เมียตัวร้ายยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวย•ตอนที่ 38

ยอดขายถล่มทลายและเสียงชื่นชม

ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
“ป้ายทองคำเปลวแท้สลักตราประทับจากสำนักงานพาณิชย์อำเภอ... วางไว้ตรงกึ่งกลางผนังร้านอาหารนั่นแหละค่ะ ช่างโจว!” น้ำเสียงกังวานใสดั่งระฆังแก้วของหลินว่านหลิวเอ่ยสั่งการด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ดวงตาหงส์คู่สวยพินิจพิจารณาป้ายเกียรติคุณไม้เนื้อดีที่สะท้อนแสงไฟตะเกียงเจ้าพายุยามพลบค่ำจนเป็นประกายระยิบระยับ วันนี้คือวันที่เหน็ดเหนื่อยแต่คุ้มค่าที่สุดในรอบปี กิจการฟาร์มผสมผสานและร้านอาหารป่าของเถาวัลย์สวรรค์ ไม่เพียงแต่กวาดรายได้ถล่มทลายจนกระสอบเงินในมิติลับแทบปริแตก หากแต่ยังได้รับ “รางวัลสถานประกอบการดีเด่นและรสชาติยอดเยี่ยมแห่งปี” จากคณะกรรมการอำเภอ ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดที่พ่อค้าแม่ขายในยุค 80 ใฝ่ฝันถึง กลิ่นอายความสำเร็จคละคลุ้งปะปนมากับกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศสิบแปดชนิดที่เคี่ยวจนงวดอยู่ในหม้อดินขนาดใหญ่ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกล้ามสีเขียวขี้ม้าทหารและกางเกงขายาวทะมัดทะแมงของลู่ถิงก้าวเข้ามาเงียบๆ ชายหนุ่มโน้มตัวลงจากด้านหลัง สองแขนแข็งแกร่งโอบกอดเอวคอดกิ่วของภรรยาไว้แนบแน่นโดยไม่สนใจสายตาของลูกน้องในร้านที่กำลังช่วยกันเก็บกวาดโต๊ะ “ภรรยาผมเก่งที่สุดในมณฑลนี้แล้วกระมังครับ... เอ่อ, ค่ะ” ลู่ถิงเกือบเผลอหลุดปากพูดสำนวนทหารออกมาอีกแล้ว เมื่อเห็นสายตาค้อนขวิดปนเอ็นดูของว่านหลิวส่งมาทักทาย เขาก็รีบแก้คำพูดทันทีด้วยรอยยิ้มออดอ้อน “พี่หมายถึง... น้องว่านหลิวของพี่เก่งจนพี่ต้องยอมจำนนราบคาบแล้วค่ะ” ว่านหลิวหมุนตัวกลับมาหยิกเอวสามีหนุ่มผู้เกรียงไกรในกองทัพด้วยความหมั่นไส้ “ปากหวานนักนะคะ คุณผู้กองลู่! เมื่อกลางวันตอนที่ท่านนายอำเภอมอบรางวัล คุณทำหน้าขรึมเหมือนจะไปออกรบจนแขกเหรื่อเกร็งกันไปหมด รู้ไหมคะว่าฉันอายแทบแทรกแผ่นดิน” “พี่ไม่ได้ขรึมใส่ใครสักหน่อย พี่แค่ระแวงว่าพวกมันจะมองภรรยาคนสวยของพี่นานเกินไปต่างหาก” ลู่ถิงกระซิบชิดใบหูขาวผ่อง น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นด้วยความเสน่หา ปลายจมูกโด่งรั้นคลอเคลียอยู่แถวซอกคอหอมกรุ่นจนว่านหลิวต้องดันอกแกร่งออกเบาๆ บรรยากาศแสนหวานกำลังอบอวล ทว่าประตูหน้าร้านที่ถูกปิดล็อกไว้ครึ่งหนึ่งกลับถูกเคาะรัวเร็วด้วยความร้อนรนจนเกิดเสียงดังปึงปัง ปัง! ปัง! ปัง! “ว่านหลิว! ลู่ถิง! เปิดประตูให้แม่เดี๋ยวนี้! พวกแกอกตัญญู ปีกกล้าขาแข็งแล้วรึไงถึงได้ปล่อยให้แม่กับน้องอดอยากปากแห้งอยู่ข้างนอก!” เสียงแหลมสูงที่แฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและอารมณ์บีบคั้นอันคุ้นเคยดังแว่วเข้ามา แม่สามีจอมเคี่ยว หรือก็คือแม่ถิง ยืนหอบหายใจโยนอยู่หน้าร้าน