โลหิตหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาหยกขาว เกิดเสียงกังวานดุจหยาดน้ำค้างกระทบใบบัว ทว่ามันกลับหนักอึ้งราวกับภูเขาผาถล่มในความรู้สึกของอวิ๋นซือหาน
นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้าค่ายกลพันกระบี่อัคคีสวรรค์ แววตาที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึกบัดนี้กลับไหวระริกคล้ายคลื่นใต้น้ำ กลิ่นอายโอสถบริสุทธิ์เก้าชั้นฟ้าที่แผ่ออกมาจากร่างนางแปรเปลี่ยนเป็นปั่นป่วน ไอปราณสีครามเข้มพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาจนเมฆฝนคำรามก้อง
“เจ้า... พูดว่าอะไรนะ?”
น้ำเสียงของอวิ๋นซือหานแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด นางไม่อาจรักษาความสงบเยือกเย็นที่ยึดถือมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรได้อีกต่อไป เมื่อความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ด้วยซากศพและคราบน้ำตาเมื่อสามร้อยปีก่อนกำลังจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเผชิญหน้า
ไป๋มู่เฉินแค่นยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นระคนด้วยความสมเพชตัวเองและเวทนาต่อโชคชะตา อาภรณ์สีขาวสะอาดที่เคยพลิ้วไหวอย่างสง่างามบัดนี้ขาดวิ่น เปรอะเปื้อนด้วยคราบโลหิตสีดำคล้ำจากพิษสลายปราณ ทว่ากระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างกายกลับยังคงเปล่งประกายสีเงินยวงตัดกับความมืดมิดรอบด้านอย่างอาจหาญ
“ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดข้าร, ซือหาน” ไป๋มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับก้องกังวานในโสตประสาทของนาง “เจ้าคิดว่าข้าคือคนทรยศที่สังหารอาจารย์ ขโมยตำราโอสถบรรพกาล และทำลายสำนักเมฆาประจิมจนไม่เหลือชิ้นดี... ตลอดสามร้อยปี เจ้าใช้ความแค้นนี้เป็นพลังในการบำเพ็ญจนก้าวสู่ขอบเขตเซียนแท้จริงได้สำเร็จ... ช่างน่าขันยิ่งนัก”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!” อวิ๋นซือหานตวาดกร้าว พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ปราณกระบี่อัคคีพุ่งทะยานออกไปกรีดพื้นศิลาเบื้องหน้าจนแตกละเอียดเป็นทางยาว นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและรaวร้าว “ถ้าไม่ใช่เจ้า... แล้วจะเป็นผู้ใด! ข้าเห็นกับตาตัวเองว่าเจ้าถือกระบี่เปื้อนเลือดของอาจารย์ยืนอยู่ท่ามกลางกองเพลิง! ข้าเห็นตราประทับวิญญาณของเจ้าสลักอยู่บนค่ายกลต้องห้าม!”
“แล้วเจ้าเคยใช้ใจสัมผัสมันดูบ้างหรือไม่?” ไป๋มู่เฉินก้าวเท้าเข้าไปหาหญิงสาวทีละก้าว แม้บาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างจะทำให้เขาเซถลา แต่แววตาของบุรุษผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่คู่นั้นกลับสุกสกาวดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด “ในคืนที่สำนักเมฆาประจิมกำลังจะถูกล้างบางด้วยมือของ ‘ราชันโลหิต’ ผู้นั้น... ใครคือคนที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาพี่น้องร่วมสำนัก?”
