กลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนมากับกลิ่นอายอับชื้นของค่ำคืนไร้ดาว ยามที่ความมืดมิดแผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งอารามร้างแห่งนี้ อวิ๋นซือหานมิได้ขยับกาย เขายังคงนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้ากองไฟที่มอดดับเหลือเพียงถ่านสีแดงเรืองรอง นิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักกำลังคีบเม็ดยาสีครามเข้มเม็ดหนึ่งขึ้นพินิจพิจารณาด้วยแววตานิ่งสงบดั่งบึงน้ำลึก ไอปราณบริสุทธิ์หมุนวนรอบกายเขาเป็นเกราะคุ้มกันบางเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่รุกล้ำเข้ามาในระยะสามเชียะ
ทว่า ความเงียบงันอันสงบสุขกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงฝีเท้าที่เบาราวกับผีสางแฝงกายมาในสายลม
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้สามเค่อ..."
เสียงทุ้มต่ำอันเย็นเยียบดังขึ้นจากมุมมืด ไป๋มู่เฉินก้าวเท้าออกมาจากเงาเสาศิลาเก่าคร่ำคร่า ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีเทาเข้มสะท้อนประกายจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างผุพัง มือข้างหนึ่งของเขาวางอยู่บนด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างกาย นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวราตรีทอดมองออกไปเบื้องนอกอย่างระแวดระวัง
อวิ๋นซือหานไม่แม้แต่จะหันไปมอง สติสัมปชัญญะของเขาแผ่ขยายออกไปไกลกว่าร้อยลี้ รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของเงาร่างนับสิบที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ ราวกับฝูงหมาป่าหิวกระหายที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อการสังหารโดยเฉพาะ ปราณกระบี่และไอปراณทมิฬที่แผ่ออกมาจากกลุ่มคนเหล่านั้น ล้วนเป็นเอกลักษณ์ของสำนักเงาสัตตบรรณ สำนักนักฆ่ารับจ้างชื่อกระฉูดในยุทธภพที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและไม่เคยปล่อยให้เหยื่อรอดชีวิตแม้แต่รายเดียว
"ดูเหมือนว่าเงาหัวของข้าจะมีราคาแพงยิ่งในสายตาของพวกมัน..." อวิ๋นซือหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือตระหนกตกใจแม้แต่น้อย เขาสอดเม็ดยาสีครามกลับลงในขวดหยกอย่างใจเย็น ก่อนจะค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืน ชายเสื้อคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่เริ่มแปรปรวน
*ฉวบ! ฉวบ! ฉวบ!*
เสียงแหวกอากาศแหลมคมดังขึ้นพร้อมกันหลายสาย วัตถุสีดำสนิทนับร้อยพุ่งทะลุผนังไม้ผุพังเข้ามาดั่งห่าฝน นั่นคือ 'ลูกศรโลหิตทมิฬ' ที่เคลือบด้วยพิษสลายปราณ หากโดนเพียงนิดเดียว เส้นชีพจรทั่วร่างจะถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นอัมพาตในพริบตา
ไป๋มู่เฉินแค่นเสียงเย็นชาออกมาคราหนึ่ง ร่างของเขาไหววูบดั่งภูตพราย กระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักถูกชักออกมาครึ่งนิ้ว ประกายแสงสีเงินยวงวาดผ่านความมืดเป็นวงโค้งราวกับจันทร์เสี้ยวตวัดผ่านน่านฟ้า แรงกดดันจากกระบี่พัดพาลูกศรทั้งหมดให้แหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงในอากาศอย่างไร้แรงต้านทาน
"ระวังตัวด้วย ซือหาน ปราณของพวกมันแปลกประหลาดนัก ไม่ใช่แค่ศิษย์มือสังหารธรรมดา" ไป๋มู่เฉินเอ่ยเตือนโดยไม่ละสายตาจากความมืดเบื้องนอก
ทันทีที่สิ้นเสียงของไป๋มู่เฉิน พื้นศิลาเบื้องหน้าของทั้งสองก็ระเบิดออก เศษหินและฝุ่นผงกระจายคละคลุ้ง เงาร่างสีดำทมิฬแปดร่างพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พื้นดินราวกับภูตผีที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรก พวกมันสวมหน้ากากอนธการและสวมชุดรัดรูปกลมกลืนกับความมืด ดวงตาทุกคู่ที่มองลอดออกมาจากหน้ากากเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นและไร้ซึ่งความรู้สึกเป็นมนุษย์
"ฆ่า!"
