"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกก้าวเดียว ผมสาบานเลยว่าเราจะได้เห็นดีกันแน่ คุณพิมพ์มาดา"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันของสถาปนิกหนุ่มไม่ได้ทำให้คนที่เดินนำหน้าอยู่หยุดฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย กลับกัน พิมพ์มาดาเหวี่ยงตัวกลับมาพร้อมกับส่งค้อนวงใหญ่ให้ รอยยิ้มที่มุมปากของเธอบ่งบอกชัดเจนว่าคำขู่เมื่อครู่มีค่าเท่ากับอากาศธาตุ
"ก็เชิญตามมาให้ทันส Cคุณสถาปนิกจอมเนียบ ถ้าขาคุณมันยาวไม่พอก็อย่ามาโทษรองเท้าหนังแบรนด์เนมราคาครึ่งแสนที่ใส่ลุยป่าเลยครับ"
เธอย้อนกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาท พลางใช้มือปัดเศษใบไม้แห้งที่เกาะตามแขนเสื้อเชิ้ตลินินสีครีมของตัวเองอย่างไม่ี่อสังเกตว่าความดื้อรั้นของเธอกำลังทำให้คนด้านหลังเส้นกระตุกด้วยความหงุดหงิด
เบื้องหลังของทั้งคู่คือซากรถเอสยูวีคันหรูที่จอดตายสนิทอยู่กลางทางลูกรังตัดผ่านผืนป่าดิบชื้น แอร์ในรถพัง หม้อน้ำระเบิด และสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่นี่... ว่าiงเปล่าสนิท ไร้ซึ่งขีดสัญญาณใดๆ ตั้งแต่เมื่อสี่กิโลเมตรก่อนหน้านี้
และต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากความมั่นใจเกินร้อยของมัณฑนากรสาวที่ยืนกรานจะใช้ทางลัดเลี่ยงการก่อสร้างถนนหลวง จนกระทั่งรถเกิดพังกลางป่าเขาและพวกเขาต้องตัดสินใจเดินเท้าฝ่าดงสี่กิโลเมตรสุดท้ายไปยังรีสอร์ตเป้าหมาย
ภูผากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไล่สำรวจร่างบางที่ยังคงเชิดหน้าท้าทาย ความทรงจำเมื่อคืนก่อนแวบเข้ามาในหัว... *“ถ้าดื้อกับผมอีกคำเดียว... ผมจะจูบทำโทษจริงๆ ด้วยนะครับ”*
คำพูดนั้นเกือบจะหลุดออกจากปากเขาอีกรอบเพื่อปิดปากยัยตัวแสบคนนี้ให้สนิท แต่ติดที่ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันไม่อำนวยให้เขาทำตามใจตัวเองเท่าไหร่ เพราะนอกจากเหงื่อที่เริ่มซึมตามไรผมของเขาแล้ว ความเป็นห่วงลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้ายก็กำลังกัดกินความอดทนของเขาจนหมดสิ้น
"ทางนี้ชันขึ้นเรื่อยๆ แถมฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว คุณไม่มีทางรู้เลยว่าข้างหน้ามีอะไร ถ้าคุณยังดึงดันจะเดินนำหน้าแบบนี้ เกิดข้อเท้าพลิกขึ้นมา ผมไม่แบกคุณกลับไปส่งกรุงเทพฯ แน่นอนนะ" ภูผาก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัว ร่างสูงใหญ่บังคับให้เธอต้องหยุดเดินโดยปริยาย
พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตที่ยืนประชิดจนได้กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นอายความชายชาตรี แม้ปากจะบอกว่าไม่กลัว แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่เขาเข้ามาอยู่ในระยะประชิดแบบนี้ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แต่ยังคงรักษาสถานะปากเก่งไว้ได้เป็นอย่างดี
"ใครบอกว่าจะให้คุณแบกคะ... เอ๊ย! จะให้คุณแบกเล่า!" เธอรีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาคาดคั้นที่มองมา "ฉันดูแลตัวเองได้น่า คุณห่วงตัวเองที่ใส่เสื้อผ้าแพงระยับแล้วเหงื่อแตกพลั่กดีกว่ามั้งคะ สถาปนิกภูผา"
"ปากเก่งไม่เปลี่ยน" ภูผากัดฟันกรอด ก่อนจะเอื้อมมือคว้าข้อมือเรียวเล็กของเธอไว้แน่น ไม่ยอมให้เธอเดินนำหน้าเขาอีกต่อไป "จากนี้ไป... เดินตามหลังผม ห้ามห่างเกินหนึ่งก้าว ถ้าดื้ออีกนิดเดียว... ผมจะพิสูจน์ให้ดูว่าคำเตือนบนรถเมื่อคืนผมไม่ได้พูดเล่น"
