“ถ้าการอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับพวกท่าน มันทำให้ฉันต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ และต้องคอยก้มหัวให้ความโลภอย่างไร้ขอบเขต... วันนี้ ฉัน ‘หลินว่านหลิว’ ขอประกาศตรงนี้เลยค่ะว่า เรา ‘แยกบ้าน’ กันเถอะค่ะ!”
เสียงประกาศก้องกังวานดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วลานบ้านตระกูลลู่ แรงปะทะของคำพูดนี้ไม่ได้ทำลายแค่ความเงียบงัน แต่ยังกระชากสติของทุกคนในหมู่บ้านที่มารุมล้อมดูความสนุกให้หยุดชะงักลงทันที
ใบหน้าของแม่สามีจอมเคี่ยวเผือดสีลงฉับพลัน ริมฝีปากที่เคยอ้าพ่นคำด่าทอสะใภ้มาตลอดหลายปีสั่นระริกด้วยความโกรธและตกตะลึง ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างจนแทบถסתออกจากเบ้า นางหวีดร้องออกมาเสียงหลงราวกับถูกเชือด “นังตัวดี! แกพูดว่าอะไรนะ! กล้าดียังไงมาขอแยกบ้าน! ตระกูลลู่ไม่เคยมีธรรมเนียมจัญไรเช่นนี้ แกมันสะใภ้เนรคุณ!”
หลินว่านหลิวหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ ร่างระหงในชุดเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านยืนหยัดอย่างมั่นคง แววตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยว กวาดตามองกลุ่มญาติผู้ใหญ่และชาวบ้านที่เบียดเสียดกันเข้ามามุงดู เธอไม่ได้นุ่งห่มความอ่อนแอให้ใครสมเพชอีกต่อไปแล้ว ช่วงเวลาที่ต้องทนก้มหน้าทำงานหลังขดหลังแข็งเพื่อเลี้ยงดูคนหน้าหนาตระกูลนี้ได้จบลงอย่างเป็นทางการแล้วนับแต่วินาทีนี้
“ธรรมเนียมหรือคะแม่? ธรรมเนียมที่บอกว่าสะใภ้ต้องหาเงินมาปรนเปรอพี่ใหญ่จอมเกียจคร้าน ส่วนลูกชายแท้ๆ ของตัวเองกลับนอนกระดิกเท้ารอเงินส่ง1กส่งเงินจากกองทัพของลู่ถิง แบบนี้หรือคะที่เรียกว่าครอบครัว? ฉันว่ามันคือ ‘ปลิงสูบเลือด’ มากกว่านะคะ”
เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นทันทีในกลุ่มชาวบ้าน ป้าซุนผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากตลาดอ้าปากค้าง ก่อนจะหันไปสะกิดข้างบ้านแล้วกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นเต้น ประเด็นความลำเอียงของแม่สามีตระกูลลู่นั้นเป็นที่โจษจันมานาน แต่ไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้าลุกขึ้นมาตบหน้ากลางอากาศเช่นนี้มาก่อน สะใภ้รองผู้นี้ช่าง... ดุร้ายและสะใจเสียยิ่งกว่าดูงิ้วโรงใหญ่เสียอีก!
“แก... นังสารเลว!” แม่สามีพุ่งเข้ามาหมายจะตบสั่งสอนด้วยความบันดาลโทสะ มือหยาบกร้านพุ่งตรงมาหมายจะข่วนหน้าขาวๆ ให้สะใจ แต่วันนี้หลินว่านหลิวไม่ใช่กระสอบทรายให้ใครมารังแกอีกแล้ว มือเรียวบางคว้าข้อมือเหี่ยวย่นนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ บีบแน่นจนอีกฝ่ายต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด
“อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะคะแม่ มือข้างนี้เคยตบตีฉันมาเท่าไหร่ วันนี้ถ้ายังไม่หยุดกิริยาต่ำช้า ฉันจะฟ้องผู้ใหญ่บ้านเรื่องยักยอกเงินทหารของลูกชายท่านแน่!”
คำขู่ขยี้จุดตายทำให้แม่สามีชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาว นางรู้ดีว่าเงินที่ลู่ถิงส่งกลับมาแต่ละเดือนถูกนางแอบยักยอกไปซื้อของให้ลูกชายคนโตเกือบหมด หากเรื่องนี้ถึงหูทางการหรือผู้ใหญ่บ้าน มีหวังตระกูลลู่ได้อับอายขายขี้หน้าจนไม่กล้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแน่
ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดและเสียงซุบซิบนินทา ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารที่เพิ่งก้าวย่างเข้ามาถึงหน้าประตูก็ทำให้บรรยากาศรอบด้านเงียบกริบลงทันที
ลู่ถิงยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมคายเคร่งขรึมและเย็นชาจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบกวาดมองมารดาที่หน้าดำคร่ำเครียด และหยุดนิ่งอยู่ที่ภรรยาตัวน้อยที่กำลังยืนเชิดหน้าท้าทายโลกใบนี้ด้วยความอาจหาญ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่านายทหารหนุ่มอนาคตไกลผู้นี้จะเลือกข้างไหน ระหว่างมารดาผู้ให้กำเนิดกับภรรยาที่ประกาศกร้าวขอแยกบ้าน
หัวใจของคนทั้งลานบ้านหยุดเต้นไปชั่วขณะ หลินว่านหลิวเองก็ชะงักไปเล็กน้อย เธอสบตากับสามี นิ่งงบและไร้ซึ่งความหวาดหวั่นในแววตาคู่นั้น
และในวินาทีนั้นเอง ลู่ถิงก็ก้าวเท้าเดินผ่านหน้ามารดาของตนตรงดิ่งเข้ามาหาภรรยา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านต้องสำลักน้ำลายตัวเองออกมาพร้อมกัน...
“ถ้าเมียผมอยากแยกบ้าน... ผมกับลูกก็จะขอตามเมียออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยครับ”
***
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับความเผ็ดร้อนของสะใภ้ตัวร้ายในตอนที่ 11 นี้ด้วยนะคะ!
เมียตัวร้ายยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวย•ตอนที่ 11
ประกาศแยกบ้านอย่างเป็นทางการ
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียตัวร้ายยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!