“คุณแม่ครับ...”
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของรินรดา ราวกับมีใครเอาค้อนเหล็กมาทุบซ้ำลงบนแผลเป็นที่เพิ่งตกสะเก็ด ดวงตากลมโตคู่นั้นประกายระยิบระยับด้วยความไร้เดียงสา ขณะที่นิ้วเล็กๆ ชี้ไปยังร่างสูงสง่าของคนที่ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน
บรรยากาศในห้องรับรองพิเศษของสำนักงานกฎหมายตึงเครียดเสียจนแทบจะใช้มือจับต้องได้ อากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอกระหน่ำซัดรัวเร็วจนเจ็บแปลบที่หน้าอก สายตาของเธอตวัดกลับไปมองอดีตสามีที่เคยเย็นชาและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธออย่างไม่ใยดีในอดีต ธันวายืนตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่องรอยความตกตะลึงระaายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยอยู่เสมือนกำแพงน้ำแข็ง
ภาพเด็กชายวัยห้าขวบที่มีโครงหน้า คิ้วหนา และโดยเฉพาะริมฝีปากหยักลึกถอดแบบมาจากเขาพิมพ์เดียวกัน ยิ่งกว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชิ้นใดในโลกใบนี้
รินรดารวบรวมสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เธอรีบดึงมือเล็กๆ ของลูกชายเข้ามาโอบกอดไว้แนบอก พลางส่งสายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนพุ่งตรงไปยังชายหนุ่มผู้เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดนี้
“ไม่ใช่จ่ะ น้องรัน... ลูกจำคนผิดแล้วค่ะ” เสียงของเธอเรียบสนิท เย็นเยียบ และไร้ซึ่งความสั่นไหว แม้ว่าภายในใจจะปั่นป่วนราวกับมีพายุเฮอร์ริเคนโหมกระหน่ำ “คุณอาเขาไม่ใช่คนคนนั้นหรอกค่ะ ไปกันเถอะลูก ได้เวลาที่เราต้องไปสะสางงานในห้องทำงานกันแล้ว”
เธอเอ่ยตัดบทด้วยท่าทีเด็ดขาด ก่อนจะจูงมือลูกชายเดินเลี่ยงออกไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ธันวาได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาเลยแม้แต่คำเดียว ทิ้งให้ประธานหนุ่มแห่งอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านยืนจมอยู่กับความเงียบงันและความจริงที่เพิ่งกระแทกเข้าใส่กลางหน้าอกอย่างจัง
แต่ความสงบสุขชั่วคราวนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน... เพราะคำสั่งศาลและข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างบริษัทของเมธากับสำนักงานกฎหมายที่เธอรับผิดชอบ บังคับให้ทั้งเธอและเขาต้องกลายมาเป็น "คู่บัดڈی" ในโปรเจกต์คดีใหญ่ที่เดิมพันด้วยชื่อเสียงและอนาคตขององค์กร
ประตูห้องทำงานส่วนตัวถูกปิดล็อกลงอย่างแน่นหนา รินรดานั่งลงหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เอกสารกองโตถูกวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบเพื่อสร้างกำแพงกั้นระหว่างเธอกับเขา ธันวาเดินตามเข้ามาเงียบๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาในอาณาเขตของเธอด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเย่อหยิ่งและเย็นชาที่เคยมีในอดีตถูกแทนที่ด้วยความระมัดระวังและความรู้สึกผิดที่ฉายชัดผ่านแววตา
“ริน...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อเธอเบาๆ ราวกับเกรงว่ามันจะแตกสลาย
“กรุณาเรียกดิฉันว่า ‘ทนายรินรดา’ ด้วยค่ะ ท่านประธานธันวา” เธอสวนกลับทันควันโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ปลายปากกาในมือจรดลงบนกระดาษเอกสารด้วยแรงกดที่หนักหน่วงเพื่อระบายความอึดอัด “เรากำลังอยู่ในเวลางาน และนี่คือสมรภูมิทางกฎหมาย ไม่ใช่พื้นที่สำหรับรำลึกความหลังที่มันเน่าเฟะไปแล้ว”
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่นสันกรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน เขาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุคลิกอันทรงอำนาจของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธอ รินรดารู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม แต่เธอเลือกที่จะนิ่งเฉย ปิดกั้นทุกความรู้สึกอ่อนแอที่เคยมีไว้ใต้หน้ากากของทนายความสาวผู้ไร้หัวใจ
“ผมรู้ว่าผมเคยทำผิดพลาด... ผิดพลาดอย่างมหันต์ในอดีต” ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย ต่างจากนักธุรกิจผู้ไร้พ่ายที่ใครๆ ต่างเกรงกลัว “แต่เรื่องเด็กคนนั้น... น้องรัน... แกเป็นลูกของผมใช่ไหมริน?”
