อักขระสีเลือดฉานบนแท่นหินโบราณมิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการตื่นรู้ หากแต่มันคือคราบน้ำตาและโลหิตที่ถูกกาลเวลาแช่แข็งไว้ร่วมร้อยปี เสียงคำรามต่ำๆ ใต้พิภพดังก้องสะท้านสะเทือนโสตประสาท ราวกับผืนแผ่นดินกำลังกรีดร้องระบายความแค้นเคืองที่ถูกฝังกลบ
ในมิติรอยแยกที่บิดเบี้ยวเบื้องหน้า เงาร่างหนึ่งก้าวเท้าเหยียบย่างออกมา ช้าทว่ามั่นคง กลิ่นอายปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้นกดทับบรรยากาศรอบกายจนแทบหยุดหายใจ อวิ๋นซือหานหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคู่คมกริบดุจประกายโอสถอัคคีสะท้อนเงาร่างเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน ปรมาจารย์โอสถหนุ่มกำหมัดแน่นจนข้อต่อลั่นเปรี๊ยะ
"ไม่นึกเลยว่า... เจ้ายังกล้าเหยียบย่างกลับมายังสถานที่แห่งความพินาศนี้อีก, ไป๋มู่เฉิน"
น้ำเสียงของอวิ๋นซือหานราบเรียบทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู ทว่าภายในอกกลับปั่นป่วนด้วยคลื่นอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ ภาพความทรงจำอันมืดมนเมื่อร้อยปีก่อนผุดวาบขึ้นมาในห้วงสำนึก... คืนที่เพลิงผลาญนิกายโอสถสวรรค์ลุกท่วมฟ้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วทิวเขา และภาพของศิษย์พี่ใหญ่ผู้ถือกระบี่ไร้ลักษณ์ยืนตระหง่านท่ามกลางซากศพของอาจารย์และเหล่าผู้อาวุโส
ไป๋มู่เฉินหยุดฝีเท้าลง ห่างจากแท่นหินโบราณเพียงไม่กี่ก้าว ลมปราณรอบกายของเขาไร้ซึ่งการป้องกัน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความดุดันที่ยากจะหยั่งถึง ดวงตาคมกวาดมองอวิ๋นซือหานด้วยความรู้สึกที่ยากจะจำแนก มีทั้งความโหยหา ความเจ็บปวด และความเด็ดเดี่ยวที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณ
"ข้าไม่ได้กลับมาเพื่อรำลึกความหลัง, ซือหาน..." ไป๋มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อย "แต่ข้ากลับมาเพื่อทวงคืนความจริง... ความจริงที่พวกเจ้าทุกคนในนิกายต่างพร้อมใจกันหลับตาปิดหูปิดตา"
"ความจริงงั้นหรือ?" อวิ๋นซือหานแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ประกายเพลิงสีครามในดวงตาวับวามขึ้นวูบหนึ่ง "ความจริงคือคมกระบี่ของเจ้าที่ปลิดชีพท่านอาจารย์! ความจริงคือการทรยศหักหลังที่ทำให้สำนักอันยิ่งใหญ่ต้องกลายเป็นเถ้าถ่าน! เจ้ายังมีหน้ามาพูดคำว่าความจริงอีกหรือ, ศิษย์พี่ผู้ทรยศ!"
ลมปราณรอบตัวอวิ๋นซือหานระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม ปรอทโอสถในตันtian (ตันเถียน) หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายโอสถพิษร้ายแรงแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีร้อยลี้เหี่ยวเฉาลงในพริบตา เขามิใช่เด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสาในวันวานอีกต่อไป ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา เขาฝึกฝน บำเพ็ญเพียร และหลอมโอสถนับหมื่นเตา ก็เพื่อรอวันนี้... วันที่จะได้สะสางบัญชีแค้นด้วยมือของตนเอง
ทว่า ไป๋มู่เฉินกลับมิได้ชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝัก เขายังคงยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลักหิน ทอดสายตามองน้องชายร่วมสำนักด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา
"เจ้ารู้จักแต่สิ่งที่ตาเห็น, ซือหาน..." ไป๋มู่เฉินกล่าวต่อ น้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่นดุจหุนผา "เจ้าคิดว่าข้าสังหารท่านอาจารย์เพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชาเซียนกระบี่สวรรค์กระนั้นหรือ? เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าคนอย่างข้า... จะยอมก้มหัวให้แก่ความโลภอันต่ำตม?"
"แล้วภาพที่ข้าเห็นในคืนนั้นเล่า!" อวิ๋นซือหานตะคอกกลับ เสียงคำรามของเขาดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา ความโกรธเกรี้ยวแผดเผาทุกสติสัมปชัญญะ "มือของเจ้าเปื้อนเลือดของท่านอาจารย์! กระบี่ในมือของเจ้าแทงทะลุหัวใจของคนที่เลี้ยงดูเรามา! ต่อให้เจ้ามีคำแก้ตัวเป็นร้อยเป็นพัน มันก็ลบล้างความจริงข้อนี้ไม่ได้!"
