"เลือดสีดำระคนลิ่มปราณย้อนกลับ... หากเจ้ายังฝืนโคจรวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์อีกแม้แต่ลมหายใจเดียว ชีพจรหัวใจสลาย ไร้แดนเซียนใดในสามภพนี้จะเยียวยารักษาได้ทัน"
สำเนียงหวานล้ำดั่งหยกกระทบกัน แต่กลับเยียบเย็นเสียจนมวลอากาศรอบกายจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีคราม เซียนอวิ๋นซีมิได้กล่าวด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว ทว่าแววตาคู่คมที่มักสงบนิ่งดั่งบึงน้ำโบราณยามนี้กลับไหววูบระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งลำเทียนของนางกำลังกดจุดสกัดชีพจรสำคัญทั่วร่างของหลี่เฟยด้วยความรวดเร็วและแม่นยำราสายฟ้าแลบ
เหตุการณ์จากบททดสอบในค่ายกลอัสนีบาตสวรรค์ยังคงทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้บนร่างของชายหนุ่มอย่างชัดเจน หลี่เฟยกระอักโลหิตออกมาอีกคำโต ร่างกายท่อนบนที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากการต้านทานอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าทรุดฮวบลึกลงไปบนแท่นศิลาหยกเย็น
เขายังคงฝืนยิ้ม มุมปากมีคราบโลหิตสีแดงเข้มตัดกับใบหน้าซีดขาว ดวงตาคมกริบทรงภูมิปัญญาหรี่ลงเล็กน้อยยามมองสตรีผู้ได้ชื่อว่าเป็นยอดเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นางกำลังวุ่นวายอยู่กับการถ่าย
"แม่นางอวิ๋นซี... ดูเหมือนข้าจะประเมินอักขระขั้นเก้าของค่ายกลนั้นต่ำเกินไปหน่อย..." หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แต่กระแสเสียงยังคงแฝงไว้ด้วยความทะนงตนตามแบบฉบับของจอมยุทธ์ผู้ไม่เคยสยบต่อฟ้าดิน
"หุบปาก!" อวิ๋นซีตวาดเสียงต่ำ นางไม่เคยแสดงกิริยาหลุดกรอบเช่นนี้ต่อหน้าผู้ใดมาก่อนในรอบร้อยปีแห่งการบำเพ็ญเพียร
ความร้อนรุ่มจากพิษปราณย้อนกลับแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายของหลี่เฟย ผิวหนังของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ลมหายใจรดรวยรินใกล้ดับสูญ ในยุทธภพนี้ ผู้ใดต่างรู้ดีว่าเซียนอวิ๋นซีแห่งหุบเขาเหมันต์คือผู้สำเร็จวิชา "จิตอัสนีเหมันต์" ซึ่งมีแต่ความหนาเหน็บและพิฆาตศัตรูให้กลายเป็นจุล
ทว่าในยามนี้ นางกลับต้องโคจรพลังปราณบริสุทธิ์ขั้นสูงสุดของตนเอง ถ่ายเทความอบอุ่นอันน้อยนิดที่นางเก็บซ่อนไว้ก้นบึ้งของดวงจิต เข้าสู่จุดตันเถียนของชายหนุ่มเพื่อค้ำจุนเส้นชีพจรที่ขาดวิ่น
ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากฝ่ามือเรียวบางที่แนบอยู่กับแผ่นอกเปลือยเปล่าของหลี่เฟย อวิ๋นซีหลับตาลง ขนตางอนงามสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการควบคุมลมปราณ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมของนาง แม้กายของนางจะเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปี แต่หัวใจภายในอกกลับร้อนรุ่มดั่งถูกแผดเผาด้วยไฟบรรพ์กัลป์
นางไม่เข้าใจตนเอง... เหตุใดเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์และตัดสิ้นซึ่งกิเลสทั้งปวงอย่างนาง ถึงได้ยอมสูญเสียพลังปราณตบะนับสิบปีเพื่อรักษาบุรุษผู้ชอบทำตัวอาจหาญท้าทายฟ้าดินผู้นี้?
