"เหตุใดเจ้าถึงไม่ชักกระบี่ออกมา?"
คำถามของอวิ๋นซือหานดังก้องท่ามกลางความเงียบงันที่ผิดปกติของเมืองหนานเจียง นางยืนอยู่กลางจัตุรัส ท่ามกลางร่างของผู้คนนับร้อยที่ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน ดวงตาของชาวเมืองว่างเปล่า ไร้แววชีวิต ราวกับวิญญาณถูกกระชากออกจากร่างทิ้งไว้เพียงเปลือกนอกที่รอคอยการบงการ
ไป๋มู่เฉินที่ยืนอยู่เบื้องหลังนางเพียงก้าวหนึ่ง ไม่ได้ขยับกายไปตามคำท้าทาย เขายังคงกอดอก ดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ยามค่ำคืนกวาดมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง
"ในเมืองที่ไร้เสียง... หากกระบี่ข้าส่งเสียงร้องขึ้นมา เกรงว่าเราจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่ทั้งคู่" เสียงของไป๋มู่เฉินราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยนัยที่หนักแน่น "เจ้าไม่รู้สึกหรือ อวิ๋นซือหาน? กลิ่นอายโลหิตที่ลอยมากับสายลมมิใช่โลหิตของมนุษย์ แต่มันคือกลิ่นของค่ายกลอาคมที่กำลังกัดกินรากปราณของคนเหล่านี้"
อวิ๋นซือหานขมวดคิ้ว มือเรียวงามภายใต้แขนเสื้อกว้างขยับรวบรวมไอปราณสีครามที่ปลายนิ้ว นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากใต้ฝ่าเท้า เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของชาวเมืองที่เต้นอย่างเป็นระเบียบเกินไป ราวกับถูกควบคุมด้วยอาคมดนตรีที่มองไม่เห็น
"วิชาสะกดวิญญาณพิฆาต..." นางพึมพำ ดวงตาจ้องมองไปยังร่างของเด็กน้อยที่ยืนขวางทางเดิน สายตาของเด็กคนนั้นว่างเปล่า ทว่ามือที่ถือตุ๊กตากระเบื้องกลับบีบแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อจนเลือดซึมออกมา "พวกเขาถูกเปลี่ยนให้เป็นร่างสถิตของอาคม หากเราสังหารพวกเขาก็เท่ากับทำลายรากฐานของเมือง แต่หากไม่ทำ..."
"เราก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพวาดลวงตานี้" ไป๋มู่เฉินต่อประโยคจนจบ พร้อมกับก้าวมาหยุดเคียงข้างนาง กลิ่นอายกระบี่รอบกายเขาสั่นไหวคล้ายจะระเบิดออก "ข้าจะเปิดทางให้ เจ้าจงใช้โอสถสลายอาคมของเจ้าเถิด แต่จงจำไว้... อย่าสบตาพวกมันเด็ดขาด"
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งที่ไร้ที่มาดังแว่วมาจากยอดเจดีย์กลางเมือง เสียงนั้นแหลมคม บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ร่างของผู้คนนับร้อยที่เคยยืนนิ่งเริ่มขยับไหวพร้อมกันอย่างผิดธรรมชาติ ลำคอของพวกเขาส่งเสียงครืดคราดคล้ายสัตว์ร้ายที่กำลังหิวโหย
"เริ่มแล้ว..." ไป๋มู่เฉินพึมพำ
พริบตาต่อมา ผู้คนเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ อวิ๋นซือหานสะบัดฝ่ามือขวา ปราณโอสถสีเขียวมรกตกระจายตัวออกไปเป็นละอองฝอยคล้ายสายฝน ทว่าทันทีที่ละอองเหล่านั้นสัมผัสถูกตัวชาวเมือง อักขระสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นบนผิวหนังของพวกเขา พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดังระงมไปทั่วบริเวณ
