กลีบดอกเหมันต์ร่วงหล่นลงบนผืนปฐพี ดั่งความทรงจำที่แตกร้าวและไม่วันประกอบกลับคืนได้ดังเดิม
"เจ้ายังคงยึดมั่นในวิถีที่ไร้ปลายทางนี้... มีสิ่งใดคุ้มค่ากับการต้องสูญเสียทุกสิ่งแม้กระทั่งตัวตนของตนเองกันเล่า, หลี่เฟย"
เสียงนั้นก้องกังวานมาจากห้วงลึกที่ไร้ก้นบึ้งของกาลเวลา มันไม่ใช่เสียงที่ดังสะท้อนก้องกังวานด้วยโทสะ แต่กลับเจือไปด้วยความเวทนาและรaอแหลมแห่งความเจ็บปวดอันยาวนานนับพันปี ในมิติแห่งจิตสำนึกที่เชื่อมร้อยวิญญาณทั้งสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน ณ ขณะนี้ หลี่เฟยยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดอันเวิ้งว้างเบื้องหน้ามีเพียงกระจกบานมหึมาที่สะท้อนภาพอดีตอันเลือนราง ภาพที่เขามิเคยล่วงรู้ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงเศษเสี้ยวภาพลวงตาแห่งสวรรค์ที่จงใจหยิบยื่นมาเพื่อทดสอบจิตใจของยอดฝีมือ
เซียนอวิ๋นซี ในยามนี้มิได้มีท่าทีเยือกเย็นดั่งเช่นเทพเซียนผู้สูงส่งบนยอดเขาเหมันต์อีกต่อไป นางทรุดกายลงคุกเข่าท่ามกลางละอองแสงสีครามที่กำลังแตกสลาย หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาจนเกิดเสียงก้องกังวานราวกับเสียงระฆังแห่งความโศกเศร้า สายตาของนางที่มองตรงมายังหลี่เฟยเต็มไปด้วยความร้าวรานและความอาลัยอาวรณ์ที่ยากจะหาคำใดมาบรรยาย
หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว มือขวาที่มักจะไขว่ไว้เบื้องหลังหลวม ๆ กำชับเข้าหากันจนข้อต่อกระดูกลั่นเปรี๊ยะ ร่างกายของเขาอาบย้อมไปด้วยร่องรอยการต่อสู้จากห้วงมิติที่ผ่านมา แต่วิญญาณและจิตใจยังคงมั่นคงดั่งหินผา
"ข้าไม่เคยสนใจว่าหนทางเบื้องหน้าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบหรือขวากหนาม" หลี่เฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทำให้ห้วงอากาศรอบด้านสั่นสะเทือน "หากวิถีกระบี่ของข้าจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความทรงจำและตัวตน... ข้าก็พร้อมจะใช้กระบี่ในมือนี้ ฟันฝ่าอดีตและอนาคตทั้งหมดให้พังทลายลงด้วยมือของข้าเอง!"
สิ้นคำพูดนั้น ภาพนิมิตเบื้องหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงราวกับพายุหมุน
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีทองคำขาวผ่าลงมาจากฟากฟ้าที่ไร้ดวงดาว ทัศนียภาพรอบกายเปลี่ยนจากความมืดมิดกลายเป็นสนามรบโบราณนับหมื่นปีที่นองเลือด ซากศพของเซียนและอสูรบรรพกาลนอนเกลื่อนกลาด ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งโลหิต ในห้วงเวลานั้น หลี่เฟยในอดีตชาติ—ผู้มีดวงตาดุดั่งคมกระบี่และรอยยิ้มเย้ยหยันกฎสวรรค์—กำลังยืนหยัดอยู่กลางวงล้อมของยอดเซียนนับร้อยผู้ทรงอิทธิฤทธิ์
ในมือของเขาหาใช่กระบี่ธรรมดาไม่ หากแต่เป็นกระบี่ไร้ลักษณ์ที่หลอมรวมจากเจตจำนงแห่งฟ้าดินและจิตวิญญาณอันหาญกล้า
และในห้วงเวลานั้นเอง ร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกแย้มก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า นางคือเซียนอวิ๋นซีในชาติภพก่อน ร่างกายของนางชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีชาด ดวงตาที่เคยเย็นชาคู่นั้นกลับสั่นระริกขณะที่นางใช้กระบี่ในมือของตนเองปกป้องเบื้องหลังของหลี่เฟยจากเงื้อมมือของเทพยดาผู้ลงทัณฑ์
"ทำไม... เจ้าถึงต้องดึงดันที่จะฝืนลิขิตสวรรค์ด้วยเล่า หลี่เฟย?" เสียงของนางในอดีตชาติสั่นเครือ หยดเลือดผสมกับหยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้มเนียน "หากเจ้าหยุดตอนนี้ พวกเรา... พวกเราอาจจะยังมีโอกาสได้พบกันใหม่อีกคราในวัฏสงสาร"
"อวิ๋นซี..." หลี่เฟยในอดีตชาติเอื้อมมือออกไปสัมผัสใบหน้าของนางอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของเขามีทั้งความเศร้าสร้อยและความเด็ดเดี่ยว "สวรรค์กำหนดให้เราต้องพรากจากกัน แต่ข้า... ผู้ใช้วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์คนนี้ ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา หากฟ้าดินไม่อมوَตย์ ข้าก็จะผ่าฟ้าดินให้เป็นจุล หากวัฏสงสารพรากเจ้าไปจากข้า ข้าก็จะสับ1วัฏสงสารนั้นให้แตกสลายเป็นผุยผง!"
