"หุบเขาอัสดง... หากก้าวล่วงเข้าไปแล้ว แม้แต่จิตวิญญาณก็อาจมิอาจหวนคืน"
เสียงของเซียนอวิ๋นซีราบเรียบดั่งผืนน้ำแข็งพันปี ทว่าแววตาคู่คมที่ทอดมองไปยังเบื้องหน้ากลับแฝงประกายความระแวดระวัง นางยืนสง่างามอยู่บนยอดผา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามกระแสลมปราณที่แปรปรวน ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของเขตแดนรกร้างที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสุสานของเหล่าเซียนและมาร
หลี่เฟยไม่ตอบคำทันที เขากำลังใช้ปลายนิ้ววาดอักขระโบราณลงบนความว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้าแต่แม่นยำ ทุกครั้งที่หมึกปราณสีทองจางๆ ปรากฏขึ้น อากาศรอบกายก็สั่นไหวราวกับผืนผ้าใบที่ถูกปลายพู่กันแตะต้อง สายตาของเขาคมกริบราวกับกระบี่ที่ซ่อนคมอยู่ในฝัก ความทะนงตนฉายชัดผ่านมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย
"ความน่ากลัวของเขตแดนต้องห้าม มิได้อยู่ที่ความโหดร้ายของธรรมชาติ หากแต่อยู่ที่ความโลภของมนุษย์และเงาอำนาจที่ซ่อนเร้นต่างหากเล่า" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น เขากวาดตามองกลุ่มหมอกสีดำทมิฬที่ปกคลุมหุบเบื้องล่าง ซึ่งแผ่ไอสังหารออกมาเป็นระลอก
เบาะแสที่พวกเขาได้รับจากสำนักมารโลหิตเมื่อคราวก่อน ชี้ชัดว่ากลุ่มอำนาจมืดลึกลับที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความปั่นป่วนของยุทธภพ กำลังใช้หุบเขาอัสดงเป็นแหล่งหลอมสร้างศาสตราต้องห้าม หากปล่อยไว้ ชะตากรรมของยุทธภพคงไม่พ้นต้องตกอยู่ในทะเลเลือด
เซียนอวิ๋นซีเหลือบมองชายหนุ่มผู้ยืนเคียงข้าง แววตาที่เคยเย็นชาดั่งเหมันต์พลันอ่อนลงวูบหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว นางผ่านโลกมานาน พบเจอผู้คนมามาก ยอดฝีมือที่นับว่าเก่งกาจล้วนก้มหัวให้ความแข็งแกร่ง แต่มีเพียงหลี่เฟยผู้นี้ ที่ไม่เคยพึ่งพาพลังปราณดิบเถื่อนแม้แต่น้อย หากแต่ใช้ "ปัญญา" และ "วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์" ควบคุมทุกสิ่งบนโลกหล้า
"เจ้ามั่นใจแค่ไหน?" นางเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะยังคงความเยือกเย็น แต่เจือความห่วงใยที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"หกส่วน..." หลี่เฟยหันมาสบตา พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ทำให้หัวใจของยอดเซียนสาวกระตุกวูบ "...ส่วนอีกสี่ส่วนที่เหลือ ขฝากไว้ที่กระบี่ของเจ้าก็แล้วกัน อวิ๋นซี"
คำเรียกขานที่สนิทสนมนั้นทำให้ใบงามของนางขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ แต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับคืนสู่ความนิ่งสงบ นางแค่นเสียงเบาๆ ในลำคอ ทว่ามือเรียวกลับกระชับด้ามกระบี่น้ำแข็งในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว "วาจาลื่นไหล... ระวังตัวให้ดีก็พอ หากเจ้าตายในนั้น ข้าจะไม่ยอมฝังศพให้เจ้าเป็นแน่"
"ฮ่าๆๆ วาจานางเซียนช่างโหดร้ายเสียจริง" หลี่เฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นจริงจังในเสี้ยววินาที "ไปกันเถอะ... ได้เวลาเปิดประตูต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญแล้ว"
ร่างของทั้งสองพุ่งทะยานลงสู่หุบเขาอัสดงดั่งสายฟ้าแลบ ทว่าทันทีที่เท้าสัมผัสกับพื้นดินเบื้องล่าง แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ค่ายกลธรรมชาตินับร้อยถูกกระตุ้นขึ้นพร้อมกันอย่างไร้ที่มา! ไอสังหารสีเลือดพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินราวกับอสรพิษนับพันตัวที่รอคอยเหยื่อ
*เปรี้ยง! เปรียง!*
หมอกสีดำทะมึนรวมตัวกันกลางอากาศ กลายเป็นเงาร่างมหึมาของอสุรกายโบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้ว มันส่งเสียงคำรามก้องจนแก้วหูแทบแตก แรงกดดันระดับเซียนขั้นสูงแผ่ซ่านกดทับลงมาจนลมหายใจสะดุด
เซียนอวิ๋นซีเตรียมชักกระบี่ออกจากฝัก ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายรัศมีออกไปรอบกายเพื่อต้านทานแรงกดดัน ทว่าหลี่เฟยกลับยกมือขึ้นห้ามด้วยสีหน้าสุขุม
"ยังไม่ใช่ตอนนี้..." เขาเอ่ยเสียงเรียบ ปลายนี้วตวัดวาดกลางอากาศอย่างรวดเร็วเป็นค่ายกลคุ้มAuraเก้าชั้นฟ้า "ปล่อยให้พวกมันแสดงปาหี่ให้พอใจเสียก่อน ค่อยให้กระบี่ของเจ้าได้ดื่มกินโลหิต"
ท่ามกลางวิกฤตที่บีบคั้นและเสียงคำรามของอสุรกายที่ใกล้เข้ามาทุกที ทันใดนั้นเอง เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทก็ก้าวออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"หลี่เฟย... เซียนอวิ๋นซี... พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการมาเยือนเขตแดนต้องห้ามครั้งนี้ จะมีหนทางได้กลับออกไปอย่างมีชีวิต?"
หมึกทองคำข้ามภพขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 14
ออกเดินทางสู่เขตแดนต้องห้าม
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!