โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายคมกระบี่ ละลายลงบนผืนหิมะสีขาวโพลนจนเกิดเป็นรอยด่างพร้อยดึงดูดสายตา ความเงียบงันในหุบเขาหมื่นอสูรยามนี้ราวกับถูกแช่แข็งด้วยไอปราณเยือกแข็งระดับบรรพกาล อวิ๋นซือหานยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้ากองกระดูกขาวโพลน มือเรียวยาวข้างหนึ่งยังคงกุมขวดหยกบรรจุโอสถเม็ดสุดท้ายไว้แน่น ไอความร้อนจากเตาหลอมโอสถในห้วงมิติยังคงคุกรุ่นตัดกับความหนาเหน็บของอากาศรอบกาย ทว่าสิ่งเดียวที่ดึงดูดสติของเขาให้หลุดลอยไปมิใช่ความเหนื่อยล้าจากการหลอมโอสถข้ามวันข้ามคืน หากแต่เป็นรอยเท้าคู่หนึ่งที่ปรากฏขึ้นบนพื้นหิมะสดๆ ร้อนๆ เบื้องหน้า
รอยเท้านั้นมั่นคง ลึก และเปี่ยมด้วยรังสีปราณกระบี่อันคุ้นเคยจนหัวใจของปรมาจารย์โอสถผู้เย็นชาถึงกับกระตุกวูบ
"เจ้ายังคงตามข้ามา... มู่เฉิน"
อวิ๋นซือหานเอמהพึมพำกับความว่างเปล่า เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยท่ามกลางลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบกาย ท่ามกลางม่านหิมะที่โปรยปรายลงมาดั่งหยกขาว ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีเทาเข้มของบุรุษผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวปรากฏขึ้นจากเงาหมอก ไอปราณรอบกายของอีกฝ่ายสงบนิ่งดั่งน้ำนิ่งในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยคมดาบที่พร้อมจะฉีกกระชากฟ้าดินได้ทุกเมื่อ
ไป๋มู่เฉินหยุดยืนอยู่ห่างออกไปเพียงส้าวก้าว ดวงตาคมปลาบดูลึกล้ำและเหนื่อยล้า ร่องรอยบาดแผลจากทัณฑ์สวรรค์เมื่อคราวก่อนยังคงหลงเหลืออยู่บนหัวไหล่ แม้เขาจะปกปิดมันด้วยอาภรณ์สีดำสนิท ทว่ากลิ่นอายโลหิตจางๆ ก็ยังคงลอยคละคลุ้งอยู่ในสายลม
"ข้าไม่ได้ตามเจ้า... ซือหาน" ไป๋มู่เฉินเอמהด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยยามที่เอ่ยนามนั้น "ข้าเพียงแต่เดินตามวิถีที่ถูกกำหนดไว้... วิถีที่เราต่างก็เคยสาบานว่าจะปกป้องร่วมกันในสำนัก"
คำว่า 'สำนัก' กระแทกกระทั้นลงกลางใจของอวิ๋นซือหานราวกับค้อนเหล็ก รอยแผลเป็นในอดีตวันที่เปลวเพลิงเผาผลาญตำราโอสถและศቀสหายร่วมสำนักผุดขึ้นมาในห้วงนึกอีกครา แววตาของปรมาจารย์โอสถฉายแวววาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกกดให้จมลงสู่ก้นบึ้งแห่งความเย็นชาเช่นเดิม
"ปกป้อง?" อวิ๋นซือหานแค่นหัวเราะ น้ำเสียงเยียบเย็นเสียดแทงหัวใจ "วันที่ศิษย์พี่ใหญ่ลงมือสังหารเจ้าสำนักเพื่อแย่งชิงคัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์ เจ้ายังกล้าเอ่ยคำว่าปกป้องออกมาอีกหรือ? ไป๋มู่เฉิน เจ้าทรยศต่อคุณธรรม ทรยศต่อความไว้วางใจ และตอนนี้... ยังกล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าข้าด้วยหน้าตาเช่นนี้อีกรึ"
ไป๋มู่เฉินไม่หลบสายตา ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว รัศมีกดดันระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านออกมาโดยไม่ตั้งใจ จนเกล็ดหิมะรอบตัวลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ "เจ้าเลือกที่จะเชื่อสิ่งที่ตาเห็น... หรือสิ่งที่ใจเจ้าหวาดกลัวกันแน่ ซือหาน? เจ้าหลบซ่อนอยู่หลังเตาหลอมโอสถและสมุนไพรวิเศษนับร้อยปี เพื่อหนีความจริง หรือเพื่อรอให้ข้ามาบอกความจริงที่เจ้าไม่กล้าแม้แต่จะฟัง?"
บรรยากาศรอบกายพลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด ลมปราณของทั้งสองฝ่ายปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ ในอากาศ อวิ๋นซือหานกำขวดหยกในมือแน่นจนนิ้วมือขาวซีด ปราณโอสถสีครามเข้มแผ่พุ่งออกมาจากร่างราวกับมังกรเพลิงที่ตื่นจากการหลับใหล
"ความจริงงั้นรึ?" อวิ๋นซือหานก้าวเข้าไปประชิด ดวงตาคู่สวยจับจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาของอีกฝ่าย หัวใจที่เคยปิดตายกลับเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ "หากเจ้ามีเหตุผล เหตุใดในคืนนั้น เจ้าจึงไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา? เหตุใดจึงเลือกที่จะสะบัดกระบี่หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ปล่อยให้ข้าต้องแบกรับความอับอายและคำสาปแช่งในฐานะศิษย์ของคนทรยศ!"
มือเรียวยาวของอวิ๋นซือหานสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธแค้นและโหยหาที่อัดอั้นมานานแรมปี ไป๋มู่เฉินมองกริยานั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้ง บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจและเย็นชาที่สุดในยุทธภพ กลับยื่นมือออกไปหวังจะแตะลงบนแก้มเนียนที่ถูกความหนาวกัดจนขึ้นสีแดงระเรื่อ
ทว่า... อวิ๋นซือหานกลับเบี่ยงกายหลบราวกับหลบหลีกพิษร้าย ปลายคมกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ข้างกายของไป๋มู่เฉินสั่นระริกราวกับรับรู้ถึงความร้าวรานของผู้เป็นนาย
"อย่าแตะต้องข้า" อวิ๋นซือหานเอמהเสียงลอดไรฟัน ดวงตารื้นไปด้วยหยดน้ำใส ทว่าถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความทะนงตน "เราต่างเดินอยู่คนละเส้นทาง เส้นทางของเจ้าคือวิถีกระบี่ที่เปื้อนเลือด ส่วนข้าคือวิถีโอสถที่เยียวยาผู้คน... เราไม่มีวันบรรจบกันได้อีก"
"ผิดแล้ว ซือหาน..." ไป๋มู่เฉินเอמהแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในโสตประสาทของอีกฝ่าย "เส้นทางของเราไม่เคยแยกจากกัน ตั้งแต่วินาทีที่ข้าใช้กระบี่เล่มนี้รับทัณฑ์สวรรค์แทนเจ้าเมื่อร้อยปีก่อน... วิญญาณของข้าก็ผูกติดอยู่กับเตาหลอมโอสถของเจ้าไปชั่วนิรันดร์แล้ว"
สิ้นคำพูดนั้น ท้องฟ้าเหนือหุบเขาหมื่นอสูรก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สัญญาณเตือน เมฆทัณฑ์สวรรค์สีนิลกาฬหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดใหญ่ สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมายังเบื้องล่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงบนร่างของทั้งสองจนแทบกระอักโลหิต
ไป๋มู่เฉินแปรเปลี่ยนสีหน้าอย่างฉับพลัน เขารีบพุ่งทะยานเข้ามาคว้าแขนของอวิ๋นซือหานไว้แน่น ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกปกป้องร่างทั้งสองไว้ในพริบตา "แย่แล้ว... ค่ายกลสะกดวิญญาณที่นี่ถูกกระตุ้น มันไม่ได้มาหาข้า... แต่มันมาหา 'โอสถเม็ดนั้น' ที่อยู่ในมือของเจ้า!"
อวิ๋นซือหานก้มลงมองขวดหยกในมือ ทันใดนั้นรอยร้าวสีทองก็ปรากฏขึ้นบนผิวหยก พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องจากภายในมิติที่สั่นไหวอย่างรุนแรง เงาร่างของสัตว์อสูรบรรพกาลนับร้อยตัวพุ่งทะยานออกมาจากพื้นดินรายล้อมทั้งคู่ไว้ตรงกลาง
ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ•ตอนที่ 14
รอยเท้าในแดนหิมะ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!