วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 15

สัจธรรมกลางป่าท้อ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"วิถีเต๋าของเจ้า เป็นเพียงการฝืนธรรมชาติ หรือเป็นการจำนนต่อความโกลาหลกันแน่, หลี่เฟย?" น้ำเสียงของเซียนอวิ๋นซีดังก้องขึ้นท่ามกลางกลีบดอกท้อสีชมพูเรื่อที่ร่วงหล่นโปรยปรายราวกับหิมะโปรยในฤดูใบไม้ผลิ นางไม่ได้หันมามองเขาโดยตรง ดวงตาคู่สวยที่ลึกล้ำดั่งห้วงน้ำแข็งพันปีทอดมองไปยังยอดเขาไกลโพ้น ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับภาพวาดเซียน ทว่าความเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวนางกลับทำให้มวลอากาศรอบด้านหนาแน่นจนแทบกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง หลี่เฟยแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นมีความเย่อหยิ่งทระนงที่หาญกล้าแม้กระทั่งท้าทายกฎเกณฑ์ของสรวงสวรรค์ เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินเรียบ ปลายนิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย อักขระสีทองคำจางๆ ปรากฏขึ้นและเลือนหายไปตามจังหวะการหายใจของเขา "คุณหนูอวิ๋นซี... ท่านมองว่าการบำเพ็ญเพียรคือการฝืนลิขิตฟ้า เพื่อดึงเอาพลังจากธรรมชาติมาเป็นของตน แต่สำหรับข้าแล้ว..." หลี่เฟยหยุดมือลง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับยอดนางเซียนผู้เย็นชาแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง "เต๋าไม่ได้อยู่บนฟ้า และไม่ได้อยู่ใต้ดิน เต๋าอยู่ในใจที่ไร้การปรุงแต่ง หากเราต้องฝืนฟ้าเพื่อเป็นเซียน เช่นนั้นความ ‘เป็นเซียน’ ที่ได้มา ย่อมเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ถูกเชิดโดยกฎเกณฑ์ของสวรรค์ไม่ใช่หรือ?" คำกล่าวนี้ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางจิตวิญญาณของเซียนอวิ๋นซี นางสะท้านเฮือก ร่างที่เคยสงบนิ่งดั่งรูปสลักพลันชะงักงัน เปลือกตาคู่งามกะพริบลงช้าๆ เพื่อซ่อนประกายความสับสนที่วาดผ่านแววตาเพียงเสี้ยววินาที ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา นางฝึกฝนวิชาเหมันต์ไร้ใจ ตัดขาดจากโลกีย์ บำเพ็ญตนจนบรรลุขอบเขตที่ผู้คนในยุทธภพต่างก้มกราบคารวะ ทว่ายิ่งสูงส่งเท่าiไร นางก็ยิ่งโดดเดี่ยวและพบกับคอขวดที่ไม่มีวันทะลวงผ่านไปได้ คำสอนของอาจารย์และคัมภีร์โบราณต่างบอกให้ตอกย้ำความเย็นชา ตัดสิ้นความรู้สึก แต่วันนี้... บุรุษผู้ใช้เพียงปลายนิ้วเขียนอักขระและกระบี่ไร้ลักษณ์ผู้นี้ กลับบอกนางว่า การตัดสิ้นความรู้สึก คือการตัดสิ้นวิถีแห่งชีวิตที่แท้จริง "เจ้ากำลังบอกว่า... เส้นทางที่ข้าเดินมาตลอดชีวิตนี้ ผิดพลาดอย่างนั้นหรือ?" เสียงของนางแผ่วเบาลง เจือความสั่นเครือเล็กน้อยที่แม้แต่นางเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับจิตใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน "ข้ามิกล้ากล่าวว่ามันผิด" หลี่เฟยส่ายหัวช้าๆ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างระหงทีละน้อย กลิ่นอายจางๆ ของสุราหมักและไม้จันทน์ลอยแตะนาสิกของนาง "เพียงแต่... มันยังไม่ใช่ทางที่แท้จริงของท่าน ท่านใช้ความเย็นชาห่อหุ้มหัวใจ เพื่อไม่ให้ความเจ็บปวดทำร้าย แต่นั่นก็เป็นการปิดกั้นไม่ให้ความอบอุ่นเข้ามาสัมผัสเช่นกัน ดั่งเช่นเหมันต์ที่ปกคลุมผืนแผ่นดิน แม้จะบริสุทธิ์และสูงส่ง แต่ก็ไร้ซึ่งสรรพชีวิตที่จะเติบโต" เซียนอวิ๋นซีถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว เมื่อเงาของหลี่เฟยทาบทับลงบนร่างของนาง