หลี่เฟยลืมตาขึ้นช้าๆ มองใบหน้างดงามล่มเมืองที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แววตาของนางในยามนี้ปราศจากความเย่อหยิ่งเย็นชา เหลือเพียงความกังวลและร่องรอยความเปราะบางที่นางพยายามปิดบังซ่อนเร้นมาตลอดชีวิต
"เจ้า... ร้องไห้หรือ?" หลี่เฟยกระซิบแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงหยดน้ำใสๆ ที่ร่วงหล่นกระทบลงบนหลังมือของตน
อวิ๋นซีสะดุ้งเฮือก ดวงตาคู่คมลืมโพลงขึ้นทันNที พวงแก้มขาวนวลปรากฏรอยเรื่อสีแดงจางๆ อย่างรวดเร็ว นางรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น น้ำเสียงกลับมาแข็งกร้าวขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอเมื่อครู่
"เหลวไหล! ข้าคือยอดเซียนแห่งหุบเขาเหมันต์ จะหลั่งน้ำตาให้แก่ความโง่เขลาของเจ้าได้อย่างไร ลมปราณรอบหุบเขานี้มีความชื้นสูงต่างหาก!"
หลี่เฟยแย้มยิ้มบางเบา ยิ้มที่มิใช่การเยาะเย้ย ทว่าอบอุ่นและจริงใจอย่างยิ่ง "ความชื้นในหุบเขาเหมันต์แห่งนี้ คงเป็นความชื้นที่แปลกประหลาดที่สุดในสามภพกระมัง... ขอบคุณเจ้านะอวิ๋นซี หากมิได้พลังปราณของเจ้าช่วยสกัดจุดหัวใจเมื่อครู่ วิญญาณของข้าคงลอยล่องไปถึงปรภพแล้ว"
อวิ๋นซีขบกริมฝีปากแน่น นางดึงมือกลับจากการถ่ายลมปราณ ร่างเพรียวระหงถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างระCมระวัง รักษาระยะห่างอันควรระหว่างยอดเซียนกับจอมยุทธ์ ทว่าแววตาที่มองเขานั้นมิได้เย็นชาเช่นกาลก่อนอีกต่อไป มันลึกซึ้งและซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย
"เจ้าอย่าเพิ่งพูดมาก บาดแผลทางกายรักษาได้ง่าย แต่รอยร้าวของเส้นชีพจรที่เกิดจากการฝืนใช้ค่ายกลไร้ลักษณ์ ต้องใช้เวลาโคจรปรับสมดุลอย่างน้อยเจ็ดวันเจ็ดคืน ระหว่างนี้ ห้ามเจ้าขยับเขยื้อนเด็ดขาด มิฉะนั้น... ข้าจะไม่สนใจใยดีเจ้าอีกเป็นครั้งที่สอง"
"ข้าเข้าใจแล้ว..." หลี่เฟยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ผิดวิสัยจอมยุทธ์ผู้ทะนงตน เขารู้ดีว่าความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มด้วยวาจาเย็นชาของสตรีผู้นี้มีค่ามากกว่ายอดโอสถวิเศษใดๆ ในปฐพี
บรรยากาศภายในถ้ำศิลาเงียบสงบลง มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนทั้งสอง อวิ๋นซีหันหลังให้เขา นางนั่งลงบนแท่นศิลาอีกด้านหนึ่งเพื่อฟื้นฟูพลังตบะที่สูญเสียไป ทว่าสมาธิของนางกลับไม่นิ่งดั่งเคย ภาพเงาสะท้อนของหลี่เฟยยามที่กางค่ายกลอักขระสู้กับอัสนีสวรรค์ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงนึก
ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา นางเดินอยู่บนเส้นทางแห่งเซียนผู้โดดเดี่ยว ไร้ซึ่งสหาย ไร้ซึ่งความผูกพัน มีเพียงกระบี่และคัมภีร์วิชา แต่นับตั้งแต่หลี่เฟย้าวเข้ามาในชีวิต นำพาวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์มาปะทะกับค่านิยมเดิมๆ ของโลกบำเพ็ญเพียร โลกอันเงียบงันของนางก็เริ่มมีสีสัน และหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานก็เริ่มเต้นระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่ทราบได้ ท้องฟ้าด้านนอกถ้ำเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มยามราตรี ดวงจันทร์สาดแสงลอดผ่านรอยแยกของผาหินลงมาทาบทับร่างของคนทั้งสอง
"อวิ๋นซี..." เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียกขึ้นท่ามกลางความเงียบ
นางมิได้หันกลับมามอง ทว่าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "มีอะไรอีก? หรือว่าพิษปราณกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว?"