คำประกาศกร้าวในอดีตชาติสะท้อนก้องกังวานอยู่ในจิตสำนึกของหลี่เฟยในปัจจุบัน ราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนหัวใจของเขาอย่างแรง ภาพเหตุการณ์ในอดีตค่อย ๆไหลทะลักเข้ามาในหัวสมองของเขาดั่งเขื่อนแตก ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ความแค้นเคืองต่อกฎเกณฑ์อันอยุติธรรมของฟ้าดิน และความรักลึกซึ้งที่ไม่อาจลบเลือนด้วยกาลเวลา ทั้งหมดหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว
เซียนอวิ๋นซีในปัจจุบันที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าสะดุ้งเฮือก ร่างกายของนางสั่นเทาอย่างรุนแรงเมื่อความทรงจำเดียวกันไหลย้อนกลับคืนสู่นาง นางเงยหน้าขึ้นสบตาบหลี่เฟย ดวงตาที่เคยว่างเปล่าและเย็นชาบัดนี้กลับเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่สะท้อนประกายแสงแห่งความทรงจำอันเจ็บปวดและงดงาม
"เจ้า... จำได้แล้วอย่างนั้นหรือ?" เสียงของนางแผ่วเบาราวกับสายลมที่กำลังจะเลือนหาย
"ความฝันที่เลือนหาย บัดนี้ได้ตื่นขึ้นแล้ว" หลี่เฟยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลอย่างยิ่ง ผิดไปจากวิสัยของจอมยุทธ์ผู้หยิ่งทระงกทั่วไป เขาก้าวเข้าไปใกล้ร่างของนาง ชุกเข่าลงข้างหนึ่ง และยื่นมือออกไปประคองใบหน้าอันงดงามที่เปื้อนหยาดน้ำตาของนางขึ้นมาอย่างทะนุถนอม "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปกี่ภพกี่ชาติ หรือความทรงจำจะถูกลบเลือนไปอย่างไร วิถีกระบี่ของข้าก็จะยังคงนำพาข้ากลับมาหาเจ้าเสมอ"
ทว่า ในขณะที่ปลายนิ้วของหลี่เฟยกำลังจะสัมผัสโดนแก้มของนาง ท้องฟ้าจำลองในห้วงมิติแห่งจิตสำนึกก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นเบื้องบน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระดับมหาเทพกดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของทั้งสองส่งเสียงลั่น
เงาร่างมหึมาสีทองอร่ามปรากฏขึ้นจากรอยแยกนั้น ดวงตาสีชาดจ้องมองลงมาด้วยความเย้ยหยันและรังเกียจ
"บังอาจนัก มดปลวกผู้ต่ำต้อย กล้าดียังไงถึงรื้อฟื้นอดีตที่ถูกลบ Lบเลือนโดยกฎแห่งสวรรค์!" เสียงนั้นดังก้องจนวิญญาณเกือบแตกดับ
หลี่เฟยหรี่ตาลง รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปาก เขาไม่ได้ถอยหนีแม้แต่น้อย กลับค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือขวายกขึ้นวาดผ่านอากาศเบื้องหน้าอย่างไร้ร่องรอย อักขระโบราณนับพันตัวเปล่งแสงเจิดจ้าปรากฏขึ้นเรียงรายรอบตัวเขาราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
"กฎแห่งสวรรค์งั้นหรือ?" หลี่เฟยหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทระงกทรงพลังดังก้องกังวานท้าทายเบื้องบน "ในเมื่อสวรรค์ไร้ความเมตตา วันนี้ข้า... หลี่เฟย จะใช้กระบี่ไร้ลักษณ์นี้แหละ เป็นผู้เขียนกฎบทใหม่ด้วยมือของข้าเอง!"
ทันทีที่เขากล่าวจบ กระบี่ไร้ลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ภายในจิตวิญญาณก็พลันสั่นสะท้อน เสียงกระบี่แผดคำรามดังกึกก้องไปทั่วห้วงมิติ ปลายกระบี่ชี้ตรงขึ้นสู่เบื้องบนพร้อมที่จะพุ่งทะยานออกไปจากฝักเพื่อท้าทายอำนาจสวรรค์ ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเอง มือเรียวบางของเซียนอวิ๋นซีก็เอื้อมมาคว้าชายเสื้อของเขาไว้แน่น นางไม่ได้ห้ามปรามเขาอีกต่อไป แต่ในแววตากลับมีความเด็ดเดี่ยวและรอยยิ้มบางเบาที่งดงามที่สุดในรอบพันปีปรากฏขึ้น นางลุกขึ้นยืนเคียงข้างเขา ปลดปล่อยพลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์ผสานเข้ากับอักขระค่ายกลของหลี่เฟยจนเกิดเป็นแสงสว่างเจิดจ้าที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง
-- ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอักขระและกระบี่ไปกับผมในตอนนี้ด้วยนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 29
ความฝันที่เลือนหาย
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!