายกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบบริเวณหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก
มู่หลานฮวากัดริมฝีปากแน่น เตรียมจะซัดฝ่ามืออัคคีเหมันต์ออกไปเพื่อรับมือ ทว่าไหล่บอบบางกลับถูกมืออุ่นของฉินจื่อเหยียนแตะเบาๆ เป็นสัญญาณห้าม
"หลานฮวา... คนผู้นี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า" ฉินจื่อเหยียนกล่าวเสียงเรียบ แต่เต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้จิตใจอันฟุ้งซ่านของนางสงบลงได้ในพริบตาเดียว
ดวงตากลมโตคู่สวยมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้าง นางรับรู้ได้ถึงกระแสปราณอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านเข้ามาในความหนาวเหน็บ แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ การได้มีเขาอยู่เคียงข้าง กลับทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวตลอดหลายปีที่ผ่านมามลายหายไปจนสิ้น นางพยักหน้ารับเบาๆ ถอยร่นออกไปก้าวหนึ่งเพื่อตั้งค่ายกลคุ้ม
*ฉับพลัน!*
ประกายแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ราวกับดาราดับแสงในยามราตรี ฉินจื่อเหยียนไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักจนสุด แต่ใช้ฝักกระบี่ตวัดรับคมดาบโลหิตของเสิ่นเจี้ยนเข้าอย่างจัง!
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะของปราณทั้งสองสายแผ่ขยายเป็นคลื่นกระแทกทำลายพื้นหินรอบด้านจนแตกละเอียดเป็นผุยผง เสิ่นเจี้ยนชะงักงันด้วยความตกตะลึง วิชาดาบโลหิตมารที่ตนภาคภูมิใจ กลับถูกหยุดยั้งไว้ได้อย่างง่ายดายด้วยเพียงกระบี่ที่ยังไม่ทันชักออกจากฝัก!
"เป็นไปได้อย่างไร... วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของเจ้า..." เสิ่นเจี้ยนกัดฟันกรอด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความเคียดแค้น
"กระบี่ไร้ลักษณ์หาใช่ไร้กระบวนท่า แต่ไร้ซึ่งความยึดติด" ฉินจื่อเหยียนกล่าวสัจธรรมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทร "เจ้าทิ้งพงศ์พันธุ์ ทรยศอาจารย์ สละสิ้นศักดิ์ศรี เพื่อแลกกับพลังอันจอมปลอม... เจ้ายังไม่เข้าใจแม้แต่ความหมายของการถือครองกระบี่ด้วยซ้ำ"
สิ้นคำพูดของฉินจื่อเหยียน พลังปราณภายในร่างของเขาก็ระเบิดออกอย่างรุนแรงจนเกิดมิติสั่นไหว อักขระโบราณนับร้อยตัวปรากฏขึ้นรอบกาย ส่งเสียงกังวานราดรดดั่งบทเพลงสวดส่งวิญญาณ แรงกดดันมหาศาลถาโถมใส่เสิ่นเจี้ยนจนร่างของอดีตศิษย์พี่ทรทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น กระอักโลหิตสีดำออกมาคำโต
เสิ่นเจี้ยนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว เขารู้ซึ้งแล้วว่าช่องว่างระหว่างตนกับฉินจื่อเหยียนนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการ ทว่า ในวินาทีที่ความตายคืบคลานเข้ามาใกล้ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกลับผุดขึ้นที่มุมปากของเสิ่นเจี้ยนอย่างผิดวิสัย
"ฮ่าๆๆ... เจ้าคิดว่าเจ้าชนะแล้วหรือ ฉินจื่อเหยียน... เจ้าประเมินพลังของสำนักมังกรทมิฬต่ำเกินไป!"
เสิ่นเจี้ยนแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับยกมือขึ้นแทงทะลุหน้าอกตนเอง ควักเอาดวงแก้ววิญญาณสีดำสนิทที่อาบย้อมด้วยโลหิตสดๆ ออกมา บรรยากาศรอบทิศทางพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างใสกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกทมิฬหนาทึบ ไอปีศาจพวยพุ่งเสียดฟ้าจนดวงอาทิตย์มืดดับ
มู่หลานฮวาหน้าถอดสี อุทานออกมาด้วยความตกใจ "นั่นมัน... คัมภีร์วิญญาณโลหิตกลืนฟ้า! เขากลายเป็นร่างทรงของมารโลหิตไปแล้ว!"
ทว่า ยังไม่ทันที่ฉินจื่อเหยียนจะได้ขยับตัว จู่ๆ มิติเบื้องหลังของเสิ่นเจี้ยนก็ฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท มือขนาดมหาสมุทรที่ปกคลุมด้วยเกล็ดมังกรสีนิลทมิฬ พุ่งทะลวงออกจากรอยแยกนั้นด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด พร้อมกับเสียงคำรามก้องกังวานที่สะเทือนไปทั่วทั้งปฐพี
*"เจ้าหนูตระกูลฉิน... ในที่สุดข้าก็หาตัวพบ เจ้าฆ่าคนของเราไปมาก ถึงเวลาชำระหนี้เลือดแล้ว!"*
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์•ตอนที่ 11
ศิษย์ทรยศ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!