"ข้อความเมื่อกี้นี้... ส่งมาจากคนที่เราคิดว่าตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน"
หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือฉันสว่างวาบ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานคุณชายรวินทร์ที่เย็นเฉียบจนขนลุก บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยประโยคสั้นๆ ประโยคเดียว
ฉันเงยหน้าขึ้นมองคนพูด ร่างสูงของคุณชายที่ปกติมักจะยืนหยัดด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและมั่นอกมั่นใจเสมอ บัดนี้กลับมีรอยร้าวบางๆ พาดผ่านดวงตาคู่คม คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม มือใหญ่ที่ถือสมาร์ทโฟนไว้วางอยู่บนโต๊ะทำงานเกร็งจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาวซีด
"คุณชาย... ล้อเล่นอะไรคะเนี่ย มุกนี้แป้กสนิทเลยนะบอกไว้ก่อน" ฉันฝืนหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอก แม้สมองจะพยายามปฏิเสธ แต่สัญชาตญาณกลับกรีดร้องเตือนว่ารวินทร์ไม่ใช่คนที่จะเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นแน่ๆ
"ฉันดูเหมือนคนมีอารมณ์ขันมากนักหรือไง คีย์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน รวินทร์วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะกระแทกเสียงเบาๆ ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวฉันในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และความร้อนรุ่มจากตัวเขาแผ่ซ่านเข้าปะทะผิวหน้าจนฉันต้องก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นหนังสือเสียงดังทึบ
หนทางรอดถูกปิดตาย... เช่นเดียวกับหัวใจที่เริ่มเต้นรัวไม่เป็นจังหวะเมื่อเงยหน้าสบกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความหวงแหนอย่างปิดไม่มิด
"แล้ว... มันหมายความว่ายังไงคะ" ฉันถามเสียงแผ่ว ความซ่าความปากเก่งที่เคยมีมลายหายไปสิ้นเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงจังระดับวิกฤต "คนที่ตายไปแล้ว... หมายถึงพี่ภาคย์งั้นเหรอคะ?"
รวินทร์ชะงักไปนิดเมื่อได้ยินชื่อนั้น ขากรรไกรของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาคู่คมไหววับก่อนจะหลบสายตาไปทางอื่นชั่วขณะ—อาการที่หา 100 ปีจะได้เห็นจากคุณชายผู้เย่อหยิ่งคนนี้
"อืม..." เขาครางรับในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและหนักอึ้ง "เบอร์แปลกที่ส่งรูปถ่ายสนามบินในปารีสเมื่อนาทีที่แล้ว พร้อมข้อความทักทายแบบกวนประสาท... มันคือสไตล์ของคนที่ฉันเกลียดขี้หน้ามาตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต คนที่เธอเองก็เคย... เกือบจะเรียกว่าพี่ชาย"
บรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ภาพอดีตเมื่อห้าปีก่อนผุดขึ้นมาในหัวราวกับหนังฉายซ้ำ อุบัติเหตุครั้งใหญ่ทางรถยนต์ในคืนฝนตก ข่าวการเสียชีวิตที่ถูกยืนยันด้วยหลักฐานทางกฎหมาย และงานศพที่จัดขึ้นอย่างเงียบงันโดยไม่มีแม้แต่ร่างไร้วิญญาณให้กอดลา
พี่ภาคย์... ลูกพี่ลูกน้องสายตรงของคุณชาย และเป็นอดีตคนรักเก่าในความทรงจำช่วงวัยรุ่นของฉัน หายตัวไปพร้อมกับกองเพลิงและคราบน้ำตาในวันนั้น แล้วตอนนี้... เขากลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาทำไม?
