กระดาษหมายศาลสีขาวสะอาดตาแผ่นนั้นถูกวางทับลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง เสียงกระดาษกระทบผิวไม้ดัง *แคว่ก* เบาๆ แต่กลับบาดลึกเข้าไปในความเงียบงันของห้องรับแขกตระกูลลู่จนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของคนตระกูลเดียวกัน
"ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม... นังตัวดี มันกล้าฟ้องหย่าลูกชายฉันจริงๆ หรือนี่!"
เสียงแหลมสูงของแม่สามีจอมเคี่ยวแผดดังขึ้นจนแก้วชาบนโต๊ะสั่นสะเทือน นางหน้าซีดเผือดสลับกับเขียวคล้ำ มือที่เหี่ยวย่นตามวัยสั่นเทาขณะชี้ไปยังเอกสารราชการที่ระบุข้อความชัดเจนเกี่ยวกับการขอแยกทาง และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น—สิทธิ์การครอบครองทรัพย์สินทั้งหมดของ 'ว่านหลิวสโตร์' รวมถึงอาณาจักรธุรกิจค้าปลีกที่กำลังเฟื่องฟู ถูกโอนย้ายไปยังบุคคลปริศนาตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวเรียบร้อยแล้ว
หลินว่านหลิวยืนกอดอกพิงกรอบประตู สีหน้าของนางเรียบเฉย เย็นชา ทว่าแฝงไว้ด้วยประกายความเฉียบคมราวกับพญาหงส์ที่มองดูฝูงมดปลวกดิ้นรนในกำมือ ชุดเดรสผ้าลินินสีเขียวมรกตเข้ารูปขับเน้นเอวคอดกิ่วและทรวดทรงอันสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นไม้จันทน์ ยิ่งขับให้นางดูสูงส่งจนคนเหล่านี้ไม่มีวันเอื้อมถึง
"ตกใจอะไรกันคะ คุณแม่" ว่านหลิวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รื่นหู แต่น้ำคำกลับเชือดเฉือนจนคนฟังอยากกระอักเลือด "ในเมื่อพวกท่านมองว่าหยาดเหงื่อแรงงานของฉันเป็นเพียงเศษเงินที่เก็บตกจากกองขยะ และบรรดาญาติสนิทมิตรสหายของพวกท่านก็เที่ยวสูบเลือดสูบเนื้อร้านค้าของฉันจนแทบจะไม่เหลือซี่โครง การสะบั้นความสัมพันธ์และให้กฎหมายเป็นผู้ตัดสิน จึงเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาเกียรติและทรัพย์สินอันชอบธรรมของฉันไว้"
"นัง... นังสะใภ้เนรคุณ!" ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้สร้างหนี้สินก้อนโตไว้ที่ตลาดมืดจนต้องหอบผ้ามาซุกหัวนอนที่บ้านตระกูลลู่โวยวายขึ้น พร้อมกับพุ่งตัวเข้ามาหมายจะตบตี "แกกล้าดียังไงมาทำลายครอบครัวเรา! แกคิดจะฮุบทุกอย่างคนเดียวอย่างนั้นเรอะ ปล่อยนะ! ปล่อยฉันนะ!"
ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วอันสกปรกจะเข้าใกล้ปลายจางของนาง ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มก็ก้าวเข้ามาขวางกั้นไว้ราวกับกำแพงเหล็ก ลู่ถิงสะบัดแขนออกอย่างไร้เยื่อใย ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยโทสะจนบรรยากาศในห้องลดฮวบลงจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
"ถอยไป!" น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเอ่ยลอดไรฟัน มันไม่ใช่คำสั่งธรรมดา แต่เป็นเสียงคำรามของนักล่าที่พร้อมจะขยี้ทุกคนที่กล้าแตะต้องดวงใจของเขา
ลู่ถิงหันกลับมามองมารดาและเหล่าญาติพี่น้องที่สร้างแต่ความฉิบหายให้ชีวิตคู่ของเขา สายตาที่เขามองพวกนางในยามนี้ไม่มีความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความผิดหวัง ความชิงชัง และความเด็ดเดี่ยวที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากการเกือบจะต้องสูญเสียภรรยาอันเป็นที่รักไปตลอดกาล
"แม่..." ลู่ถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น "ผมเตือนพวกท่านกี่ครั้งแล้วเรื่องการรีดไถและสร้างความเดือดร้อนให้ว่านหลิว แต่พวกท่านก็ยังทำตัวเป็นปลิงคอยสูบเลือดสูบเนื้อไม่เลิก วันนี้... สัญญาความสัมพันธ์ระหว่างผมกับตระกูลลู่สายนี้ สิ้นสุดลงแค่นี้"
"ลู่ถิง! แกพูดบ้าอะไรออกมา! ฉันเป็นแม่แกนะ แม่ที่คลอดแกออกมา! แกจะตัดขาดกับฉันเพราะนังผู้หญิงคนเดียวงั้นเหรอ!" แม่สามีทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ร้องไห้คร่ำครวญฟูมฟายด้วยความเหลือเชื่อ บุตรชายที่นางภาคภูมิใจที่สุด กลับประกาศตัดขาดสายเลือดเพื่อปกป้องภรรยาที่กำลังจะหย่ากับเขาเนี่ยนะ?
