"หากเจ้ายังคงดื้อดึงโคจรลมปราณย้อนทิศเช่นนี้ ต่อให้เป็นโอสถเซียนเก้าคณาภิเษก ก็มิอาจรักษาเส้นชีพจรหัวใจที่ขาดวิ่นของเจ้าได้"
น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาดั่งหยกสลัก หากแต่แฝงไว้ด้วยความระอุร้อนรุ่มดั่งเตาหลอมโอสถหลอมละลายความเงียบงันภายในถ้ำศิลาอัคคี อวิ๋นซือหานปรายตามองบุรุษผู้มีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างที่ยังคงกัดฟันฝืนนั่งขัดสมาธิ ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ข้างกายไป๋มู่เฉินสั่นระริกตามแรงสะท้อนของไออัคคีพิษที่แผדซ่านออกมาจากร่างกาย
ไป๋มู่เฉินมิได้ตอบคำทันที เขากัดริมฝีปากจนปรากฏรอยโลหิตสีชาดตัดกับผิวหน้าที่ซีดขาว ดวงตาคมกริบที่เคยเย่อหยิ่งทระนงบัดนี้ฉายแววอ่อนล้า แต่ยังมีประกายดื้อรั้นดั่งพยัคฆ์บาดเจ็บ เขาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ "หากข้าไม่เร่งโคจรลมปราณกด
ข่มพิษเพลิงโลหิตนี้ไว้ เกรงว่าเก้าสิบส่วนของวิญญาณกระบี่ที่หลงเหลือคงแหลกสลายไปก่อนที่เจ้าจะได้ปรุงโอสถหม้อนั้นสำเร็จ... อวิ๋นซือหาน เจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าข้าไม่มีทางเลือกอื่น"
ภายในห้องโถงลับแห่งนี้ ไอปราณสีครามและอัคคีทมิฬพวยพุ่งตัดกันไปมาจนเกิดเสียงระเบิดดังอัค อวิ๋นซือหานขบกรามแน่น เรียวคิ้วงามขมวดเข้าหากันจนแทบ
ชิด ความโกรธเกรี้ยวและเวทนาที่ตีรวนอยู่ในอกทำให้มือเรียวบางที่ถือขวดหยกบรรจุโอสถสั่นน้อยๆ นางเกลียดความดื้อรั้นของคนผู้นี้ เกลียดความรู้สึกที่คอยแต่จะดึงดันแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงลำพังราวกับว่าชีวิตของตนไม่มีค่าอันใด
"เจ้าคิดว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ข้าหลงเชื่อหรือว่าเจ้าเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละ?" อวิ๋นซือหานก้าวเข้าไปใกล้ ร่างอรชรในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองจากผนังถ้ำ นางทรุดกายลงนั่งเบื้องหน้าเขา ปลายนิ้วเรียวยาวสะบัดเบาๆ แผ่พุ่งไอปราณเหมันต์บริสุทธิ์กดทับลงบนจุดชีพจรสำคัญทั่วร่างของไป๋มู่เฉินเพื่อระงับพิษที่กำลังแผดเผา "สิบปีก่อนเจ้าก็เป็นเช่นนี้... ทรยศสำนัก แบกรับข้อครหาทั้งหมดไว้ด้วยกระบี่เล่มเดียว แล้วปล่อยให้ข้าโง่เขลาเคียดแค้นเจ้ามาตลอดทศวรรษ! วันนี้เจ้ายังจะทำตัวเป็นคนโง่เขลาเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่อีกหรือ?"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ยามที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนผิวเนื้อที่ร้อนราวน้ำเดือดของเขา ความทรงจำในคืนวันเพ็ญโศกนาฏกรรม ณ ยอดเขาเทียนซานก็หลั่งไหลกลับมาดั่งคลื่นใต้น้ำวน วันที่สำนักเซียนอัคคีถูกเผาทำลาย วันที่อาจารย์ผู้ให้กำเนิดดับสูญ และวันที่ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็นดั่งดวงใจ กลับหันคมกระบี่เข้าใส่เหล่าผู้อาวุโสด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
ไป๋มู่เฉินชะงักไป ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาบางเบา เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเยชาชาของนาง ปรมาจารย์โอสถผู้ไร้ใจ... ฉายานี้ไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ แต่มันคือเกราะป้องกันที่นางสร้างขึ้นเพื่อคุ้มครองตนเองจากโลกอันโหดร้าย
"ซือหาน..." ไป๋มู่เฉินเอ่ยเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างผิดคาด ไอร้อนจากพิษในกายดูราวกับจะมอดดับลงชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับประกายตาของนาง "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าในวันนั้น ข้ามีทางเลือกอื่น? หากผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้แอบลักลอบฝึกวิชาสายมารโลหิตเพื่อครอบครองแดนเซียน หากสำนักไม่ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกมัน... ข้าจะยอมแบกรับตราบาปแห่งการเป็นผู้ทรยศ เพื่อปกป้องความลับของสำนักไว้บนบ่าคู่นี้ได้อย่างไร"