เสียงคำรามต่ำเล็ดลอดออกมาจากลำคอของหนึ่งในนักฆ่า เสียงนั้นแหบพร่าและดังก้องกังวานในโสตประสาท ราวกับเสียงกู่ร้องของวิญญาณเร่ร่อน พวกมันพุ่งเข้าประชิดตัวในพริบตา กระบี่สั้นในมือของแต่ละคนอาบด้วยแสงสีม่วงคล้ำ บ่งบอกถึงพิษร้ายแรงที่ถึงแก่ชีวิต
อวิ๋นซือหานหรี่ตาลงเล็กน้อย นิ้วมือทั้งห้าประสานกันเป็นอินทร์ประทับอักษรเซียน ปราณโอสถสีทองอร่ามระเบิดออกจากฝ่ามือกลายเป็นคลื่นกระแทกอัดใส่กลุ่มนักฆ่าที่พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรง คลื่นพลังนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อสังหารโดยตรง แต่เป็น 'เขตแดนเพลิงโอสถ' ที่แผดเผาและกดทับการไหลเวียนของลมปราณฝ่ายตรงข้ามทันทีที่ก้าวเข้ามา
นักฆ่าสามร่างแรกที่พุ่งเข้ามาปะทะกับเขตแดนสีทองถึงกับชะงักกึก ใบหน้าภายใต้หน้ากากบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดเมื่อลมปราณในร่างของพวกมันเริ่มแปรปรวนและลุกไหม้จากภายใน ทว่าพวกมันกลับไร้ความหวาดกลัว ปากที่ถูกปิดสนิทกัดฟันกรอดจนเลือดไหลซึม ก่อนจะระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายพุ่งทะลวงผ่านเขตแดนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แม้ร่างเนื้อจะถูกไฟประหลาดแผดเผาจนเกรียมดำก็ตาม
"เดรัจฉานไร้ใจอย่างพวกเจ้า สมควรถูกฝังกลบที่นี่"
ไป๋มู่เฉินก้าวขึ้นมาขวางหน้าอวิ๋นซือหาน ร่างของเขาแผ่รัศมีกระบี่อันคมกล้าที่สามารถตัดผ่านได้แม้กระทั่งมิติเวลา กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือถูกตวัดออกไปอย่างไร้รูปแบบ ทว่าทุกกระบวนท่ากลับแฝงไว้ด้วยความสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ ประกายแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ตัดผ่านลำคอของนักฆ่าทั้งสามในคราเดียวอย่างไร้ซุ่มเสียง เลือดสีดำทะลักทลายออกจากบาดแผลก่อนที่ร่างทั้งสามจะล้มลงแน่นิ่งกับพื้น
ทว่า จำนวนของพวกมันกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย เงาร่างนับสิบยังคงทยอยพุ่งทะยานเข้ามาจากทุกทิศทุกทางราวกับฝูงตั๊กแตนที่ไม่มีวันหมดสิ้น บรรยากาศภายในอารามร้างเริ่มอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันจากพลังปราณภายนอกกำลังบีบอัดเข้ามาจนอากาศแทบหายใจไม่ออก
อวิ๋นซือหานยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มผุดขึ้นตามไรผมจากความเหนื่อยล้าในการควบคุมเขตแดนต่อเนื่อง เขากวาดสายตามองไปยังเงาร่างลึกลับที่ยืนอยู่บนยอดหลังคาผุพังเบื้องบน บุคคลผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีทองปักลายพยัคฆ์ทมิฬ มือถือพัดเหล็กกล้าที่สลักอักขระโบราณ ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันและแฝงไว้ด้วยความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
"นึกไม่ถึงเลยว่า... ศิษย์น้องแปดแห่งสำนักโอสถสวรรค์ผู้เลื่องชื่อ จะตกต่ำถึงขนาดต้องมาหลบซ่อนตัวอยู่ในซากปรักหักพังเช่นนี้" น้ำเสียงเย้ยหยันดังแว่วมาจากเบื้องบน
อวิ๋นซือหานชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น ภาพเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้งที่สำนักถูกกวาดล้างไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวดั่งคลื่นพายุ ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง
ก่อนที่อวิ๋นซือหานจะได้เอ่ยสิ่งใดตอบโต้ ไป๋มู่เฉินที่ยืนคุ้มกันอยู่เบื้องหน้าก็พลันชะงักฝีเท้า ร่างกายของศิษย์พี่ใหญ่สั่นเทาเล็กน้อย นัยน์ตาที่เคยคมปลาบกลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เมื่อปลายกระบี่ในมือของเขาถูกดึงดูดด้วยแรงดึงดูดประหลาดจากเงาลึกลับบนหลังคา และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น... ไอพลังปราณที่แผ่ออกมาจากบุคคลผู้นั้น กลับเป็นเคล็ดวิชาต้องห้ามของสำนักกระบี่สวรรค์ที่สูญหายไปเมื่อร้อยปีก่อน!
"เจ้า... เป็นใครกันแน่?" ไป๋มู่เฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเป็นครั้งแรกในชีวิต
บุคคลบนหลังคาหัวרויขึ้นเบื้องสูง ก่อนจะค่อยๆ ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดจากไฟประหลาด และรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของอวิ๋นซือหานและไป๋มู่เฉินต้องหยุดเต้นไปชั่วขณะ
*ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระบี่และไอปราณมา ณ ที่นี้นะครับ*
เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ•ตอนที่ 7
ศัตรูในเงาจันทร์
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!