"ใช่ครับ ผมตัดขาด" ลู่ถิงตอบกลับอย่างไร้ความลังเล "นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป บ้านหลังนี้และทรัพย์สินใดๆ ที่ผมหามาได้ จะยกให้ว่านหลิวแต่เพียงผู้เดียว ส่วนพวกท่าน... เชิญกลับไปยังหมู่บ้านเดิมและใช้ชีวิตตามมีตามเกิดเถอะครับ เงินสักหยวนเดียวจากผม... พวกท่านก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องอีกต่อไป"
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันช็อกระทึก ทุกคนต่างหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ใครเล่าจะคาดคิดว่านายทหารอนาคตไกลผู้เคร่งครัดในความกตัญญู จะกลายเป็นคนไร้หัวใจต่อครอบครัวกำเนิดได้ถึงเพียงนี้ เพื่อแลกกับการได้กราบกรานขอความเมตตาจากภรรยาที่กำลังยื่นใบหย่า
หลินว่านหลิวเหลือบมองสามีหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องข้าง นางแอบถอนหายใจยาวในใจ แววตาที่มองเขาอ่อนลงเล็กน้อยแต่ก็ยังคงความระแวดระวัง นางไม่ได้ใจอ่อนยวบยาบเพียงเพราะคำประกาศกร้าวนี้ เพราะบัญชีแค้นและการจัดระเบียบชีวิตยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์
"ในเมื่อจัดการเรื่องตระกูลปลิงพวกนี้เสร็จแล้ว..." ว่านหลิวปรายตามองเอกสารบนโต๊ะอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้ากึ่งจริงจัง "ก็ถึงเวลาที่เราต้องมาคุยกันเรื่อง 'บุคคลปริศนา' ที่รับโอนกรรมสิทธิ์ร้านค้าทั้งหมดของฉันแล้วล่ะค่ะ คุณทหารลู่... คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมคะว่า ลายเซ็นบนเอกสารโอนย้ายทรัพย์สินมูลค่าหลายแสนหยวนนี้ มันกลายเป็นชื่อของคุณไปได้อย่างไร ทั้งที่เรายังไม่ได้หย่ากันด้วยซ้ำ!"
ลู่ถิงชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ดวงตาที่เคยดุดันกลับพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์แบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เขาขยับเข้าไปใกล้ร่างระหงของภรรยา ก้มตัวลงกระซิบข้างใบหูขาวสะอาดด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าชวนสั่นสะท้าน
"ก็เพราะผมรู้ว่า... ถ้าผมไม่รีบยึดครองทรัพย์สินของคุณไว้ในนามของสามี คุณก็จะหาทางสลัดผมทิ้งแล้วหนีไปเปิดอาณาจักรธุรกิจที่อื่นคนเดียวน่ะสิครับ ที่รัก..."
ว่านหลิวเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง นางกำลังจะอ้าปากโต้เถียง แต่กลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเทศตุ๋นและเนื้อตุ๋นครึ่งตัวที่ถูกปรุงด้วยสูตรลับเฉพาะจากมิติลับซูเปอร์มาร์เก็ต ก็พลันลอยฟุ้งทะลุผ่านมิติอากาศออกมาอบอวลไปทั่วทั้งห้องรับแขก กลบIสียงโวยวายและบรรยากาศตึงเครียดให้มลายหายไปในพริบตาเดียว—กลิ่นหอมเย้ายวนของ 'เนื้อเป็ดตุ๋นยาจีนซอสน้ำแดง' ที่นางเพิ่งเคี่ยวทิ้งไว้ก่อนเดินเข้ามาเคลียร์ปัญหาตระกูลลู่ ส่งกลิ่นยั่วยวนน้ำลายสอจนแม้แต่คนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายยังต้องกลืนน้ำลายเอื้อมมือควานหาที่มาของกลิ่น
ทว่า ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่หน้าบ้านก็ดังขึ้น *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* ตามด้วยเสียงตะโกนแจ้งจากทหารยามหน้าบ้านด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านผู้กองครับ! มี... มีแขกไม่ได้รับเชิญคนสำคัญจากเมืองหลวงเดินทางมาถึงหน้าบ้านแล้วครับ พวกเขาบอกว่าเป็นตัวแทนจาก 'สภาวะการคลังภาคกลาง' และถือหมายศาลลับอีกฉบับมาอายัดตัวคุณผู้หญิงครับ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสความสะใจไปด้วยกันนะคะ — ดัชเชสโพดำ
เมียตัวร้ายยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวย•ตอนที่ 37
สะบั้นสัมพันธ์ตระกูลลู่ครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียตัวร้ายยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!