คำพูดนั้นดั่งสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของอวิ๋นซือหาน มือที่กำลังโคจรลมปราณชะงักค้าง นางเบิกตากว้าง ความจริงที่ถูกปิดตายมานานนับทศวรรษถูกเปิดเผยออกมาในยามที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม
"เจ้า... ว่าอย่างไรนะ?" เสียงของนางแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลมปราณ
"ข้าไม่ได้ทรยศสำนัก... และไม่มีวันทรยศเจ้า" ไป๋มู่เฉินเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นออกไปสัมผัสแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบา แม้ปลายนิ้วจะหยาบกร้านและร้อนระอุ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกโหยหาที่สะสมมานานนับปี "ที่ข้าต้องลงมือสังหารผู้อาวุโสใหญ่ ก็เพราะเขาคือคนทรยศที่แท้จริง... แต่เพราะหลักฐานทั้งหมดชี้มาที่ข้า และข้าต้องการให้เจ้าหลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย ข้าจึงเลือกที่จะเป็นเงา มืดที่ถูกผู้คนสาปแช่ง"
หยาดน้ำตาที่อวิ๋นซือหานพยายามอดกลั้นมาตลอดสิบปีร่วงหล่นลงสัมผัสหลังมือของเขา ความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึก ความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจ และความแค้นที่คอยแผดเผา บัดนี้ถูกชะล้างด้วยความจริงอันเจ็บปวดและงดงามในคราเดียวกัน
"ทำไม... ทำไมเจ้าถึงไม่บอกข้า?" นางซบหน้าลงกับฝ่ามือของเขา ปล่อยให้น้ำตาไหลรินโดยไม่คิดจะปกปิดความอ่อนแออีกต่อไป "ปล่อยให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมาน... คิดว่าเจ้าเป็นคนฆ่าอาจารย์... เจ้ามันคนใจร้าย ไป๋มู่เฉิน!"
"ข้าขอโทษ..." ไป๋มู่เฉินดึงร่างระหงเข้ามาสู่อ้อมอก โอบกอดนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝัน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์รอบกายสงบลงอย่างสมบูรณ์ ไออัคคีพิษถูกสะกดด้วยหยาดน้ำตาและความเข้าใจอันลึกซึ้ง หัวใจสองดวงที่เคยแตกสลายและปิดตาย บัดนี้เริ่มหลอมรวมเข้าหากันผ่านบทเรียนแห่งกาลเวลาและคราบน้ำตา
ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความอบอุ่นอันหาได้ยากยิ่งในยุทธภพ ทันใดนั้นเอง... ผนังศิลาเบื้องหน้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนฝุ่นผงร่วงกราว!
ครืนนน—!
เสียงคำรามต่ำจากใต้พิภพดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับอักขระเวทสีดำทมิฬนับพันที่ปรากฏขึ้นบนผนังถ้ำเสมือนมีชีวิต ประหนึ่งว่าผนึกโบราณที่กักขังบางสิ่งมานับหมื่นปี กำลังถูกกระชากให้เปิดออกด้วยพลังปราณอันชั่วร้ายที่ไม่ใช่ของมนุษย์!
ไป๋มู่เฉินพลحันผลักอวิ๋นซือหานไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังเงาดำมหึมาที่กำลังก่อตัวขึ้นจากรอยแยกของพื้นศิลา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง แต่อีกไม่กี่ลมหายใจข้างหน้า โลหิตของพวกเจ้าทั้งคู่... จะกลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยแก่การตื่นขึ้นของข้า!"
เงาร่างลึกลับในชุดเกราะโบราณสีเลือดก้าวทะยานออกมาจากรอยแยก พร้อมกับไอสังหารที่หนาแน่นจนอวิ๋นซือหานและไป๋มู่เฉินต้องชักกระบี่และโอสถเพลิงโลหิตขึ้นตั้งรับในทันที!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันลึกซึ้งนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ•ตอนที่ 25
พันธนาการที่เริ่มคลาย
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!