วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 5

เมื่ออัจฉริยะประจันหน้า

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
กลิ่นหอมกรุ่นของชาไป๋ฮวาที่ยังลอยวนอยู่เหนือริมฝากกา ถูกสายลมปราณอันคมกริบราวใบมีดเฉือนขาดเป็นสองท่อนในชั่วพริบตา หลี่เฟยมิได้ขยับกายถอยหลังแม้แต่ครึ่งนิ้ว ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขายังคงแตะอยู่บนขอบถ้วยชา ทว่ารอบกายกลับเกิดคลื่นพลังงานไร้รูปแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง พื้นศิลาสีนิลใต้ฝ่าเท้าปรากฏอักขระโบราณสีทองเรืองรองขึ้นทีละตัวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงราวกับรากไม้พันปีที่หยั่งลงสู่ใจกลางปฐพี “รนหาที่ตาย... รบกวนเวลาดื่มชาของข้าจริงๆ” น้ำเสียงของหลี่เฟยราบเรียบทว่าก้องกังวานเสียดแทงจิตวิญญาณ เบื้องหน้าของเขา ห่างออกไปเพียงสิบก้าว ร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของเซียนอวิ๋นซีสะท้านไหวเล็กน้อย ดวงตาคู่คมดั่งกระบี่น้ำแข็งฉายแววประหลาดใจเป็นครั้งแรก นางมองเห็น... แต่มองไม่ทะลุ วิชาของหลี่เฟยหาใช่การโคจรลมปราณเพื่อสะสมพลังดั่งเช่นผู้ฝึกตนทั่วไป ทว่ามันคือการ ‘ยืม’ กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินมาขีดเขียนขึ้นใหม่ด้วยปลายนิ้ว เปรี้ยง! กระบี่บินนับร้อยเล่มที่ลอยอยู่กลางอากาศของผู้อาวุโสสำนักกระบี่มาร ซึ่งทะยานเข้ามาหมายปลิดชีพพลันหยุดชะงักค้างเติ่ง ราวกับบินชนเข้ากับกำแพงแก้วที่มองไม่เห็น อักขระสีทองที่หลี่เฟยสลักไว้กลางอากาศก่อนหน้านี้แผ่ขยายอาณาเขตกลายเป็น ‘ค่ายกลดาราผนบงกช’ ในพริบตา แรงกดดันมหาศาลกดทับจนศิลาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นผุยผง “ค่ายกลกลางอากาศ... เจ้า... เจ้าใช้กระบี่อันใดกันแน่!” เสียงคำรามด้วยความตื่นตระหนกของศัตรูแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง หลี่เฟยเพียงปรายตามองเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ เพราะสำหรับเขาแล้ว... ศัตรูระดับนี้ยังไม่คู่ควรให้เหล็กกล้าต้องแปดเปื้อนคาวโลหิต “กระบี่งั้นหรือ?” หลี่เฟยเอ่ยพล้อมกับยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น ท่ามกลางกระบี่นับร้อยที่พยายามดิ้นรนหลุดจากพันธนาการ “เจ้ายังไม่เข้าใจแม้แต่เงาของกระบี่ด้วยซ้ำ... ในเมื่อเจ้าอยากเห็นกระบี่นัก ข้าจะแสดงให้เห็นว่า ‘ความว่างเปล่า’ นั้นคมกล้าเพียงใด” สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม ปลายนิ้วชี้ของมือข้างที่ว่างก็ดีดออกไปเบาๆ กลางอากาศ วูบ! มิติรอบตัวบิดเบี้ยว อักขระสีทองนับพันตัวระเบิดแสงเจิดจ้า แผ่พุ่งกลายเป็นคมดาบพลังปราณนับไม่ถ้วนสวนกลับไปยังทิศทางของศัตรูทันที ความเร็วของมันเหนือล้ำกว่ากระบี่บินธรรมดาหลายเท่าตัว ราวกับสายฟ้าฟาดลงมาจากสรวงสวรรค์ ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง ไร้ซึ่งโอกาสให้หลบหนี ฉับพลันนั้น ร่างของยอดฝีมือสำนักกระบี่มารนับสิบชีวิตก็แข็งค้าง เสื้อผ้าอาภรณ์ขาดวิ่นเป็นริ้วรอยราวกับถูกฝูงกระบี่ไร้ลักษณ์นับหมื่นเล่มเฉือนผ่านพร้อมกัน เลือดสดๆ พ่นทะลักออกมาจากปากของพวกมันก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดสภาพ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบทันที มีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านเศษฝุ่นละอองของศิลาที่แตกสลาย เซียนอวิ๋นซีที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก หัวใจเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเย็นชาดั่งเหมันต์ที่เคยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของนางมาตลอดหลายร้อยปี บัดนี้กลับถูกละลายด้วยความอบอุ่นอันน่าประหลาดที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มผู้นี้ นางจ้องมองแผ่นหลังที่ดูราวกับแบกรับความลับของจักรวาลเอาไว้ทั้งหมด แล้วอดไม่ได้ที่จะเอמהด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้ยิน “เจ้า... เป็นใครกันแน่... หลี่เฟย” หลี่เฟยหันกลับมาสบตากับนาง แววตาที่เยือกเย็นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนล้ำลึก เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ไผ่ที่ยังคงตั้งตระหง่านอย่างไม่สะเทือนต่อศึกเมื่อครู่ เดินเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละก้าวอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งกลิ่นหอมเย็นราวกับดอกเหมันต์ลอยแตะจมูก “ข้าก็เป็นเพียงคนผู้หนึ่งที่ผ่านทางมา... และบังเอิญไม่อยากให้ผู้ใดมาทำลายบรรยากาศการดื่มชาอันสงบสุขของเราก็เท่านั้นเองครับ” หลี่เฟยเอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุน ทว่าแฝงไว้ด้วยความทะนงตนที่ยากจะหาผู้ใดเทียบ เซียนอวิ๋นซีเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ โดยไม่รู้ตัว นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนความรู้สึกไหววุ่นภายในใจ ทว่าก่อนที่บรรยากาศอันลึกซึ้งระหว่างคนทั้งสองจะทันได้ก่อตัวขึ้นลึกไปมากกว่านั้น ท้องฟ้าเหนือหุบเขาที่เคยกระจ่างใสก็พลันมืดครึ้มลงในพริบตาอย่างไร้สาเหตุ เปรี้ยง! สายฟ้าสีดำสนิทสายหนึ่งผ่าแหกกลีบเมฆลงมาตรงหน้าพวกเขาอย่างจัง แรงกระแทกทำให้มิติรอบด้านสั่นสะเทือน ควันสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามที่ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติด้วยก้าวอันเย่อหยิ่ง “ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เจ้าเด็กน้อยตระกูลหลี่ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าค่ายกลกระจอกงอกง่อยแค่นี้จะขวางทาง ‘ผู้พิทักษ์ทัณฑ์สวรรค์’ ได้?” หลี่เฟยหรี่ตาลงทัน1ที รอยยิ้มบนมุมปากหายวับไป ความกดดันระดับที่ทำให้แม้แต่มหาเซียนยังต้องหายใจติดขัดแผ่ออกมาจากร่างของเขาในเสี้ยววินาที ขณะที่เซียนอวิ๋นซีพลันชักกระบี่น้ำแข็งออกครึ่งเล่ม ประกายแสงเย็นยะเยือกสะท้อนความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว... ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนแห่งวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%