อวิ๋นซือหานชะงักงัน ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนซีดเซียว “ศิษย์น้องสี่... เฉินฮ่าว”
“ถูกต้อง เฉินฮ่าวแอบไปฝึกวิชาดูดกลืนวิญญาณมารเพื่อหวังทะลวงขอบเขต จนเกิดอาการธาตุไฟเข้าแทรกและเกือบสังหารศิษย์สายในทั้งหมดในคืนเดียว” ไป๋มู่เฉินทอดถอนหายใจยาวนาน ไอปราณรอบกายเขาเริ่มสั่นเทาคล้ายเทียนไขใกล้หมดเปลือก “หากความจริงนี้แพร่งพรายออกไป สำนักเมฆาประจิมที่มีชื่อเสียงมานับพันปีจะต้องล่มสลายในชั่วข้ามคืน ชื่อเสียงของอาจารย์ผู้ชราจะต้องแปดเปื้อนเพราะสั่งสอนศิษย์อกตัญญู... และเจ้า... เด็กสาวผู้มีพรสวรรค์สูงสุดในประวัติศาสตร์สำนัก จะต้องถูกดึงเข้าไปพัวพันกับทัณฑ์สวรรค์จนดับสูญ”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบราวกับกาลเวลาหยุดเดิน มีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านยอดสนกระซิบครวญคราง
อวิ๋นซือหานรู้สึกคล้ายมีค้อนเหล็กนับหมื่นตันกระหน่ำซัดเข้าที่กลางดวงใจ สมองของนางขาวโพลน ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เคยถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบกลับพังทลายลงในพริบตา นางส่ายหน้าช้าๆ หยาดน้ำตาใสไหลรินอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัว—เป็นครั้งแรกในรอบสามร้อยปีที่เซียนผู้ไร้ใจหลั่งน้ำตา
“ดังนั้น... ท่านอาจารย์จึงมอบหมายให้ข้า ซึ่งเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่มีฐานะมั่นคงที่สุด แบกรับความอัปยศนี้ไว้ทั้งหมด” ไป๋มู่เฉินกล่าวต่อ น้ำเสียงของเขาเจือความร้าวราน “อาจารย์ใช้ฝ่ามือสลายกระดูกครึ่งหนึ่งของข้า เพื่อตบตาผู้คน จากนั้นจึงมอบกระบี่ไร้ลักษณ์และตำราโอสถแท้จริงให้ข้าหลบหนีไป ส่วนอาจารย์... เลือกที่จะจบชีวิตลงด้วยกระบี่ของตนเอง เพื่อปกป้องความลับนี้ให้คงอยู่ชั่วนิรันดร์”
“โกหก! เป็นไปไม่ได้!” อวิ๋นซือหานกรีดร้องออกมาสุดเสียง พลังปราณรอบตัวระเบิดออกเป็นวงกว้างจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น นางพุ่งตัวเข้าประชิดร่างของบุรุษตรงหน้า มือเรียวบางคว้าคอเสื้อของเขาไว้แน่น ดวงตาสองข้างแดงก่ำ “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง... ทำไมท่านถึงไม่บอกข้า! ทำไมต้องปล่อยให้ข้าตามล่าท่าน ทรมานท่าน และเกลียดชังท่านมาตลอดสามร้อยปี!”
“เพราะเจ้าเก่งเกินไป, ซือหาน” ไป๋มู่เฉินแย้มยิ้มขื่นขม มือหนายื่นขึ้นมาหมายจะสัมผัสแก้มเนียนที่เปื้อนคราบน้ำตาของหญิงสาว ทว่าต้องชะงักค้างไว้กลางอากาศ “หากเจ้ารู้ความจริง แววตาที่เยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวของเจ้าคงไม่สามารถหลอกลวงเหล่าผู้อาวุโสแปดสำนักได้... การที่เจ้าเกลียดข้าอย่างสุดซึ้ง คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดที่ทำให้เจ้ามีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้”
คำพูดนั้นดุจสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจอวิ๋นซือหาน นางทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นศิลาอย่างไร้เรี่ยวแรง ความแค้นที่ค้ำจุนชีวิตนางมานานแสนนานบัดนี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเจ็บปวดเจียนตายที่กัดกินวิญญาณ
ทว่า ในวินาทีที่ความมืดมนครอบงำจิตใจของนางจนถึงขีดสุดนั้นเอง แผ่นดินไטעกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
ท้องนฟ้าที่เคยปรากฏเมฆฝนกลับถูกฉีกกระชากออกเป็นทางยาวด้วยรอยแยกสีดำสนิท กลิ่นอายแห่งความตายและค่ายกลโบราณแผ่พุ่งลงมาจากเบื้องบน กดทับร่างของทั้งสองคนจนกระดูกลั่นกรอบ
“ระวัง!” ไป๋มู่เฉินแผดเสียงคำรามลั่น พลังปราณเฮือกสุดท้ายระเบิดออกรอบตัว เขากระชากร่างของอวิ๋นซือหานเข้าสู่อ้อมอก พร้อมกับชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักเป็นครั้งแรกในรอบสามร้อยปี!
แสงสว่างเจิดจ้าดุจสุริยันนับพันดวงสาดส่องผ่าความมืดมิด ทว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นหลังจากแสงนั้นจางลง กลับไม่ใช่ศัตรูจากแปดสำนักอย่างที่คาดคิด...
แต่กลับเป็นเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องบน—บุคคลที่ควรจะดับสูญไปพร้อมกับเหตุการณ์เมื่อสามร้อยปีก่อนอย่างไร้ร่องรอย!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันลึกซึ้งนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ•ตอนที่ 20
ความจริงของคนทรยศ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับวิญญาณกระบี่ผู้ทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!