คมกระบี่มารยาวสามเชียะกรีดผ่ามิติอากาศจนเกิดเสียงคำรามดั่งอสนีบาตฟาดซ้ำ รัศมีสีโลหิตฉาบทาผืนป่าโบราณให้กลายเป็นแดนประหารชั่วพริบตา แรงกดดันจากขอบเขตเซียนแท้จริงแผ่พุ่งจนใบไม้รอบกายแตกละเอียดเป็นผุยผง แต่วินาทีความเป็นความตายนั้นเอง หลี่เฟยกลับไม่มีแม้แต่ความตื่นตระหนกในดวงตา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างทระนง
"วิถีกระบี่ของเจ้า... ยังขาดความว่างเปล่า"
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลังก้องกังวาน หลี่เฟยไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว ปลายนิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วราวกับพู่กันกำลังสะบัดหมึกบนผืนผ้าแพรสีขาว อักขระปราณนับพันตัวเปล่งประกายสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นกลางหาว ทักทายคมกระบี่สีโลหิตที่พุ่งตรงเข้ามาด้วยเจตนาฆ่าล้างโคตร
ตูม!
คลื่นกระแทกสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น ป่ารอบด้านสั่นไหวราวกับแผ่นดินแยกออกจากกัน ทว่าค่ายกล "ดาราจักรย้อนศร" ที่หลี่เฟยรังสรรค์ขึ้นในเสี้ยววินาทีกลับต้านทานแรงกดดันมหาศาลนั้นไว้ได้ อักขระสีทองหมุนวนเป็นรูปหยินหยาง รับน้ำหนักการโจมตีของบุรุษในชุดเกราะกระดูกมารจนเกิดประกายไฟระยิบระยับดั่งดวงดาวนับหมื่นดวงระเบิดออกบนท้องฟ้า
เซียนอวิ๋นซีที่ยืนอยู่เคียงข้าง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงความรุนแรงของกระบวนท่าเมื่อครู่ หากเป็นนางในยามปกติย่อมรับมือได้ไม่ยาก แต่ด้วยพลังปราณของนางที่เพิ่งถูกสะกดด้วยพิษเหมันต์ย้อนกลับจากเหตุการณ์ก่อนหน้า ทำให้การเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงไปหลายส่วน การโจมตีเมื่อครู่จึงพุ่งเป้ามาที่จุดตายของนางอย่างแม่นยำ
"หลี่เฟย..." เสียงหวานเอ่ยเบาหวิว หัวใจดวงน้อยที่ด้านชามานับร้อยปีสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ใช้วิถีกระบี่และสติปัญญาปกป้องนางจากภัยมืด สะท้อนลึกลงในห้วงความรู้สึกที่นางไม่เคยเปิดรับผู้ใดมาก่อน
"อย่าไขว้เขว อวิ๋นซี" หลี่เฟยกล่าวเตือนสติโดยไม่หันกลับมามอง ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดเล็กน้อยเนื่องจากการใช้พลังจิตวิญญาณควบคุมค่ายกลข้ามขีดจำกัด แต่แววตายังคงแน่วแน่และเยือกเย็นดั่งหุบเขาน้ำแข็ง "ข้าบอกแล้วว่า... ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จะไม่มีผู้ใดแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าได้แม้แต่เส้นเดียว"
บุรุษชุดเกราะกระดูกมารหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ ดวงตาสดสีโลหิตหรี่แคบลงเมื่อเห็นว่าการโจมตีครั้งแรกถูกขัดขวางด้วยอักขระแปลกประหลาดของเด็กหนุ่มผู้ไม่ฝึกปราณโดยตรงผู้นี้
"ช่างอวดดีนัก! คิดว่ายันต์กระดาษกับค่ายกลกระจอกๆ จะขวางทาง 'มารโลหิตทมิฬ' อย่างข้าได้หรือ? เจ้าหนู เจ้ายังอ่อนหัดนัก!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างในชุดเกราะกระดูกมารก็สลายกลายเป็นหมอกโลหิตพุ่งทะลวงผ่านมิติ หายวับไปจากเบื้องหน้าอย่างไร้ร่องรอย บรรยากาศรอบตัวกลับมาเงียบสงัดชั่วขณะ ทว่าความเงียบงันนี้กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามเมื่อครู่
"ระวัง!" หลี่เฟยหรี่ตาลง สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องเสียงหลง