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ความร้อนผ่าววิ่งพล่านไปทั่วใบหน้าเมื่อนัยน์ตาคู่คมจ้องมองมาอย่างมีความหมาย ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยแดงระเรื่อที่เริ่มลามเลียพวงแก้ม
"คุณมัน... เอาแต่ใจที่สุด" เธอบ่นอุบอบแต่ก็ยอมเดินตามหลังเขาแต่โดยดี โดยมีฝ่ามือหนาที่กุมข้อมือเธอไว้มั่น คอยปกป้องและนำทางผ่านพงหรกและทางลาดชันที่เริ่มมืดลงเรื่อยๆ
เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมไปทั่วผืนป่า แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องผ่านร่มไม้ทอดเงายาวน่ากลัว ความเงียบสงบของธรรมชาติรอบตัวทำให้เสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นตรงจังหวะใกล้เคียงกันดังชัดเจนยิ่งขึ้น ภูผาผ่อนลมหายใจยาวเพื่อสงบสติอารมณ์ ขณะที่พิมพ์มาดาเผลอซบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินนำหน้าโดยไม่รู้ตัว ความเหนื่อยล้าพ่ายแพ้ให้กับความอบอุ่นจากมือหนาที่กุมกระชับ
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือของภูผา สภาพแวดล้อมรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ป่าทึบเบาบางลงและแทนที่ด้วยเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ และกลิ่นออยล์หอมจางๆ ลอยมาตามลม
"ถึงแล้วเหรอคะ..." พิมพ์มาดาเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาด้วยความอ่อนล้า
ภูผาไม่ตอบ เขาหยุดเดินกะทันหันจนคนด้านหลังเกือบชนเข้ากับแผ่นหลังของเขา สถาปนิกหนุ่มหันกลับมามองมัณฑนากรสาวด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ความมืดสลัวทำให้ใบหน้าของเขายิ่งดูน่าค้นหา
"เราไม่ได้มาผิดทาง... แต่เราหลงทางลึกกว่าเดิม" ภูผากระซิบเสียงต่ำ พลางส่องไฟฉายไปยังป้ายไม้เก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทางแยก ซึ่งขึ้นสนิมเขรอะและตัวหนังสือลบเลือนจนแทบอ่านไม่ออก
พิมพ์มาดานิ่วหน้า รีบก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่ออ่านข้อความบนป้ายที่เพิ่งถูกแสงไฟฉายส่องกระทบ
*ยินดีต้อนรับสู่... เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (เขตหวงห้ามเด็ดขาด)*
และก่อนที่ใครจะได้ทันอ้าปากพูดอะไร เสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับกิ่งไม้หักดังขึ้นจากพงหญ้าทึบด้านหลังพวกเขาไม่ไกลนัก... พร้อมกับเงาตะคุ่มขนาดใหญ่ที่เคลื่อนตัวเข้ามาด้วยความเร็วสูง!
ภูผาไม่รอช้า เขาคว้าเอวบางของพิมพ์มาดากระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนเธอแทบจมหายไปในอ้อมอกแกร่ง พลางดันเธอกับต้นไม้ใหญ่และใช้ร่างของตัวเองบังเธอไว้มิดชิด ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปในความมืดมิดเบื้องหน้า หัวใจเต้นระรัวด้วยความตึงเครียด
"อย่าขยับเด็ดขาด..." เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูของเธอสั่นระริกเล็กน้อยจากความกดดัน
พิมพ์มาดากลั้นหายใจสนิท มือเรียวเล็กกำเสื้อเชิ้ตด้านหลังของเขาไว้แน่น ร่างกายแนบชิดกันจนรับรู้ถึงไอร้อนและแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจของอีกฝ่าย ความกลัวจากป่าลึกมืดมิดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกจากสัมผัสใกล้ชิดที่อันตรายยิ่งกว่า
*โปรดติดตามตอนต่อไป...*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้กันเสมอ นั่งลุ้นไปด้วยกันในป่ามืดนี้นะครับ
สถาปนิกหน้านิ่งกับยัยมัณฑนากรสายรั้น•ตอนที่ 7
หลงทางกลางป่าเขา
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับยัยมัณฑนากรสายรั้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!