"เปล่า... ข้าแค่อยากบอกว่า... ตั้งแต่เกิดมา ข้าไม่เคยคิดเลยว่า จะมีสตรีผู้ใดสามารถใช้วิชาเหมันต์สวรรค์มาหลอมรวมเข้ากับความอ่อนโยนในจิตใจได้อย่างงดงามเช่นเจ้า"
ร่างเพรียวของอวิ๋นซีสะท้านเฮือกเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างรุนแรง คำเยินยอหรือคำหวานใดๆ ในโลกหล้าล้วนไร้ค่าในสายตาของนาง ทว่าเมื่อมันหลุดออกมาจากปากของบุรุษผู้เย่อหยิ่งและชาญฉลาดที่สุดในยุทธภพผู้นี้ กลับทำให้พวงแก้มของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
นางเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความเย็นชาที่นางใช้ปกป้องตนเองมาตลอดชีวิต กำลังถูกละลายลงทีละน้อยด้วยความจริงใจของเขา
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความลึกซึ้งทางอารมณ์นั้นเอง...
*ตูมมมม!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดังขึ้นจากปากทางเข้าหุบเขาเหมันต์ แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนหินงอกหินย้อยภายในถ้ำร่วงหล่นกราวรูด อวิ๋นซีผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในพริบตา แววตาคู่คมเปลี่ยนเป็นดุดันอำมหิตขึ้นทันที
เศษซากค่ายกลป้องกันรอบหุบเขาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับปรากฏR่างของเงาดำนับสิบสายที่ปกคลุมด้วยไอสังหารสีดำสนิท พลังปราณระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่ายกดทับจนอากาศแทบปริแตก
น้ำเสียงแหบพร่าเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกดังแทรกสายลมหนาวเข้ามาถึงด้านในถ้ำ
"ฮ่าๆๆๆ เซียนอวิ๋นซี! เจ้าคิดว่าซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาเหมันต์นี้แล้วสำนักมารโลหิตของพวกเราจะหาไม่พบหรือ? ส่งตัวไอ้เด็กแซ่หลี่นั่นออกมา มิฉะนั้น... วันนี้หุบเขาเหมันต์ของเจ้าจะถูกลบออกจากแผนทวีปเซียนแห่งนี้!"
หลี่เฟยที่ยังคงนั่งพักฟื้นพลังอยู่บนแท่นศิลาค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาคมกริบฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันขึ้นทันที
อวิ๋นซีหันมาสบตาชั่วพริบตาเดียวกับหลี่เฟย นางเห็นรอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มของจอมยุทธ์ผู้พร้อมจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินด้วยปลายปากกาและอักขระเพียงตัวเดียว
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ จะมาเร็วกว่าที่คิดสินะครับ" หลี่เฟยกล่าวเบาๆ พร้อมกับยกมือขึ้นวาดอักขระกลางอากาศอย่างไร้เสียง
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของวิถีกระบี่นี้ร่วมกันครับ
- หมึกทองคำข้ามภพ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 17
หัวใจที่ยอมเปิดเผย
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!