ความเงียบงัน ณ เบื้องหน้าเขตแดนรอยแยกมิติ ราวกับถูกแช่แข็งด้วยจิตสังหารที่ไร้รูป ร่างของบุรุษลึกลับผู้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดเบื้องหน้านั้น มิได้แผ่กลิ่นอายปราณอันใดออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับทำให้ลมหายใจของสรรพสิ่งรอบกายสะดุดกึก ราวกับกฎเกณฑ์ฟ้าดินกำลังถูกบิดเบือน ณ จุดที่เขายืนอยู่
หลี่เฟยหรี่ตาลงจนเหลือเพียงเส้นด้าย ปลายนิ้วเรียวยาวที่สะบัดเขียนอักขระกลางอากาศเมื่อครู่ ชะงักค้างไว้ชั่วลมหายใจ ความทะนงตนในวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของเขาไม่เคยหวั่นเกรงต่อยอดฝีมือผู้ใดในยุทธภพ แต่การเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่ไร้ก้นบึ้งเช่นนี้ เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขารู้สึกถึง "ความตาย" ที่ทาบทับอยู่บนเงาของตนเอง
"เจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกปราณ... แต่เป็นผู้กลืนกินมิติสินะ" หลี่เฟยเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมเฉือนเฉือนทุกย่างก้าวของศัตรู
เงาร่างนั้นแย้มยิ้ม รอยยิ้มที่ปราศจากความรู้สึกราวกับซากศพ "หลี่เฟย... เจ้าคิดว่าวิถีกระบี่ของเจ้าเหนือล้ำฟ้าดินแล้วกระนั้นหรือ? สิ่งที่เจ้าเรียกว่ากระบี่ไร้ลักษณ์ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวธุลีที่ร่วงหล่นมาจากรอยแยกนี้เท่านั้น"
ฉับพลัน พื้นที่รอบตัวพลันบิดเบี้ยว รอยแยกมิติขยายวงกว้างออกราวกับอสูรกายอ้าปากคำราม แรงดูดมหาศาลฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงแหลมหวีดหู ความกดดันระดับที่สามารถบดขยี้ร่างของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณให้แหลกเป็นจุลโถมเข้าใส่หลี่เฟยในชั่วพริบตา!
ทว่า ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ประกายแสงสีฟ้าครามดั่งน้ำแข็งพันปีก็สพลันวาบผ่านหน้าผากของเขา เงาร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรยปรายก็ก้าวเข้ามาขวางเบื้องหน้า รัศมีไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง แช่แข็งความปั่นป่วนของมิติให้หยุดชะงักลงได้ในคราเดียว!
เซียนอวิ๋นซี!
นางมิได้กล่าวสิ่งใด ใบหน้างดงามล่มเมืองที่มักจะเย็นชาดั่งเหมันต์บัดนี้กลับเคร่งเครียดถึงขีดสุด ดวงตาคู่คมดั่งหงส์ทอประกายเด็ดเดี่ยว นางสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง กระบี่น้ำแข็งบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นในมือ พลังปราณเหมันต์สายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นค่ายกลดอกบัวเหมันต์เก้ากลีบ หมุนวนต้านทานแรงดึงดูดของรอยแยกมิติไว้อย่างดุเดือด
"อวิ๋นซี..." หลี่เฟยพึมพำ ดวงตาที่มักจะเยือกเย็นและเต็มไปด้วยความมั่นใจ กลับไหววูบเป็นครั้งแรก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางช่วยชีวิตเขา แต่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็น "ความห่วงใย" ที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชาอย่างชัดเจน นางยอมใช้พลังปราณต้นกำเนิดแห่งหุบเขาเหมันต์ ซึ่งหากเสียหายแม้แต่น้อยอาจทำให้ลมปราณตีกลับและทำลายเส้นชีพจรเซียนของนางได้ เพื่อปกป้องเขาจากภัยคุกคามที่ไม่รู้ที่มานี้
"อย่าพูดมาก..." เสียงหวานใสที่มักจะเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง บัดนี้กลับสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยคำ "เจ้ามั่นใจในวิถีกระบี่ของเจ้าเกินไป... หลี่เฟย เจ้ามิได้ตัวคนเดียวในยุทธภพนี้"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตน ตลอดชีวิตที่ผ่านมา หลี่เฟยเชื่อมั่นเพียงปลายกระบี่ในมือและการคำนวณด้วยค่ายกลอักขระ เขาเดินอยู่บนเส้นทางที่โดดเดี่ยว ทะนงตนว่าไร้พ่ายและไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด ทว่าในยามนี้ เมื่อเขาได้มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่ที่สะท้อนเงาของเขา เขากลับพบว่า... หัวใจที่ด้านชาของเซียนสาวผู้นี้ ได้มอบความอบอุ่นทั้งหมดที่มีให้แก่เขาเพียงผู้เดียวไปเสียแล้ว
