“ความหนาวเหน็บที่แท้จริงหาใช่เกล็ดน้ำแข็งที่เกาะกุมผิวกาย... แต่คือความเวิ้งว้างในจิตวิญญาณที่แม้แต่แสงตะวันร้อยดวงก็ไม่อาจส่อง4ถึงต่างหาก”
น้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งสนิทของเซียนอวิ๋นซีดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักเหมันต์นิรันดร์ หุบเขาแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวโพลนตลอดกาล ไร้ซึ่งเสียงนกร้อง ไร้ซึ่งสรรพชีวิตใดๆ นอกเหนือจากลมหายใจที่แผ่วเบาของนางเซียนผู้ถูกกักขังไว้ด้วยพันธนาการแห่งโชคชะตาและคำสาปประจำสำนัก
หลี่เฟยนั่งไขว่ห้างอยู่บนแท่นศิลาหยกขาว ปลายนิ้วเรียวยาวของเขากำลังวาดลวดลายอักขระสีทองจางๆ ลงบนอากาศอย่างไร้เสียง อากาศรอบตัวบิดเบือนเล็กน้อยคล้ายระลอกคลื่นบนผิวน้ำ “ความหนาวที่เจ้าว่า หาได้เกิดจากฟ้าดิน หากแต่เกิดจากกำแพงที่เจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อขังตัวเองต่างหาก อวิ๋นซี... คนเราจะพบความอบอุ่นได้อย่างไร ในเมื่อแม้แต่เงาของตนเอง เจ้ายังหวาดระแวงที่จะมอง”
ดวงตางามดั่งหงส์ของอวิ๋นซีไหววูบไปชั่วขณะ นางหันกลับมามองบุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่อรัศมีปราณเหมันต์ของนาง หลี่เฟยผู้นี้แปลกประหลาดนัก เขาไม่เคยโคจรลมปราณ ไม่เคยดูดซับพลังฟ้าดินตามวิถีเซียนทั่วไป ทว่าทุกย่างก้าวของเขากลับสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ราวกับว่าฟ้าดินต่างหากที่ต้องยอมสยบให้แก่ปลายนิ้วที่ร้อยเรียงค่ายกลของเขา
“เจ้าไม่เข้าใจ... วิถีแห่งเหมันต์ไร้รักคือหนทางเดียวที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์” อวิ๋นซีเอ่ยพึมพำ นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพอดีตอันยาวนานนับร้อยปีที่นางต้องยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของยุทธภพเพียงลำพัง
ภาพในอดีตย้อนกลับมาในห้วงคำนึง... วันที่สำนักเหมันต์โลหิตถูกล้อมปราบด้วยปรปักษ์นับพัน นางในวัยเยาว์ผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศต้องเห็นอาจารย์และศิษย์พี่ร่วมสำนักล้มตายต่อหน้าต่อตาด้วยความไร้เดียงสา ความอ่อนแอในวันนั้นหล่อหลอมให้กลายเป็นเกราะน้ำแข็งที่หนาเตอะในวันนี้ เพื่อความอยู่รอด นางจำต้องตัดสิ้นซึ่งกิเลส ตัดขาดซึ่งไมตรีจิต จนกระทั่งเหลือเพียงตัวคนเดียวในหุบเขาอันเหน็บหนาวแห่งนี้
“กฎเกณฑ์ที่สร้างโดยผู้อ่อนแอ เพื่อพันธนาการผู้ที่แข็งแกร่ง... เหตุใดเจ้าต้องเอาโซ่ตรวนของคนตายมาล่ามขาตัวเองไว้ด้วยเล่า?” หลี่เฟยกล่าวเบาๆ แต่กลับทรงพลังราวกับค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางใจของนางเซียน
เขาโบกมือวาดอักขระตัวสุดท้ายกลางอากาศ แสงสีทองสว่างวาบขึ้นก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นภาพลวงตาของดอกเหมันต์พันปีที่กำลังผลิบานท่ามกลางหิมะโปรดปราย มันไม่ใช่ความหนาวเย็นที่ไร้ชีวิตชีวา แต่เป็นความงามที่อดทนและพร้อมจะตื่นขึ้นเมื่อยามฤดูใบไม้ผลิมาเยือน
อวิ๋นซีจ้องมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอย หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานราวกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทง ความเจ็บปวดแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ แต่มันไม่ใช่ความทรมาน... มันคือความรู้สึกของการ “ยังมีชีวิตอยู่”
“เจ้าเป็นใครกันแน่... หลี่เฟย?” นางถามเสียงสั่นระริกเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ความเย็นชาที่เคยใช้เป็นเกราะกำบังเริ่มแตกร้าวทีละน้อย
“ข้าก็เป็นเพียงนักเดินทางผู้หนึ่ง... ผู้ซึ่งบังเอิญผ่านมาพบดอกไม้ที่กำลังจะแข็งตายในความหนาว และอยากจะลองรดน้ำให้มันดูสักครั้ง” หลี่เฟยแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและอบอุ่นจนน่าประหลาด
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงนั้นเอง รัศมีปราณอันเกรี้ยวกราดและดุดันสายหนึ่งก็พุ่งทะยานผ่านม่านค่ายกลเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง!
ท้องฟ้าเหนือบำเพ็ญเพียรพลنينแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท สายฟ้าสีเลือดผ่าเปรี้ยงลงมากลางหุบเขาเหมันต์ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกวาดไปทั่วสารทิศ “ฮ่าๆๆๆ! เซียนอวิ๋นซี เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าหลบซ่อนอยู่ที่นี่แล้วบรรพจารย์โลหิตจะหาตัวไม่พบ? วันนี้คือวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!”
ร่างเงาสودทมิฬปรากฏขึ้นบนยอดผาน้ำแข็ง พร้อมกับกระบี่มารโลหิตที่แผ่ไอสังหารรุนแรงจนน้ำแข็งรอบด้านระเหยกลายเป็นไอในพริบตา!
หลี่เฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว เขายกมือขึ้นช้าๆ แตะไปที่อากาศว่างเปล่า พร้อมกับเอ่ยกระซิบเบาๆ ที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่ง “รนหาที่ตาย... รบกวนเวลาดื่มชาของข้าจริงๆ”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "หมึกทองคำข้ามภพ" ในตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 4
ความเย็นชาที่ไร้ตัวตน
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!