"หากเจ้าคิดว่าโอสถเม็ดนั้นจะเร็วกว่ากระบี่ของข้า... เจ้าก็ลองดูสิ, ซือหาน"
น้ำเสียงของไป๋มู่เฉินทุ้มต่ำและเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือเขายังไม่ทันได้ชักออกจากฝักเต็มกระบวนท่า ทว่าไอสังหารรอบกายกลับแผ่ซ่านจนอณูอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีคราม ความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสองดึงรั้งบรรยากาศในห้องโถงร้างให้ขาดผึ่งราวกับเส้นไหมที่ถูกดึงจนสุดแรง
อวิ๋นซือหานมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางปรายตามองฝ่ามือที่ซ่อนโอสถผนึกวิญญาณไว้ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่แทบจะบดขยี้กระดูกคนฟัง
"ศิษย์พี่ใหญ่... ท่านยังคงใจร้อนไม่เปลี่ยน แม้กระทั่งในวันที่ลมหายใจของท่านใกล้จะดับสูญเช่นนี้"
นิ้วเรียวสวยของนางคลายออก ปล่อยให้เม็ดโอสถสีมรกตกลิ้งตกลงสู่พื้นหิน ส่งเสียงกระทบดังกังวานใส ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แทนที่ทั้งคู่จะซัดกระบวนท่าใส่กันตามที่สัญชาตญาณดิบในยุทธภพเรียกร้อง แสงสีทองเรืองรองจากอักขระโบราณกลับสว่างวาบขึ้นที่พื้นเบื้องล่าง โซ่ตรวนปราณสีดำสนิทนับร้อยเส้นพุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นศิลา ราวกับอสรพิษร้ายที่รอคอยเหยื่อ มันพันธนาการข้อแขน ข้อเท้า และลำตัวของไป๋มู่เฉินเอาไว้แน่นหนาจนเขาล้มลงกระแทกพื้น
ไป๋มู่เฉินกัดฟันกรอด ใบหน้าคมคายฉายแววเจ็บปวดชั่วพริบตา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย้ยหยัน "ที่แท้... เจ้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าข้า แต่มาเพื่อดูสภาพสุนัขจนตรอกของข้าต่างหากเล่า"
อวิ๋นซือหานสาวเท้าเข้าไปใกล้ชิด กลิ่นอายโอสถบริสุทธิ์ผสมผสานกับกลิ่นอายความตายโชยเข้าจมูก นางก้มลงมองชายผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งฟ้าค้ำจุนสำนัก แต่วันนี้กลับถูกจองจำไว้ด้วยค่ายกลพันธนาการวิญญาณสวรรค์—ค่ายกลโบราณที่แม้แต่เซียนขั้นบูรณะก็ยังต้องสิ้นสลายหากฝืนดึงดัน
"ข้าไม่ได้ว่างพอจะมาดูการแสดงตลกของท่าน" อวิ๋นซือหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงไว้ซึ่งความเยชาชา "บอกข้ามา... ใครเป็นคนล่ามโซ่นี้? และเหตุใดพลังปราณมังกรฟ้าในกายท่านจึงถูกดูดกลืนจนแทบไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว?"
ไป๋มู่เฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับต้องการค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอันไร้ความรู้สึกนั้น
"ความจริง... เป็นสิ่งที่เจ็บปวดเกินกว่าที่มือคู่นั้นของเจ้าจะแบกรับไหว, ซือหาน" ไป๋มู่เฉินแค่นยิ้มหยันให้กับชะตากรรมของตนเอง เลือดสีดำไหลรินจากมุมปากของเขาหยดลงกระทบพื้นศิลาจนเกิดควันสีขาวพวยพุ่ง "วันที่สำนักถูกกวาดล้าง... เจ้าคิดว่าพวกมันต้องการเพียงแค่คัมภีร์โอสถบรรพกาลจริงๆ งั้นหรือ? ผิดแล้ว... สิ่งที่พวกมันต้องการคือ 'วิญญาณกระบี่' ในร่างของข้าต่างหาก"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจอวิ๋นซือหาน ร่างระหงสะท้านเฮือกโดยไม่รู้ตัว มือเรียวที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้า
"ท่านหมายความว่าอย่างไร..." นางเค้นเสียงถาม ความเย็นชาที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน "คนที่ทำลายสำนักเรา... ไม่ใช่พรรคมารโลหิตหรอกหรือ?"
ก่อนที่ไป๋มู่เฉินจะทันได้เอ่ยคำตอบใดออกมา ประตูหินหนักอึ้งที่ปิดตายของถ้ำลับก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงหัวเราะแหบพร่าราวกับเสียงของภูตผีจากขุมนรกดังสะท้อนก้องเข้ามาในโสตประสาท ราวกับมีใครบางคนกำลังเดินย่างกรายเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและเยือกเย็น
*ตึง... ตึง... ตึง...*
บรรยากาศในถ้ำลับพลันเปลี่ยนเป็นกดดันจนแทบหายใจไม่ออก อวิ๋นซือหานชักกระบี่สั้นประจำตัวออกมาในพริบตา นางหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดเบื้องหน้า ขณะที่ไป๋มู่เฉินเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก สีหน้าของเขาซีดเผือกราวกับกระดาษ
"หนีไป... ซือหาน! มันมาเร็วกว่าที่ข้าคิด..." ไป๋มู่เฉินตะโกนสุดเสียง แม้ร่างจะถูกโซ่ปราณพันธนาการไว้
สิ้นเสียงเตือน เงาร่างหนึ่งก็ก้าวพ้นความมืดออกมา ปรากฏเป็นบุรุษสวมหน้ากากเงินลายอสูร มือถือกระบี่ที่อาบไปด้วยโลหิตสดๆ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... กลิ่นอายปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน เป็นกลิ่นอายเดียวกับเจ้าสำนักผู้ล่วงลับไปแล้วของพวกนางเอง!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงมิติเซียนไปกับอักษรบทนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ•ตอนที่ 2
วิญญาณกระบี่ที่ถูกจองจำ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!