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดถึงขีดสุด อักขระสีเลือดบนแท่นหินเริ่มส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง ราวกับกำลังเร่งเร้าให้การนองเลือดเริ่มต้นขึ้น ไป๋มู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก
"ในคืนนั้น..." ไป๋มู่เฉินเอ่ยขึ้น ช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ "ท่านอาจารย์ไม่ได้ถูกข้าสังหาร... แต่ท่านเลือกที่จะจบชีวิตลงด้วยมือของข้าเอง"
สิ้นคำกล่าวนี้ ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของอวิ๋นซือหาน ร่างกายของปรมาจารย์หนุ่มชะงักง้าง ลมปราณที่กำลังโหมกระหน่ำพลันสะดุดกึก ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะถูกความสับสนเข้าครอบงำ
"เจ้า... ว่าอย่างไรนะ?" อวิ๋นซือหานเอ่ยเสียงสั่นพร่า แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ "ท่านอาจารย์... เลือกที่จะตายด้วยมือเจ้า? เป็นไปได้อย่างไร!"
"เพราะในคืนนั้น... สิ่งที่อยู่ในร่างของท่านอาจารย์มิใช่ตัวท่านอีกต่อไปแล้ว" ไป๋มู่เฉินก้าวเข้าไปใโต้อีกก้าว ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอวิ๋นซือหาน "ร่างของท่านอาจารย์ถูก 'เงาอสูรบรรพกาล' เข้าครอบงำเพื่อใช้เป็นภาชนะเปิดประตูมิติโลหิต หากข้าไม่ลงมือแทงทะลุหัวใจของท่านเพื่อทำลายผนึกมารในร่างนั้น โลหิตของนิกายโอสถสวรรค์ทั้งหมดคงมิใช่แค่กลายเป็นเถ้าถ่าน... แต่วิญญาณของพวกเราทุกคนจะต้องตกเป็นทาสของมันไปชั่วนิรันดร์!"
คำพูดประโยคนี้ดุจค้อนเหล็กอันหนักอึ้งที่ทุบลงกลางศีรษะของอวิ๋นซือหาน ความจริงที่ถูกบิดเบือนมาตลอดร้อยปีพังทลายลงในพริบตา ร่างของเขาเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าซีดเผือกไร้สีเลือด ปรอทโอสถในตันเถียนปั่นป่วนจนเกือบจะแตกซ่าน
"ไม่... โกหก! เจ้าโกหก!" อวิ๋นซือหานพยายามปฏิเสธความจริงอันโหดร้าย หัวใจของเขาเจ็บปวดร้าวรานราวกับถูกฉีกเป็นชิ้นๆ "ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง ทำไม... ทำไมเจ้าถึงไม่บอกข้า! ทำไมเจ้าถึงเลือกที่จะแบกรับความเกลียดชังแล้วหนีหายไปคนเดียว!"
"เพราะเจ้ายังอ่อนแอเกินไปในเวลานั้น..." ไป๋มู่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาดูร "หากเจ้ารู้ความจริง เจ้าคงจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อแก้แค้น และสุดท้าย... โลกนี้ก็คงไม่มีปรมาจารย์โอสถอวิ๋นซือหานในวันนี้"
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว อวิ๋นซือหานรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบที่เขายึดถือมาตลอดพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ความแค้นที่เคยเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตบัดนี้กลับกลายเป็นโซตรึงที่ไร้ความหมาย
ทว่า ในวินาทีที่ความจริงกำลังจะเปิดเผยจนหมดสิ้นนั้นเอง...
แท่นหินโบราณที่เคยส่องแสงสีเลือด บัดนี้กลับระเบิดเสียงคำรามกึกก้องยิ่งกว่าเดิม รอยแยกของมิติเบื้องหลังไป๋มู่เฉินฉีกกว้างออกเป็นร้อยๆ วา เงาร่างสีดำสนิทนับไม่ถ้วนพร้อมดวงตาสีแดงฉานนับพันคู่พรูพรั่งออกมาจากความมืดมิด
และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นและคุ้นเคยอย่างยิ่ง เสียงที่ควรจะดับสลายไปพร้อมกับเถ้าถ่านเมื่อร้อยปีก่อน ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงลึกของมิติรอยแยกนั้น
*"ศิษย์พี่... ศิษย์น้อง... พวกเจ้าช่างกตัญญูเสียจริง ที่อุตส่าห์มาเปิดประตูต้อนรับข้าถึงที่นี่..."*
อวิ๋นซือหานและไป๋มู่เฉินเบิกiตากว้างพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เมื่อเงาร่างสุดท้ายก้าวออกมาจากความมืด และเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของผู้ที่อยู่เบื้องหลังความพินาศทั้งหมดอย่างแท้จริง!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
---
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพและร่วมเผชิญหน้ากับความจริงอันมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ
เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ•ตอนที่ 4
รอยร้าวแห่งนิกาย
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!