พริบตานั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างที่พวกเขายืนอยู่ก็ยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติระดับโบราณถูกเปิดใช้งานขึ้นอย่างเงียบเชียบ แสงสีม่วงเข้มพุ่งทะยานจากใต้พื้นดินขึ้นมาพันธนาการร่างของทั้งสองไว้ราวกับโซ่ตรวนแห่งความตาย มันไม่ใช่การต่อด้วยกำลัง แต่เป็น "กับดักค่ายกลข้ามมิติ" ที่ศัตรูวางแผนรอไว้อย่างแยบยลเพื่อส่งพวกเขาทั้งคู่ไปยัง "แดนรกร้างไร้หวนคืน" มิติปิดตายที่ไม่มีผู้ใดเคยรอดชีวิตกลับมา
แรงดูดมหาศาลฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงหวีดหิว เซียนอวิ๋นซีหน้าถอดสี พลังปราณของนางถูกค่ายกลกดทับจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะขยับตัว
หลี่เฟยขบกรามแน่น ดวงตาคมกริบวิเคราะห์สถานการณ์ในเสี้ยววินาที หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ทั้งเขาและนางจะต้องถูกส่งไปยังมิติที่ไม่มีวันหวนกลับอย่างแน่นอน และที่สำคัญ... อวิ๋นซีในสภาพนี้ไม่มีทางทนทานแรงกดดันของมิตินั้นไหวแน่
"ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะ..." หลี่เฟยพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มเย้ยหยันโชคชะตาปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เขาสลัดความลังเลทิ้งทั้งหมด ยกมือขึ้นตบเข้าที่หน้าอกตนเองอย่างแรงจนกระอักโลหิตสีสดออกมา หยดเลือดเหล่านั้นไม่ตกกระทบพื้น ทว่ากลับลอยเคว้งคว้างกลางอากาศด้วยพลังจิตวิญญาณที่ถูกรีดเค้นออกมาจนถึงขีดสุด หลี่เฟยใช้เลือดของตนเองเป็นหมึก เขียนยันต์โบราณบทสุดท้าย "ยันต์สวรรค์สะท้านโลกันตร์" ลงบนอากาศด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ
แสงสีทองเจิดจ้าแผ่ขยายออกไปราวกับดวงอาทิตย์ดวงที่สอง ระเบิดพลังต้านทานแรงดูดของค่ายกลข้ามมิติเอาไว้จนสั่นสะเทือน หลี่เฟยหันกลับมามองสตรีผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ซ่อนไว้ภายใต้ความทระนง
"ข้าดูแลเจ้าได้... แม้แต่ในยามที่ฟ้าดินกำลังจะล่มสลาย"
เขายื่นมือผลักร่างของเซียนอวิ๋นซีให้หลุดพ้นจากรัศมีของค่ายกลข้ามมิติด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกแรงดึงดูดมหาศาลลากดิ่งลงไปในหลุมดำมิติมืดมิดที่กำลังจะปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว
"หลี่เฟย—!"
เซียนอวิ๋นซีแผดเสียงร้องเรียกชื่อเขาเป็นครั้งแรกในชีวิต น้ำตาหยดใสที่ร่วงหล่นจากดวงตาคู่สวยกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งกลางอากาศ นางพยายามพุ่งตัวตามเข้าไปคว้าตัวเขาไว้ แต่มือเรียวคว้าได้เพียงความว่างเปล่าและเศษปลายเสื้อที่ขาดวิ่น
ครืนนน!
หลุมดำมิติปิดสนิทลงอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งให้เซียนอวิ๋นซียืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของผืนป่าโบราณ ลมหายใจของนางติดขัด หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ความเย็นชาที่เคยห่อหุ้มตัวนางไว้ถูกเผาลาญด้วยเปลวเพลิงแห่งความโศกเศร้าและสำนึกผิดที่โถมกระหน่ำเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์
ทว่า ในความมืดมิดของมิติที่หลี่เฟยถูกดึงตัวตกลงไปนั้น ประกายแสงสีทองจางๆ จากยันต์อักขระที่เขาทิ้งร่องรอยไว้ในจิตสำนึกของนาง กลับค่อยๆ ส่องสว่างขึ้นทีละน้อย พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในห้วงความคิดของหญิงสาว...
*“รอข้า... ข้าจะกลับมาสลายค่ายกลนี้ด้วยกระบี่เดียว”*
...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 16
กับดักค่ายกลสังหาร
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!