กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมใหญ่ไม่ได้ทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดเท่ากับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือของเมธา รอยยิ้มมุมปากของเขายกขึ้นอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า สายตาดุดันคู่นั้นกวาดมองผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่กำลังนั่งกลั้นหายใจกันทั่วทั้งโต๊ะยาว
“อุ๊ย... ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะครอบครัวสุขสันต์หรือเปล่าครับเนี่ย?” เมธากล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงยียวน ก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนตรงกลางห้อง ก่อนจะชูซองเอกสารในมือขึ้นสูง “พอดีผมไปได้ผลตรวจความสัมพันธ์ทางพันธุศาสตร์ฉบับนี้มาพอดี... และคิดว่าคุณธันวากับคุณรินรดาน่าจะอยากอ่านมันด้วยกัน... ก่อนที่ความลับระดับชาติเรื่องนี้จะหลุดไปถึงมือนักข่าว!”
รินรดานิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ แต่นัยน์ตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตากลับฉายแววเย็นชาไร้ความหวั่นไหว เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ประสานมือไว้บนโต๊ะด้วยท่าทีสง่างามราวกับราชสีห์ที่พร้อมตะครุบเหยื่อ ผิดกับธันวา อดีตสามีผู้เคยเย่อหยิ่งและเย็นชา ที่บัดนี้ใบหน้าคมสันกลับซีดเผือด สันกรามขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่อเหลือบมองอดีตภรรยา
“เมธา แกเล่นสกปรกอะไรอีก” ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจกลับสั่นพร่าด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวในสิ่งที่จะถูกเปิดเผย
“สกปรกเหรอครับ ธันวา? ผมแค่เอาความจริงมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้ต่างหาก” เมธากวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากซองแล้วตบลงบนพื้นโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น “เรื่องฉาวในอดีตที่ท่านประธานบริษัทคนเก่งเคยทำลายผู้หญิงคนหนึ่งอย่างไร้เยื่อใย จนต้องหนีหายไปจากสังคม... แถมยังมี ‘พยานปากเอก’ ตัวน้อยๆ ซ่อนไว้โดยที่คนเป็นพ่อไม่เคยรู้เรื่องเลยนี่สิ มันน่าสนุกกว่ากันเยอะ!”
คำว่า *พยานปากเอกตัวน้อยๆ* ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของธันวา เขารีบหันขวับไปมองรินรดา ร่างสูงใหญ่พลันสั่นเทิ้ม ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อห้าปีก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ ภาพวันที่เขาเคยปัดป้องไล่เธอออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย ภาพวันที่เขาตะคอกใส่หน้าเธอด้วยคำพูดดูถูกเหยียดหยามว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงเห็นแก่เงิน และภาพวันที่เธอร้องไห้อ้อนวอนขอให้เขาเชื่อใจ... แต่เขากลับเลือกที่จะหันหลังให้
*“ถ้าคุณท้อง... ก็อย่าหวังว่าเด็กคนนี้จะได้ใช้สกุลของผม!”*
เสียงทุ้มต่ำในอดีตที่เคยเอ่ยถ้อยคำใจร้ายใส่รินรดาย้อนกลับมาดังก้องในโสตประสาท ธันวารlู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก หน้าอกข้างซ้ายบีบรัดจนเจ็บแปลบ หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามขมับ เขารู้แล้ว... เขารู้ทันทีว่าเอกสารในมือเมธากำลังบอกอะไร และเขาก็รู้ด้วยว่าความผิดพลาดในอดีตกำลังตามมาพิพากษาเขาในรูปแบบที่เจ็บปวดที่สุดต่อหน้าธารกำนัล
“หุบปากซะ เมธา!” รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่น่าเกรงขาม เธอปรายตามองเมธาด้วยแววตาสمเพช “การเอาเรื่องส่วนตัวของคนอื่นมาเล่นสกปรกในที่ประชุมบริษัท แสดงว่าคุณคงหมดปัญญาจะสู้ฉันด้วยผลงานทางกฎหมายแล้วสินะคะ คุณเมธา”
“ปากดีไปเถอะครับ คุณรินรดา!” เมธายิ้มเยาะ ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะมากขึ้น “แต่เอกสารชิ้นนี้ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องส่วนตัว... มันคือหลักฐานการปกปิดข้อมูลผู้ถือหุ้นและผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจทำให้บริษัทของคุณธันวาพังพินาศได้ในพริบตาเดียว! และเด็กคนนั้น... ลูกของคุณกับธันวา ก็คงไม่อยากเติบโตมาท่ามกลางข่าวฉาวหรอกจริงไหม?”