"ซือหาน! ถอยไป!" ไป๋มู่เฉินคำราม พุ่งตัวออกไปขวางหน้า นาง ปราณกระบี่สีเงินยวบยาบราวกับเงาจันทร์ตวัดผ่านอากาศโดยไม่มีร่องรอยของคมเหล็ก ทว่ามันกลับรุนแรงพอที่จะปัดร่างของชาวเมืองที่พุ่งเข้ามาให้กระเด็นออกไปโดยไม่ทำร้ายถึงแก่ชีวิต
"เจ้าไม่ได้ใช้กระบี่เพื่อฆ่า... แต่เจ้าใช้มันเพื่อหยุดยั้ง" อวิ๋นซือหานกล่าวพลางเร่งมือปรุงโอสถในอากาศด้วยสมาธิที่แน่วแน่ "เจ้าเปลี่ยนไปมากตั้งแต่ทิ้งสำนักมา"
"โลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ อวิ๋นซือหาน" ไป๋มู่เฉินกล่าวขณะตวัดกระบี่รับมือกับกลุ่มคนที่รุมเข้ามา "ข้าทรยศต่อสำนักเพื่อรักษาความจริง แต่ข้ามิเคยทรยศต่อคุณธรรมที่อาจารย์เคยพร่ำสอน"
สถานการณ์ทวีความบีบคั้น เมื่อร่างของชาวเมืองเริ่มหลอมรวมกันเป็นก้อนพลังงานสีดำทมิฬ พลังปราณที่เคยกระจัดกระจายกลับรวมตัวกันเป็นรูปประทับขนาดยักษ์บนท้องฟ้า อวิ๋นซือหานรับรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การสะกดจิต แต่มันคือพิธีกรรมสังเวยวิญญาณของทั้งเมืองเพื่อเปิดประตูมิติบางอย่าง
"มันกำลังใช้ชีวิตของคนเหล่านี้เป็นเครื่องสังเวยเพื่อเรียก 'สิ่งนั้น' ออกมา!" นางตะโกน สองมือประสานอินทร์ พลังโอสถในกายพลุ่งพล่านจนเกิดเสียงอื้ออึง "ข้าจะทำลายจุดศูนย์กลางของค่ายกล! เจ้าจงเบี่ยงเบนความสนใจของมัน!"
"รับทราบ!" ไป๋มู่เฉินตอบรับทันที เขาทะยานร่างขึ้นสู่จุดสูงสุดของจัตุรัส กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นจนกลายเป็นเสาแสงสีเงินพุ่งตรงสู่ยอดเจดีย์
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะฟาดฟันเข้าใส่จุดศูนย์กลางนั้นเอง เสียงกระดิ่งปริศนาก็หยุดลงฉับพลัน ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง ร่างของชาวเมืองทั้งหมดล้มลงกองกับพื้นพร้อมกัน ราวกับด้ายที่ดึงไว้ถูกตัดขาด
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของอวิ๋นซือหานแทบหยุดเต้น มิใช่การล้มลงของชาวเมือง... แต่เป็นร่างหนึ่งที่เดินออกมาจากความมืดหลังเจดีย์ ร่างนั้นคุ้นตาเหลือเกิน เป็นสตรีในชุดขาวบริสุทธิ์ที่ถือร่มกระดาษน้ำมัน ใบหน้าของนางงดงามราวกับเทพเซียนที่ไร้กิเลส แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋มู่เฉินที่อยู่บนอากาศต้องชะงักกระบี่คือดวงตาของนาง...
ดวงตาคู่นั้น... คือดวงตาของคนที่ควรจะสิ้นลมไปพร้อมกับสำนักเมื่อสิบปีก่อน
"ศิษย์พี่หญิง...?" ไป๋มู่เฉินเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือที่สุดเท่าที่อวิ๋นซือหานเคยได้ยินมา
สตรีผู้นั้นคลี่ยิ้มบางเบา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและคุ้นเคย "เจ้ายังช้าเหมือนเดิม... น้องชายที่ทรยศ"
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งยุทธภพมาด้วยกันนะครับ
เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ•ตอนที่ 11
ในเมืองที่ไร้เสียง
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!