วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 18

ร่องรอยแห่งมหาเวทย์

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
กลิ่นอายโลหิตและไอความตายไม่ได้ลอยมาตามสายลม หากแต่มันแทรกซึมขึ้นมาจากผืนดินราวกับลมหายใจของอสูรร้ายที่กำลังฟื้นคืนสติ ภายในซากปรักหักพังของ "เมืองโบราณหลงเฉิง" ที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง บัดนี้เหลือเพียงเศษซากอิฐหินสีเทาหม่นและเสาหินสลักรูปมังกรที่แตกหัก ความเงียบงันปกคลุมทั่วบริเวณ ราวกับแม้แต่เงาของความตายก็ยังไม่กล้าส่งเสียงรบกวนความเวิ้งว้างนี้ หลี่เฟยหยุดฝีเท้าลงบนลานหินกว้าง ใจกลางเมืองร้าง ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกวาดมองคราบอักขระสีดำคล้ำที่สลักลึกลงไปในพื้นศิลา อักขระเหล่านั้นมิได้ถูกสร้างขึ้นด้วยหมึกธรรมดา แต่ใช้โลหิตบริสุทธิ์ของสิ่งมีชีวิตในระดับเซียนเป็นสื่อกลางในการหล่อเลี้ยง เส้นสายบิดเบี้ยวราวกับหนอนไต่ คายไอมารสีม่วงคล้ำออกมาเป็นระลอก "ช่างเป็นค่ายกลดูดกลืนวิญญาณที่ประณีตและเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก..." หลี่เฟยพึมพำเบาๆ น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยประกายความคิดที่เฉียบคมดั่งคมกระบี่ นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย ทว่าทุกคราที่ปลายนิ้วสัมผัส กฎเกณฑ์แห่งห้วงมิติรอบตัวกลับสั่นไหว เกิดเป็นประกายแสงอักษรโบราณสีทองจางๆ สะท้อนขึ้นมาตอบโต้กับไออักขระมารเบื้องล่าง "พวกมันไม่ได้ต้องการทำลายเมืองนี้..." เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง เซียนอวิ๋นซี ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปรากฏกายขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียง นางยืนอยู่บนยอดเสาหินที่หักพัง ปลายกระบี่บินสีเงินยวดยิ่งในมือสั่นระริกเล็กน้อย ตอบสนองต่อจิตสังหารอันเบาบางที่แฝงอยู่ในมวลอากาศ ดวงเนตรคู่สวยราวกับหยกสลักกวาดมองความเสียหายรอบด้าน ความเย็นชาบนใบหน้านางมิได้เกิดจากความไร้เดียงสา หากแต่เป็นเกราะป้องกันจิตใจที่ถูกหล่อหลอมจากวิถีเซียนอันโดดเดี่ยว "พวกมันกำลังใช้ศพของชาติตระกูลโบราณนับหมื่นชีวิตที่ฝังอยู่ใต้เมืองนี้ เป็นสะพานเชื่อมต่อแดนสนธยา เพื่ออัญเชิญเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ 'ราชันมารโลหิต' กลับคืนสู่ภพเบื้องล่าง" หลี่เฟยมิได้หันกลับไปมองนางทันที เขายังคงจดจ่ออยู่กับการคำนวณทิศทางการไหลเวียนของค่ายกล "ถูกต้อง... และสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ค่ายกลนี้มิได้เพิ่งเริ่มสร้าง มันถูกวางรากฐานมานับร้อยปีแล้ว รอเพียงเวลาที่พลังวัตรของฟ้าดินแปรปรวนเพื่อเปิดประตูมิติขั้นสุดท้าย และคืนนี้... คือคืนที่พลังหยินโคจรมาบรรจบกับจุดวิกฤตพอดี" ฝีเท้าของเซียนอวิ๋นซีเบาหวิวราบนางนวล นางก้าวลงมายืนเคียงข้างชายหนุ่ม กลิ่นอายความเย็นเยือกของหุบเขาเหมันต์ปะทะเข้ากับกลิ่นอายอิสรเสรีที่แผ่ออกมาจากตัวหลี่เฟย เกิดเป็นกระแสพลังงานรอบตัวที่หมุนวนอย่างแปลกประหลาด นางเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความสุขุม นัยน์ตาคู่ที่เคยเย็นชาราวน้ำแข็งพันปีไหววูบลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ตั้งแต่เมื่อใดกันนะที่นางเริ่มรู้สึกว่า... การได้ยืนเคียงข้างบุรุษผู้ไม่เคยฝึกปราณตามวิถีปรกติผู้นี้ ทำให้หัวใจที่ด้านชามาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรเริ่มมีจังหวะเต้นที่แปลกประหลาด "เจ้ามีความมั่นใจแค่ไหน?" นางเอ่ยถาม เสียงของนางราบเรียบแต่หากเงี่ยหูฟังให้ดี จะพบความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้ง หลี่เฟยแย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนจนน่าหมั่นไส้ แต่ก็มีเสน่ห์จนแทบละสายตาไม่ได้ "วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของข้า ไม่เคยสนว่าศัตรูจะแข็งแกร่งเพียงใด สนเพียงแค่ว่าจุดอ่อนของมันอยู่ที่ใด... และค่ายกลนี้ แม้จะไร้ช่องโหว่ในสายตาของปรมาจารย์ร้อยคน แต่มันมี 'จุดตาย' ที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานศิลาทิศบูรพา" ฉับพลัน! บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด อุณหภูมิลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีดำเกาะตามซากอิฐหิน เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากใต้พื้นดิน ราวกับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์กำลังพลิกตัวตื่นจากการหลับใหล ไอมารพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาจนดาราบนฟ้าถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด "มันเริ่มแล้ว!" เซียนอวิ๋นซีสะบัดข้อมือ กระบี่บินในมือเปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้า เตรียมพร้อมปลดปล่อยเคล็ดวิชาเหมันต์สวรรค์เพื่อกดดันพลังมาร "อย่าเพิ่งรุ่มร่าม อวิ๋นซี" หลี่เฟยเอื้อมมือไปคว้าข้อแขนเรียวของนางไว้เบาๆ สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของเขาทำให้นางสะท้อนเฮือกเล็กน้อย แต่นางมิได้สะบัดหนี "ปล่อยให้มันแสดงปาินิหาริย์ออกมาให้สุดก่อน... ค่ายกลย้อนรอยวิญญาณ หากเราทำลายมันตอนนี้ พลังสะท้อนกลับจะทำให้วิญญาณของคนทั้งเมืองแตกสลายไปตลอดกาล" ดวงตาสีดำของหลี่เฟยคมกริบดั่งประกายไฟที่จุดขึ้นในความมืด เขายกมือขึ้นวาดอักขระกลางอากาศด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ ลายเส้นสีทองอร่ามสว่างวาบตัดกับความมืดมิดของไอมาร เสียงตบเท้าก้องกังวานจากใต้ดินดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเงาร่างมหึมาของทหารโบราณนับพันที่ค่อยๆ ก้าวทะลวงขึ้นมาจากพื้นดิน ร่างของพวกมันผุกร่อนแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัว ดวงตากลวงโบกโบยด้วยเปลวไฟสีเขียวมรกต หลี่เฟยหันไปสบตากับหญิงสาวข้างกาย ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "เตรียมตัวให้ดี... วันนี้ เราจะมาสับเปลี่ยนชะตากรรมของฟ้าดินกันสักตั้ง" ทว่า ในวินาทีที่หลี่เฟยกำลังจะสะบัดมือส่งค่ายกลสะกดมารพุ่งเข้าใส่จุดตายของค่ายกลใหญ่ ท้องนภเบื้องบนกลับฉีกขาดออกเป็นทางยาว เสียงหัวเราะอันแหบพร่าและเยือกเย็นจนบาดแก้วหู ก็ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติที่อยู่เหนือขึ้นไป— *ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นการพบกันที่น่าสนุกเสียจริง หลี่เฟย... เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำลายแผนการของข้าอย่างนั้นหรือ?* ร่างของเงาดำทมิฬร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ รัศมีพลังกดดันระดับเซียนขั้นมหาวัตรแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว และเมื่อเงานั้นปรากฏโฉมหน้าภายใต้แสงจันทร์สีเลือด เซียนอวิ๋นซีถึงกับหน้าถอดสีโดยพลัน ...เพราะบุรุษที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิตินั้น คือคนที่ควรจะตายไปเมื่อสามร้อยปีก่อน! --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและบททดสอบแห่งวิถีกระบี่นี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ **- หมึกทองคำข้ามภพ -**
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%