สิ้นคำพูดของเมธา เสียงซุบซิบจากบรรดาบอร์ดบริหารก็ดังระเบงเซ็งแซ่ ทุกสายตาหันมาจ้องมองรินรดาและธันวาเป็นตาเดียว ความอับอายและความกดดันถาโถมเข้าใส่ ทว่ารินรดากลับไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย เธอกลับยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาเมธาถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
“เชิญอ่านให้สนุกนะคะ คุณเมธา” รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาปลดล็อกหน้าจออย่างใจเย็น “แต่ก่อนที่คุณจะอ่านมันให้ทุกคนฟัง ฉันเกรงว่าคุณควรจะดูหน้าจอโปรเจกต์เตอร์กลางห้องประชุมเสียก่อนนะคะว่า... ตอนนี้ใครกันแน่ที่กำลังจะหมดอนาคต”
สิ้นเสียงของรินรดา หน้าจอโปรเจกต์เตอร์ขนาดใหญ่หลังห้องก็สว่างวาบขึ้น ปรากฏภาพเอกสารเส้นทางการเงิน เอกสารการโอนเงินสินบน และหลักฐานการยักยอกทรัพย์สินบริษัทของเมธาย้อนหลังสามปีอย่างชัดเจน ทุกตัวเลข ทุกรายชื่อ และทุกบัญชีลับถูกเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัลโดยไม่มีตกหล่น
เมธาหน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าเมื่อครู่หายวับไปทันที เลือดในกายเย็นเฉียบ มือที่ถือซองเอกสารสั่นเทาจนแทบจะถือไม่อยู่ เขาหันขวับกลับมามองรินรดาด้วยความตื่นตระหนก “วะ... ไว... ไวได้ยังไง! นี่คุณแฮกข้อมูลผมเหรอ!”
“ทนายมืออาชีพเขาไม่ทำเรื่องผิดกฎหมายหดหัวแบบคุณหรอกค่ะ” รินรดาก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้เมธาช้าๆ ส้นสูงกระทบพื้นห้องประชุมเป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคง เธอยืนประจันหน้ากับเขาด้วยส่วนสูงที่ไม่เป็นรองในเชิงจิตวิทยา “หลักฐานพวกนี้ได้มาจากการตรวจสอบบัญชีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และศาลได้อนุมัติหมายจับคุณเรียบร้อยแล้วค่ะ... ตำรวจคงกำลังรอต้อนรับคุณอยู่ที่ล็อบบี้ข้างล่างพอดิบพอดี”
ทันทีที่พูดจบ ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสามนายก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็ว เมธาหน้าซีดเผือด เข่าทรุดฮวบลงเกือบจะติดพื้นเมื่อถูกเจ้าหน้าที่เข้าประกบล็อคตัว
“ปล่อยผมนะเว้ย! พวกคุณไม่มีสิทธิ์!” เมธาดิ้นรนโวยวาย แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว ร่างของเขาถูกควบคุมตัวออกไปจากห้องประชุมท่ามกลางความเงียบงันและสายตาดูแคลนของผู้บริหารคนอื่น
บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่ความอึดอัดยังคงปกคลุมหนาแน่น ธันวายืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม ดวงตาคู่คมมองอดีตภรรยาที่ยืนสง่านิ่งอยู่กลางห้อง รินรดาในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เคยร้องไห้อ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขาอีกต่อไปแล้ว เธอกลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่ง เด็ดขาด และน่าเกรงขามจนเขารู้สึกละอายแก่ใจที่เคยทำร้ายเธอในอดีต
ธันวาสูดหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจก้าวเข้าไปหารินรดาที่กำลังเก็บเอกสารบนโต๊ะ “ริน... ผม...”