คำถามนั้นทำให้รินรดานิ่งงัดไปชั่วขณะ เธอกำปากกาในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว เธองยหน้าขึ้นสบตากับเขา นัยน์ตาสสีดำสนิทของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้หลายปี เปลวเพลิงแห่งความแค้นและความน้อยเนื้อต่ำใจลุกโชนขึ้นในแววตาคู่สวย
“คุณเอาสิทธิ์อะไรมาถามฉันคะ?” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพช “ในวันที่ฉันอุ้มท้องเด็กคนนี้ด้วยความหวาดกลัว ในวันที่ฉันต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตลำพังโดยไม่มีสามีคอยเคียงข้าง ในวันที่คุณเซ็นใบหย่าให้ฉันอย่างไร้เยื่อใยโดยไม่ฟังคำอธิบาย... คุณอยู่ที่ไหนคะ ธันวา?”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมหอกที่พุ่งปักเข้ากลางใจของชายหนุ่ม ธันวาพูดไม่ออก ลมหายใจของเขาติดขัด ภาพในอดีตย้อนกลับมาหลอนซ้ำ ภาพที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งเธอ ภาพที่เขาเคยดูถูกความรักและความจริงใจที่เธอมอบให้ ความทิฐิโง่เขลาในวันนั้น กำลังย้อนกลับมาลงทัณฑ์เขาอย่างสาสมในวันนี้
“ผมขอโทษ...” มันเป็นคำพูดที่ไร้พลังที่สุดในชีวิตของเขา
“เก็บคำขอโทษของคุณไว้ใช้ตอนที่ศาลพิพากษาเถอะค่ะ” รินรดาเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ตอนนี้ หน้าที่ของเราคือการจัดการคดีของเมธาให้ชนะ ถ้าคุณไม่มีสมาธิพอที่จะทำงานร่วมกับฉัน เชิญลาออกจากการเป็นพยานในคดีนี้ได้เลยค่ะ เพราะดิฉันไม่ต้องการ ‘ตัวถ่วง’ มาทำให้รูปคดีเสียหาย”
เธอหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิดผ่านๆ เพื่อแสดงออกถึงความไม่ใส่ใจ แต่ก่อนที่ธันวาจะได้เอ่ยอะไรแก้ตัว เสียงเคาะประตูก็รัวเร็วและดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดเสียก่อน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้อนุญาต ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เมธา คู่แข่งทางธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลและเป็นจำัคสำคัญในคดีก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ในมือของเขามีซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะที่ดูอันตรายยิ่งกว่าระเบิดเวลา
“ขอโทษที่ขัดจังหวะช่วงเวลาสวีทหวานของอดีตสามีภรรยาคู่นะครับ...” เมธายิ้มเหยียด กวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยแววตาสสมรู้ร่วมคิด “แต่พอดีผมบังคับได้ข้อมูลเด็ดชิ้นหนึ่ง... ข้อมูลที่จะเปลี่ยนเกมคดีนี้ และเปลี่ยนสถานะของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้ไปตลอดกาล”
เมธาโยนซองเอกสารลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าของรินรดา เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวดังทึบ แต่มันกลับดังก้องกังวานในความรู้สึกของคนทั้งคู่
รินรดาก้มมองซองเอกสารนั้น หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นตราสถาบันตรวจพันธุศาสตร์ชื่อดังปรากฏอยู่บนมุมซอง ขณะที่ธันวาหันไปมองหน้าเมธาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสังหรณ์ใจอันเลวร้าย
เมธายกยิ้มร้ายกาจ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ...
“ผลตรวจ DNA ของเด็กชายรัน... ระหว่างคุณกับคุณธันวา ออกมาแล้วนะครับ... ว่าแต่ ทนายรินรดาอยากรู้ไหมครับว่า เปอร์เซ็นต์ความเข้ากันมันมากี่เปอร์เซ็นต์?”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่ระทึกระทับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
- กระจกเงาสะท้อนใจ -
ทนายหญิงมือเหล็กกับอดีตสามีที่อยากถอนคำสั่งฟ้อง•ตอนที่ 9
สมรภูมิในห้องทำงาน
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายหญิงมือเหล็กกับอดีตสามีที่อยากถอนคำสั่งฟ้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!