"ข้าเข้าใจแล้ว..." หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาที่เคยฉลาดเป็นกรดเปลี่ยนเป็นประกายคมกล้าดั่งพญาอินทรี ทว่ารอยยิ้มมุมปากกลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาด "หากเจ้าเอ่ยปากเตือน ข้าก็ย่อมไม่ดื้อดึงเช่นกัน... วันนี้ ให้พวกเราแสดงให้รอยแยกบ้าคลั่งนี่เห็นว่า วิถีกระบี่กับไอเหมันต์ เมื่อหลอมรวมกันแล้ว จะสามารถสะั่นสะเทือนฟ้าดินได้เช่นไร"
สิ้นเสียงของหลี่เฟย มือขวาของเขาก็ตวัดขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย อักขระทองคำนับพันตัวถูกเขียนขึ้นด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ เกิดเป็น "ค่ายกลดาราไร้ลักษณ์" ล้อมรอบตัวพวกเขาไว้ อานุภาพของค่ายกลนี้มิได้ใช้โจมตีโดยตรง แต่เป็นการจัดระเบียบกฎเกณฑ์ของพื้นที่รอบตัวใหม่ บีบอัดแรงดันมิติให้แคบลงและมั่นคงขึ้น
เซียนอวิ๋นซีหันมามองเขาแวบหนึ่ง แววตาที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งมาตลอดชีวิต บัดนี้กลับละลายกลายเป็นความอ่อนโยนล้ำลึก นางพยักหน้ารับอย่างรู้ใจ กระบี่ในมือเปล่งประกายแสงสีครามเจิดจ้า หลอมรวมเข้ากับค่ายกลอักขระของหลี่เฟยอย่างไร้รอยต่อ ปราณกระบี่และไอเหมันต์ผสานกันเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็น "กระบี่เหมันต์ไร้ลักษณ์" ที่ทรงพลังจนแม้แต่มิติก็ยังส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว!
"ไป!"
ทั้งสองประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง พลังสองสายพุ่งทะยานเข้าปะทะกับเงาร่างลึกลับที่หลอมรวมกับรอยแยกมิติอย่างดุเดือด แสงสว่างเจิดจ้าจนกลบรัศมีของดวงจันทร์บนท้องฟ้า เสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหุบเขา แรงสะท้อนจากการปะทะทำให้เศษหินและฝุ่นผงปลิวว่อน ทว่าตรงกลางวงล้อมนั้น มือของหลี่เฟยและเซียนอวิ๋นซีกลับกุมประสานกันไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกที่มากกว่าศิษย์กับอาจารย์ หรือแม้แต่สหายร่วมเป็นร่วมตาย ได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันและมั่น
ทว่า ในวินาทีที่ค่ายกลกำลังจะบดขยี้เงาร่างลึกลับให้สลายหายไปนั้นเอง... แสงสีดำสนิทสายหนึ่งก็พุ่งสวนออกมาจากรอยแยกมิติที่กำลังจะปิดลง พุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของเซียนอวิ๋นซีอย่างกะทันหันไร้สัญญาณเตือน!
หลี่เฟยเบิกตากว้าง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความรู้สึกที่เอ่อล้นในอกผลักดันให้เขาพุ่งเข้าโอบกอดร่างของนางไว้แนบอก พร้อมกับหมุนตัวเอาแผ่นหลังของตนเองรับการโจมตีนั้นแทน!
*ตูม!*
ร่างของหลี่เฟยกระเด็นถอยหลังไปหลายจังหวะ กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต หยดเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นลงบนอาภรณ์สีขาวของเซียนอวิ๋นซีราวกับดอกเหมันต์ต้องสาป ดวงตาดอกหงส์ของนางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนเจ็บปวดเป็นครั้งแรกในชีวิต
และก่อนที่สติของหลี่เฟยจะดับวูบลงในอ้อมกอดของนาง เสียงกระซิบเย็นเยียบจากเงาร่างในความมืดก็ดังขึ้นก้องกังวานในห้วงสำนึก...
"พันธสัญญาแห่งเลือดและมิติ ได้ถูกเปิดฉากขึ้นแล้ว... หึๆๆ เจ้าหนู เจ้าคิดว่าหนีพ้นเงื้อมมือของ 'ผู้นำตระกูลหลง' ผู้ร่วงหล่นคนนี้พ้นจริงๆ หรือ?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 25
พันธสัญญาใจ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!