สภาพของนางในวันนี้ช่างแตกต่างจากอดีตที่เคยเชิดหน้าชูตาอย่างสิ้นเชิง เสื้อผ้าไหมเทียมตัวเก่งมีรอยเปื้อนคราบโคลน ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยฉาบไว้ด้วยความอิจฉาริษยาจนบิดเบี้ยว เมื่อช่วงบ่ายข่าวลือเรื่องที่ร้านอาหารของว่านหลิวได้รับรางวัลใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วตำบล นางที่ถูกเพื่อนบ้านหัวเยาะเย้ยถากถางจึงทนอยู่บ้านไม่ไหว ต้องบึ่งมาหาเงินและส่วนแบ่งทันที ในครัวด้านหลัง... หลินว่านหลิวชะงักมือที่กำลังตักซุปไก่ตุ๋นโสมป่าใส่ถ้วย รอยยิ้มบนริมฝีปากบางเฉียบถูกแทนที่ด้วยมุมปากที่ยกขึ้นสูงอย่างเย้ยหยัน นางตัวร้ายในนิยายเรื่องนี้ไม่เคยกลัวสงครามประสาทอยู่แล้ว ยิ่งอีกฝ่ายเดินเข้ามาหาเรื่องถึงถิ่น ยิ่งเป็นโอกาสดีที่จะตบหน้าให้หายแค้น! “ปล่อยให้นางเคาะไปค่ะ ให้คนในหมู่บ้านได้เห็นกันชัดๆ ว่ายามที่เราตกระกำลำบาก นางเหยียบย่ำเราอย่างไร และยามที่เราเรืองอำนาจ นางหน้าด้านมาขอส่วนบุญอย่างไร” ว่านหลิวเอ่ยเสียงเรียบ นางหันไปหยิบถาดไม้ที่วาง “เป็ดพะโล้สูตรโบราณ” เนื้อฉ่ำวาวราดด้วยน้ำซอสพะโล้เข้มข้นกลิ่นเครื่องเทศหอมฟุ้ง ตัดแต่งเป็นชิ้นพอดีคำจัดเรียงอย่างประณีต ลู่ถิงขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าคมเข้มฉายแววรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง “ต้องการให้ผมออกไปไล่ตะردไหมครับ... เอ๊ย, ไล่ตะردออกไปไหมคะ?” “ไม่ต้องค่ะ วันนี้ฉันจะ ‘ต้อนรับ’ แม่สามีผู้ประเสริฐด้วยเมนูเด็ดที่นางเกลียดที่สุดแต่ไม่มีปัญญาซื้อกิน!” ว่านหลิวเดินนำหน้าด้วยท่าทางสง่างามดั่งนางพญา นางปลดกลอนประตูกระจกบานใหญ่ออกช้าๆ แสงไฟสีส้มอุ่นๆ จากในร้านสาดส่องกระทบใบหน้าสะสวยที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ท่ามกลางความตกตะลึงของแม่ถิงที่เงื้อมือเตรียมจะทุบประตูซ้ำอีกรอบ “อ้าว... คุณแม่นี่เองค่ะ” ว่านหลิวเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานราวกับน้ำผึ้งอาบยาพิษ “ดึกดื่นมืดค่ำเช่นนี้ ลมอะไรหอบท่านมาถึงร้านอาหารที่ท่านเคยด่าว่า ‘เป็นแค่แหล่งขายเศษอาหารเลี้ยงหมู’ ล่ะคะ?” แม่ถิงหน้าชาดิกไปวูบหนึ่ง นางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อกลิ่นหอมหวนกระชากวิญญาณของเป็ดพะโล้และซุปสมุนไพรลอยมาปะทะจมูก ท้องของนางส่งเสียงโครกคราออกมาอย่างน่าอับอาย เนื่องจากตลอดทั้งวันนางเอาแต่ชะเง้อมองร้านของลูกสะใภ้จนลืมกินข้าว “ว่านหลิว... แก... แกกล้าพูดจากับแม่แบบนี้รึ!” แม่ถิงพยายามแสร้งทำเป็นโกรธเพื่อกลบเกลื่อนความหิวโหย นางเชิดหน้าขึ้นแล้วดันตัวผลักประตูก้าวเข้ามาในร้านโดยไม่ได้รับอนุญาต “ฉันเป็นแม่สามีแกนะ! ร้านนี้ที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ก็เพราะตระกูลลู่มีสายเลือดทหารคุ้มกะลาหัว แกได้ดิบได้ดี ได้รับรางวัลอะไรนั่น ทำไมไม่เอาเงินและอาหารอร่อยๆ ไปกราบ 3 ครั้ง 7 