"เขา... กลับมาทำไมคะ" ฉันถามเสียงสั่น มือเล็กเผลอเอื้อมไปกำชายเสื้อสูทของคุณชายไว้โดยไม่รู้ตัว เป็นปฏิกิริยาทางกายที่แสดงออกชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ว่าในวินาทีนี้ ฉันไม่ได้หวาดกลัวอดีต แต่ฉันกลัวว่าปัจจุบันที่ฉันกำลังยืนเคียงข้างผู้ชายปากร้ายคนนี้จะพังทลายลงต่างหาก
รวินทร์ก้มมองมือของฉันที่กำเสื้อเขาไว้ แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงทันที มือใหญ่อุ่นจัดยกขึ้นมาทาบทับมือฉันที่กำเสื้อเขาไว้แน่น ก่อนจะออกแรงดึงเบาๆ ให้ฉันขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าอกแทบจะแนบชิดกับอกแกร่งของเขา
"กลัวเหรอ?" เสียงทุ้มเอמהถามชิดริมใบหู ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนขนลุกซู่
"เปล่าสักหน่อย..." ฉันเถียงอุบอิบ แม้เสียงจะเบาหวิว "แค่คิดว่า... เรื่องวุ่นวายมันจะจบลงสักที ทำไมชีวิตฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้"
รวินทร์ถอนหายใจยาวเหยียด มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากฉันออกอย่างเบามือสัมผัสที่อ่อนโยนผิดวิสัยทำให้ฉันต้องช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างแปลกใจ ดวงตาคู่คมคู่นั้นไม่มีความเย่อหยิ่งเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและประกายความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
"ฟังนะ คีย์..." รวินทร์จับคางฉันให้เงยขึ้นสบตาตรงๆ น้ำเสียงของเขาจริงจังและทรงพลังจนตรึงฉันให้อยู่นิ่ง "เรื่องอดีต... ฉันเคลียร์ได้ ไม่ว่ามันจะโผล่หัวมาจากนรกขุมไหน แต่เรื่องของเรา... ฉันไม่มีทางยอมให้ใครหน้าไหนมาพังมันอีกเด็ดขาด"
คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้ฟอร์มและไร้ชั้นเชิงความเย่อหยิ่ง ทำเอาหัวใจฉันกระตุกวูบ ความอบอุ่นแผ่ซ่านลามเลียไปทั่วใบหน้าจนต้องรีบเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ห้ามไว้ไม่อยู่
"ใคร... ใครไปมีเรื่องอะไรกับคุณกันคะ พูดจาแปลกๆ" ฉันแสร้งทำเป็นเสียงแข็งกลบเกลื่อนความเขิน
"ปากแข็งชะมัด" รวินทร์หัวเราะในลำคออย่างหมั่นไส้ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเชยคางฉันให้หันกลับมามองเขาเหมือนเดิม "ตกลงกันให้ดีๆ นะคีย์... ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราเลิกเล่นเกมซ่อนหาความรู้สึกกันสักที เธอเป็นของฉัน และฉันก็เป็นของเธอ... ชัดเจนพอมั้ย หรือต้องให้จูบยืนยันอีกรอบถึงจะเลิกทำปากเก่ง?"
"คุณชาย! ฉวยโอกาสตลอด!" ฉันโวยวายหน้าแดงก่ำเมื่อใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร กลิ่นอายความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแผ่กระจายจนหัวใจเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมานอกอก
รวินทร์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มร้ายกาจที่ทำให้คนมองใจละลายได้ในเสี้ยววินาที "ก็คนมันรัก... จะให้ทำยังไงล่ะ หืม?"
คำว่า 'รัก' ที่หลุดออกมาจากปากคนปากแข็งอย่างรวินทร์ ทำเอาสติฉันดับวูบไปชั่วขณะ โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานกันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าในจังหวะที่ริมฝีปากของเรากำลังจะแนบชิดกันเพื่อยืนยันความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการนั้นเอง...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวทำลายบรรยากาศสีชมพูจนยับเยิน ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต
"ขอโทษทีนะรวินทร์ พอดีฉันไม่ได้นัดล่วงหน้า... แต่คิดว่าการกลับมาของฉัน มันสมควรได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นกว่านี้นะ"
เสียงทุ้มคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมานานนับห้าปี ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง รอยยิ้มเยาะกวนประสาทถูกส่งตรงมาที่เราสองคนที่ยังคงอยู่ในท่ากอดเกยกันกลายๆ
รวินทร์ผละออกจากตัวฉันอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่คมหรี่ลงมองผู้มาใหม่ด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ ขณะที่ฉันยืนแข็งทื่อเป็นหินเมื่อสบตากับใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า...
พี่ภาคย์... เขากลับมายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ
----------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่เดินทางร่วมหัวจมท้ายและเอ็นดูคุณชายกับยัยน้องมาจนถึงบทนี้นะคะ!
คุณชายครับ... หยุดดุสักวันจะเป็นไรไป•ตอนที่ 29
บทเรียนจากความรัก
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายครับ... หยุดดุสักวันจะเป็นไรไป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!