สถาปนิกหน้านิ่งกับยัยมัณฑนากรสายรั้น•ตอนที่ 4

ค่ำคืนล่วงเวลา

ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
ความมืดสนิทที่โรยตัวลงมาอย่างกะทันหันไม่ได้น่ากลัวเท่ากับเสียงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะเข้ากับผิวแก้ม เสียงคลิกเบาๆ ของเบรกเกอร์ตัวใหญ่ที่ตัดกระแสไฟทั้งชั้นลงในพริบตา ทำให้ห้องทำงานสถาปัตยกรรมกลายเป็นโลกอีกใบที่มีเพียงแสงสีส้มสลัวจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือของพิมพ์มาดาเป็นแหล่งกำเนิดแสงเดียว "ไฟดับซะงั้น อาคารนี้นี่มันระบบห่วยแตกสิ้นดี" พิมพ์มาดาสบถเบาๆ พยายามขยับตัวถอยหลังออกจากวงล้อมสัญชาตญาณการป้องกันตัว แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นวางโมเดลกระดาษอัดแน่นจนขยับไปไหนไม่ได้ และก่อนที่เธอจะได้ตั้งหลัก ภูผาก็ขยับเข้ามาประชิดอีกก้าว นิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมผ่านไหล่บางไปกดหน้าจอแท็บเล็ตให้ดับลง เพื่อไม่ให้แสงสะท้อนเข้าตา ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านกระจกเงาบานใหญ่ของออฟฟิศ ร่างสูงใหญ่จึงราวกับกำแพงไร้รูปที่กักขังเธอไว้ตรงกลาง "คุณควรจะหัดมองซ้ายมองขวาก่อนจะถอยหลังนะครับ คุณพิมพ์มาดา ไม่ใช่เอาแต่เถียงแล้วก็พุ่งชนทุกอย่างเหมือนลูกวัวตาบอด" เสียงทุ้มต่ำเออดแผ่วชิดริมใบหู ลมหายใจของเขาเจือกลิ่นมินต์จางๆ ที่ทำให้สติของเธอเตลิดไปไกล "ฉันไม่ได้ตาบอดสักหน่อย คุณต่างหากที่ชอบเดินมาซุ่ม 4 ซุ่ม 6 ในมุมมืด คนบ้าอะไรยืนเงียบเป็นเป่าสากได้ขนาดนี้" เธอกัดฟันตอบโต้ เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นฟ้องชัดเจนว่าเธอไม่ได้ใจเย็นอย่างที่ปากพูด ภูผาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและสั่นพร่าในความเงียบ "ผมไม่ได้ซุ่ม แต่คุณต่างหากที่มัวแต่ก้มหน้าแก้งานดีไซน์บ้าบอของคุณจนไม่รู้ว่าโลกใบนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง... ไฟดับทั้งตึก พนักงานกลับบ้านหมดแล้ว และตึกนี้ระบบล็อกอัตโนมัติจะทำงานเมื่อไฟดับสิบนาทีแรก" พิมพ์มาดาชะงัก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นในความมืด "หมายความว่า... เราติดอยู่ในนี้เหรอคะ?" "ครับ จนกว่ารุ่งเช้าจะมีแม่บ้านมาเปิดตึก หรือไม่ก็... จนกว่าเราจะหาทางปีนไปเปิดคัตเอาต์สำรองที่ชั้นล่าง" คำตอบเรียบเฉยแต่กวนประสาทของเขาทำให้มัณฑนากรสาวอยากจะยกแฟ้มแบบแปลนฟาดหน้าสถาปัตยกรหนุ่มจอมเผด็จการคนนี้เสียที ร่างบางพยายามดึงดันจะแทรกตัวออกด้านข้าง แต่ภูผากลับใช้มือข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะทำงานไว้ ขวางทางหนีทุกทาง ร่างกายของเขากับเธอแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า "หลบไปเลยนะ ภูผา ฉันจะไปหยิบโทรศัพท์มือถือ" "วางไว้เถอะครับ แบตเตอรี่คุณหมดตั้งแต่ตอนประชุมโปรเจกต์กับฝ่ายจัดซื้อเมื่อช่วงบ่ายแล้ว... ผมเห็นคุณนั่งมองหน้าจอที่ดับไปสลับกับถอนหายใจมาสามรอบแล้วนะ" พิมพ์มาดานิ่งอึ้ง เม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ เธอจำได้ว่าลืมชาร์จแบตจริงๆ เสียด้วย ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนไม่รู้ว่าของใครดังกว่ากัน ในความมืดมิดที่ลดทอนการมองเห็น ประสาทสัมผัสด้านอื่นกลับทำงานอย่างเฉียบคม ภูผาก้มมองหญิงสาวที่มักจะเชิดหน้าเถียงเขาเสมอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความหงุดหงิดรำคาญใจในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและอ่อนโยนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ มือหนาที่เคยใช้วาดลายเส้นสถาปัตยกรรมอันแข็งกร้าว ค่อยๆ เอื้อมออกไปปัดปอยผมที่ตกลงมาคลอเคลียแก้มเนียนแผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาราวกับขนนก แต่กลับทำให้ผิวเนื้อของพิมพ์มาคาร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก "คุณ..." เธออ้าปากจะต่อว่า แต่เสียงกลับติดอยู่ที่ลำคอเมื่อปลายนิ้วของเขาแตะลงเบาๆ ที่มุมปากเพื่อเกลี่ยเศษฝุ่นผงกระดาษเล็กๆ ออกให้ "อย่าเพิ่งดื้อกับผมสักนาทีจะได้ไหมครับ พิมพ์..." เสียงของเขาไม่ได้ดุเหมือนทุกที แต่มันกลับเจือความอ่อนล้าและจริงจังจนเธอใจกระตุก "ผมเหนื่อยกับการต้องวิ่งไล่ตามเถียงกับคุณทั้งวันแล้วนะ" "ใครใช้ให้คุณมาวิ่งไล่ล่ะคะ..." เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าหัวใจจะเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "ฉันทำงานในส่วนของฉัน คุณทำงานในส่วนของคุณ เราต่างคนต่างอยู่ก็สิ้นเรื่อง" "ต่างคนต่างอยู่เหรอ?" ภูผายิ้มมุมปาก เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นในลำคอ "ถ้าผมต่างคนต่างอยู่ คุณคงเลือกใช้วัสดุห่วยๆ ที่ไม่ผ่านโครงสร้างมารื้อโปรเจกต์ผมพังไปนานแล้ว... งานของคุณดื้อรั้นเหมือนตัวคุณไม่มีผิดพิมพ์มาดา แต่..." เขาเว้นจังหวะไปนิด ปลายจมูกโด่งสันขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนเกือบจะแตะกัน พิมพ์มาดารู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่บนริมฝีปาก "แต่มันสวย... และมีชีวิตชีวามาก ยอมรับเถอะครับว่าคุณเองก็ทุ่มเทกับมันไม่น้อยกว่าผม" คำชมที่หลุดออกมาจากปากของสถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าปากร้ายที่สุดในบริษัท ทำให้พิมพ์มาดานิ่งงันไป เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบที่สะท้อนเงาของเธอในความมืด ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ที่เคยมีค่อยๆ มลายหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นประหลาดที่เข้ามาแทนที่ มือเรียวเล็กที่วางอยู่บนอกเสื้อของเขาโดยไม่รู้ตัว เผลอขยุ้มผ้าเชิ้ตเนื้อดีนั้นแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ ภูผาเองก็ไม่ได้ขยับหนี เขากลับลดมือลงมาโอบเอวคอดไว้หลวมๆ เพื่อประคองไม่ให้เธอเซถอยหลัง ชายหนุ่มก้มหน้าลงต่ำจนริมฝีปากแทบจะแนบชิดกับหน้าผากมน "ถ้าเราออกจากที่นี่ไม่ได้... คุณจะบ่นใส่ผมถึงเช้าเลยไหมครับ พิมพ์" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อย แต่แววตากลับจริงจังอย่างยิ่งยวด "ถ้าคุณยังกวนประสาทฉันไม่เลิก... ฉันจะเอาไม้บรรทัดทีฟาดหัวคุณตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเลยค่ะ" เธอตอบเสียงแข็งกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง ทว่าใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำในความมืดกลับทรยศความรู้สึกทั้งหมด ภูผายิ้มกว้างขึ้น เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูอ่อนโยนและทรงเสน่ห์จนมัณฑนากรสาวต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อรักษาจังหวะการหายใจของตัวเอง แต่ก่อนที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองจะลึกซึ้งไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงกุกกักบริเวณประตูกระจกด้านหน้าออฟฟิศก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ *แกร็ก!* แสงไฟนีออนสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งห้องอย่างกะทันหันจนทั้งคู่ต้องหรี่ตาลงสู้แสงด้วยความแสบตา พิมพ์มาดาสดุ้งสุดตัว รีบผลักอกภูผาออกห่างทันทีราวกับโดนไฟช็อต ใบหน้าหวานแดงซ่านลามไปถึงใบหู เธอรีบก้มลงหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาทำทีเป็นตรวจแบบงานทันที ส่วนภูผายืนนิ่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจที่ช่วงเวลาส่วนตัวถูกขัดจังหวะ เขาหันไปมองยังประตูทางเข้าที่เปิดอ้าออก พร้อมกับร่างสูงสมส่วนของใครบางคนก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจ "อ้าว... คุณภู! ยังไม่กลับเหรอครับ แล้วนี่..." กรณ์ เพื่อนสนิทและสถาปนิกหนุ่มอารมณ์ดีก้าวเข้ามาพร้อมกาแฟสองแก้วในมือ แต่เมื่อสายตาคมกริบกวาดมองสภาพของเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ใกล้ชิดกับมัณฑนากรสาวจนเกินงาม แถมใบหน้าของทั้งคู่ยังแดงก่ำผิดปกติ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากทันที "อุ๊ย... ผมมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับเนี่ย พอดีระบบไฟตึกสำรองเพิ่งใช้ได้ ผมเลยเอาเครื่องดื่มมาส่ง... หรือจริงๆ แล้วพวกคุณไม่ได้ต้องการกาแฟ แต่ต้องการ... อย่างอื่นมากกว่า?" พิมพ์มาดาหน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าเดิม เธอกำแท็บเล็ตในมือแน่น ปรายตามองภูผาด้วยสายตาคาดโทษก่อนจะสะบัดหน้าพรวดเดินหนีออกจากห้องไปทันทีทิ้งให้สถาปนิกหนุ่มยืนกำหมัดแน่นด้วยความเซ็ง ภูผาหันมาถลึงตาใส่เพื่อนสนิททันที "มึงมาทำไมตอนนี้วะ กรณ์!" "อ้าว ไอ้นี่! กูหวังดีเอาของมาให้ กลายเป็นกูผิดเฉยเลยเหรอวะ?" กรณ์หัวเราะร่าเริงพลางตบไหล่เพื่อนเบาๆ "ว่าแต่... เมื่อกี้เกือบถึงไหนกันแล้ววะ เล่าให้กูฟังหน่อยดิ!" ภูผาสบถในลำคออย่างหัวเสีย ก่อนที่สายตาคมจะมองตามร่างบางที่เดินหายลับไป พร้อมกับความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีวนอยู่ในอก... *เกมนี้... ดูท่าทางเขาจะไม่ได้เป็นฝ่ายคุมเกมแต่เพียงผู้เดียวเสียแล้ว* --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาสัมผัสความฟินและป่วนในค่ำคืนนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับยัยมัณฑนากรสายรั้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%