ความใกล้ชิดนี้ทำให้หัวใจที่เต้นช้าลงตามวิชาเซียนกลับมาเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยราบเรียบไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับไหววับราวกับผิวน้ำถูกก้อนหินโยนลงไป "แล้วเจ้า... มีเส้นทางใดที่ดีกว่านั้น?" นางเอ่ยถาม น้ำเสียงพยายามรักษาความเยือกเย็นไว้ ทว่ากลับสั่นพร่าอย่างปิดไม่มิด หลี่เฟยไม่ตอบด้วยวาจา ทว่าเขากลับยื่นมือออกไป ปลายนิ้วอุ่นร้อนแตะเบาๆ ที่หลังมือของนางที่กำกระบี่ประจำกายแน่น เซียนอวิ๋นซีสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกสายฟ้าแลบ นางเกือบจะชักกระบี่ออกตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว ทว่าพลังปราณอันอบอุ่นและอ่อนโยนจากปลายนิ้วของเขา กลับไหลซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ชีพจรของนางโดยตรง ความอบอุ่นนั้นแปลกประหลาดนัก มันไม่ใช่พลังปราณรุนแรงที่ใช้ทำลายล้าง แต่มันคือพลังที่โอบอุ้ม หลอมละลาย และเชื่อมโยง ทุกหยดเลือด ทุกเส้นลมปราณของนางราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน "วิถีกระบี่ของข้า คือการไร้ลักษณ์..." หลี่เฟยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนใสที่ขึ้นสีเรื่อจางๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "เช่นเดียวกับความรัก... มันไม่มีรูปแบบ ไม่มีกฎเกณฑ์ และไม่ต้องรอให้ฟ้าดินอนุญาต หากหัวใจเราปรารถนาสิ่งใด การฝืนลิขิตฟ้าก็เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ" เซียนอวิ๋นซีรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังพลิกคว่ำ ทิฐิและความเย่อหยิ่งทั้งหมดของยอดนางเซียนผู้สูงศักดิ์พังทลายลงในพริบตา นางมองลึกเข้าไปในดวงตาที่คมปลาบและมั่น ใจของหลี่เฟย ที่นั่นไม่มีความยำเกรงต่อฟ้าดิน ไม่มีแม้กระทั่งความระแวงสงสัย มีเพียงความจริงใจและความลึกซึ้งที่พร้อมจะแบกรับความหนาวเหน็บทั้งหมดของนางไว้ มือบางที่กำกระบี่คลายออกอย่างช้าๆ ก่อนที่เรียวนิ้วอันสั่นเทาจะพลิกขึ้นมาสัมผัสกับฝ่ามือของเขา เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ยอดนางเซียนแห่งหุบเขาเหมันต์ยอมลดเกราะป้องกันทั้งหมดลง และมอบความไว้วางใจให้แก่มนุษย์ผู้หนึ่งอย่างหมดหัวใจ บรรยากาศรอบกายเงียบงันลง กลีบดอกท้อหยุดนิ่งกลางอากาศราวกับเวลาถูกหยุดไว้ด้วยพลังบางอย่าง ทว่า... ในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางความเงียบสงบของป่าท้อ *เปรี้ยงกกส์!* เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ดังแหวกม่านเมฆลงมาจากท้องนฟ้าไร้รอยต่อ แรงกดดันมหาศาลระดับบรรพกาลพุ่งทะยานลงมาจากเบื้องบน บดขยี้มิติรอบด้านจนเกิดรอยร้าวสีดำสนิทราวกับกระจกแตก เซียนอวิ๋นซีหน้าถอดสีทันที นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด และก่อนที่หลี่เฟยจะได้เอ่ยปาก เงาร่างมหึมาสีดำทมิฬนับร้อยสายก็พุ่งทะลวงผ่านม่านเมฆลงมาล้อมรอบป่าท้อแห่งนี้ไว้ทั้งหมด! "ฮ่าๆๆๆ! ในที่สุด ข้าก็หากลุ่มก้อนพลังอัคคีเหมันต์ที่แท้จริงพบเสียที!" เสียงหัวเราะก้องกังวานและเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันเหี้ยมเกรียมดังสะเทือนขวัญ พร้อมกับร่างของบุรุษลึกลับในชุดเกราะกระดูกมารที่ปรากฏตัวขึ้นเหนือยอดไม้ ดวงตาสดสีโลหิตจ้องมองมาที่เซียนอวิ๋นซีด้วยความโลภโมโทสัน ก่อนที่คมกระบี่มารยาวสามเชียะจะถูกชักออกจากฝักอย่างช้าๆ พร้อมพุ่งตรงเข้าปลิดชีพคนทั้งคู่ในดาบเดียว! หมึกทองคำข้ามภพขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางในวิถีเต่าอันลึกซึ้งนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%