คราให้แม่ที่บ้าน! อกตัญญูกล้าดียังไงถึงมากินอยู่เสวยสุขกันสองคนผัวเมีย!” คำพูดทวงบุญคุณอันหน้าไม่อายนี้เรียกเสียงซุบซิบจากชาวบ้านละแวกนั้นที่ยังไม่ยอมกลับบ้านได้เป็นอย่างดี ทุกคนต่างมองแม่ถิงด้วยสายตาสสมเพชเวทนา แต่หลินว่านหลิวหาได้สะทกสะท้านไม่ นางวางถาดเป็ดพะโล้ลงบนโต๊ะไม้ขัดมันอย่างนุ่มนวล ก่อนจะทรุดกายลงนั่งไขว่ห้างอย่างสง่างาม มือเรียวรินชาดอกไม้อุ่นๆ ใส่ถ้วยกระเบื้องเคลือบอย่างใจเย็น “บุญคุณของตระกูลลู่หรือคะ?” ว่านหลิวทวนคำ รอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปาก “วันที่ฉันหอบเงินเก็บก้อนสุดท้ายมาซ่อมหลังคาร้าน ท่านบอกว่าฉันเป็นตัวกาลกิณี วันที่ลู่ถิงบาดเจ็บกลับมาจากชายแดนแล้วท่านไล่เราออกจากบ้าน ท่านบอกว่าเราเป็นภาระ... ตอนนั้น ‘สายเลือดทหาร’ ของท่านอยู่ที่ไหนคะ? หรือว่ามันถูกฝังอยู่ใต้กองขยะหลังบ้านท่านไปเสียแล้ว?” แม่ถิงหน้าซีดเผือดลงเรื่อยๆ จนแทบไร้สีเลือด นางอ้าปากพะngพะงาจะเถียงแต่พูดไม่ออกเมื่อเจอสายตาดุจคมมีดของลู่ถิงที่ก้าวตามออกมาสมทบ “กลับไปซะครับ... แม่” ลู่ถิงเอ่ยเสียงเย็นเยียบไร้เยื่อใย “ที่นี่ไม่ใช่บ้านของแม่ และภรรยาผมก็ไม่ใช่คนที่จะให้แม่มาตักตวงผลประโยชน์ได้ตามอำเภอใจ ป้ายเกียรติคุณฝาผนังนั่นแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความสามารถของว่านหลิว ไม่ใช่เพราะบุญคุณของใครทั้งสิ้น” แม่ถิงเข่าอ่อนยวบลงไปครึ่งหนึ่ง นางรู้แล้วว่าวันนี้ตนเองพลาดท่าอย่างมหันต์ ความโลภและความอิจฉาริษยาทำให้บดบังปัญญาจนตกหลุมพรางที่ลูกสะใภ้ขุดไว้ต้อนรับ ทว่า... ในวินาทีที่นางกำลังจะหันหลังเดินหน้าร้องไห้กลับบ้านด้วยความชอกช้ำ สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างของชายแปลกหน้าคนหนึ่งในชุดสูทสากลราคาแพง กำลังยืนแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ตรงมุมมืดหน้าร้าน พร้อมกับยกโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพป้ายทองคำเปลวและจานเป็ดพะโล้ด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด ชายคนนั้นเดินตรงเข้ามาหาว่านหลิวทันทีโดยไม่สนใจแม่ถิงที่ยืนขวางทางอยู่... “ขอโทษนะครับ... ผมเป็นตัวแทนจากสมาคมนักชิมอาหารแห่งชาติประจำมณฑล...” ชายแปลกหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนทึ่ง “ผมตามกลิ่นเป็ดพะโล้จานนี้มาจากปากซอย... และผมสนใจอยากจะเซ้งสูตรลับเมนูนี้ไปเปิดสาขาในเมืองหลวงด้วยวงเงินเจ็ดหลัก!” ทว่า... ก่อนที่ว่านหลิวจะได้เอ่ยปากปฏิเสธหรือตกลง เสียงรถจี๊ปทหารคันเก่งเบรกเอี๊ยดเสียงดังสนั่นที่หน้าร้าน พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดในจักรวาลนี้ก้าวลงมา... — ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสความสะใจไปด้วยกันนะคะ — ดัชเชสโพดำ
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียตัวร้ายยุค 80 ขอหย่าแล้วไปรวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%