“ถ้าคุณจะพูดเรื่องในอดีต หรือเรื่องเด็กคนนั้น... เก็บคำพูดพวกนั้นไว้เถอะค่ะ ธันวา” รินรดาพูดแทรกขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องเงยหน้ามองเขา น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาไร้เยื่อใย “เราหย่ากันขาดจากกันทางกฎหมายมานานแล้ว และหน้าที่ของเราในตอนนี้คือการร่วมงานกันในฐานะคู่ค้าทางธุรกิจ... ไม่ใช่พ่อแม่ของเด็กคนนั้น”
“แต่เขาเป็นลูกผมนะ ริน!” ธันวาหลุดปากพูดออกมาด้วยความอัดอั้น ทนเก็บความรู้สึกผิดไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำด้วยความเจ็บปวด “ผมเป็นพ่อ... ผมมีสิทธิ์ที่จะรู้!”
รินรดานิ่งชะงัก เธอกดเก็บเอกสารแผ่นสุดท้ายลงในแฟ้ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามีตรงๆ แววตาสีดำสนิทคู่นั้นเต็มไปด้วยรอยร้าวในอดีตที่ไม่มีวันประสานกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้
“คุณเพิ่งมารู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์... ในวันที่สายไปแล้วอย่างนั้นเหรอคะ ธันวา?” รินรดายิ้มหยันให้กับความหน้าสมเพชของอดีตสามี “วันที่ฉันอุ้มท้อง ป่วยเจ็บ และคลอดลูกโดยไม่มีใครอยู่เคียงข้าง... วันที่ลูกถามหาพ่อแต่ฉันตอบไม่ได้... คุณอยู่ที่ไหนคะ?”
ธันวาพูดไม่ออก จุกแน่นจนลำคอตีบตัน คำพูดทั้งหมดติดอยู่ที่ริมฝีปาก เขารู้ดีว่าความผิดพลาดของตัวเองในอดีตนั้นหนักหนาเกินกว่าจะให้อภัย และเขาก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแก้ตัว
รินรดาสะพายกระเป๋าเตรียมจะเดินเลี่ยงออกไปจากห้องประชุม ทว่าเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของเธอกลับดังขึ้นเสียก่อน เธอหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏชื่อโรงเรียนอนุบาลของลูกชายตัวน้อย
“ค่ะคุณครู...” รินรดากรอกเสียงรับสาย
[“คุณแม่รีบมารับน้องธันหน่อยนะคะ พอดีน้องธันแอบหนีออกมาที่หน้าโรงเรียน แล้วบอกว่าจะไปรอ... ‘คุณพ่อ’ มารับค่ะ”]]
รินรดานิ่งงัน หัวใจกระตุกวาบ เธอรีบหันขวับกลับไปมองธันวาที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ทันใดนั้น ประตูห้องประชุมที่ปิดสนิทก็ถูกเปิดออกอีกครั้งโดยเลขานุการส่วนตัวของเธอที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับเด็กชายตัวน้อยวัยสี่ขวบในชุดนักเรียนอนุบาล
“คุณรินรดาคะ พอดีน้องธันดื้อดึงจะเข้ามาหาคุณให้ได้ หนูเลย—”
เด็กชายตัวน้อยหน้าตาน่ารักถอดแบบพิมพ์เดียวกับธันวาไม่มีผิดเพี้ยน กวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนที่ดวงตากลมโตจะไปหยุดอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ของธันวาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ
“คุณแม่ครับ...” เด็กน้อยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงใสแจ๋ว ชี้มือไปที่ธันวาแล้วหันไปถามมารดาด้วยประกตาเป็นประกาย “ผู้ชายคนนี้... หน้าเหมือนผมเลยครับ เขาใช่ ‘คุณพ่อ’ ที่คุณแม่เคยบอกว่าไปทำงานต่างประเทศหรือเปล่าครับ?”
--------------------------------------------------
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ
ทนายหญิงมือเหล็กกับอดีตสามีที่อยากถอนคำสั่งฟ้อง•ตอนที่ 8
รอยร้าวที่ยากจะประสาน
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายหญิงมือเหล็กกับอดีตสามีที่อยากถอนคำสั่งฟ้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!