“เจ้าคิดว่าความเย็นชาของข้า... ป้องกันคมกระบี่ของเจ้าได้จริงหรือ?”
เสียงของเซียนอวิ๋นซีราบเรียบดั่งธารน้ำแข็งที่ไม่เคยสั่นไหว ทว่าในยามที่นางเอ่ยประโยคนี้ แววตาของนางกลับหลบเร้นความประหม่าที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจ หลี่เฟยไม่ได้ขยับกายไปไหน เขายังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวในศาลาไม้กลางทะเลสาบมรกต กลิ่นอายของยันต์อักขระที่เขาสลักทิ้งไว้รอบบริเวณยังคงเปล่งประกายสีครามจางๆ ราวกับดวงดาราที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นดิน
หลี่เฟยคลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความยโสโอหัง หากแต่เป็นรอยยิ้มของผู้ที่มองเห็นสัจธรรมแห่งจิตใจ เขาไม่ได้ตอบคำถามด้วยวาจา กลับค่อยๆ ยกมือขึ้น จรดปลายนิ้วลงบนอากาศที่ว่างเปล่า
“ข้ามิได้ใช้กระบี่เพื่อทำลายกำแพงน้ำแข็งของเจ้าหรอกนะ อวิ๋นซี”
เสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าทรงพลังดั่งเสียงกังสดาล อักขระสีทองเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นจากปลายนิ้วของเขา มันพลิ้วไหวราวกับสายน้ำก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลีบดอกเหมยร่วงหล่นลงบนไหล่ของหญิงสาวผู้สง่างาม อักขระนั้นไม่ได้มีเจตนาทำลายล้าง หากแต่เป็น ‘ค่ายกลอุ่นไอพิทักษ์’ ที่เขาสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านไอปราณที่ละเอียดอ่อนที่สุด
เซียนอวิ๋นซีสะดุ้งเล็กน้อย นางพยายามจะยกกระบี่ขึ้นตั้งรับด้วยสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อความอบอุ่นนั้นสัมผัสผิวกาย ความเย็นเยียบที่เกาะกินหัวใจมานานนับร้อยปีกลับเริ่มละลายลงอย่างช้าๆ นางชะงักค้าง ปลายกระบี่ที่เคยแหลมคมดุจน้ำค้างแข็งกลับตกลงข้างกายอย่างว่างเปล่า
“เหตุใด... เจ้าจึงทำเช่นนี้” นางพึมพำ น้ำเสียงที่เคยเย็นชาดุจแผ่นน้ำแข็งเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย
“เพราะในยุทธภพนี้ ข้าเห็นคนนับหมื่นใช้วิชาเซียนเพื่อช่วงชิงอำนาจ แต่มีเพียงเจ้าที่ใช้วิชาเซียนเพื่อแบกรับความเหงาเพียงลำพัง” หลี่เฟยขยับเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ดั่งหิมะแรกแย้มจากกายของนาง “วิถีกระบี่ของข้าไร้ลักษณ์ เพราะข้าเลือกที่จะไม่ยึดติดกับคมอาวุธ แต่ใจของข้า... กลับยึดติดกับสิ่งที่ไม่มีลักษณ์ยิ่งกว่า ซึ่งก็คือความรู้สึกของเจ้าในยามนี้”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ บรรยากาศยามค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงัดกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่อบอวลไปด้วยความหวานล้ำและขมปร่า อวิ๋นซีเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ที่ไม่เคยเกรงกลัวต่อทัณฑ์สวรรค์ สายตาของเขาไม่ได้มีความปรารถนาในเชิงชู้สาวที่ดิบเถื่อน หากแต่เป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่นางไม่เคยได้รับจากใคร
มือของนางที่กำด้ามกระบี่ค่อยๆ คลายออก หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะแห่งลมหายใจเย็นเฉียบ เริ่มกระตุกวูบด้วยจังหวะที่ไม่คุ้นเคย
“เจ้าเป็นบุรุษที่อันตรายยิ่งนัก หลี่เฟย” นางกล่าวพลางเมินหน้าหนี แสงจันทร์ตกกระทบลงบนใบหน้าด้านข้างที่งดงามราวกับงานศิลป์ชั้นเลิศ “เจ้าใช้ค่ายกลล้อมกรอบหัวใจข้า โดยที่ข้ายังไม่ทันได้ชักกระบี่ออกมาเสียด้วยซ้ำ”
“หากหัวใจเจ้าไม่เปิดรับ ค่ายกลใดในโลกก็ไม่อาจกักขังเจ้าได้หรอก” หลี่เฟยกล่าวพลางยื่นมือไปประคองแก้มของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เขามอบให้นั้นอบอุ่นและให้เกียรติจนเซียนอวิ๋นซีไม่อาจขัดขืน นางปล่อยให้ความเย็นชาที่สร้างเกราะป้องกันมาตลอดชีวิตพังทลายลงในค่ำคืนนี้
ทันใดนั้นเอง!
บรรยากาศรอบศาลากลับแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ลมพายุที่ไร้ที่มาโหมกระหน่ำจนม่านมืดสั่นสะเทือน รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่เฟยหายไปสิ้น ดวงตาของเขากลายเป็นคมกริบดุจยอดกระบี่ อวิ๋นซีรีบคว้าข้อมือเขาไว้พร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก
“เจ้าสัมผัสได้หรือไม่...” นางกระซิบ “มันไม่ใช่พลังของมนุษย์ หรือแม้แต่พลังของเซียน...”
เสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากเบื้องล่างของทะเลสาบมรกต ผิวน้ำที่เคยราบเรียบเริ่มปริแตกออกราวกับกระจกที่ถูกทุบด้วยค้อนเหล็ก เงาร่างหนึ่งที่เลือนรางยิ่งกว่าหมอกควันค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจากความว่างเปล่า มันคือบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทที่ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากยักษ์ แต่สิ่งที่ทำให้หลี่เฟยต้องชะงักคือ ‘ตราประทับ’ ที่อยู่บนหน้ากากนั้น
มันคือตราประทับของ ‘สำนักกระบี่บรรพกาล’ ที่ล่มสลายไปเมื่อหมื่นปีก่อน
“ดูเหมือนว่าคำพูดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยในวันนี้ จะต้องถูกกลบด้วยกลิ่นคาวเลือดเสียแล้ว...” หลี่เฟยพึมพำ ก่อนจะสะบัดมือเพียงครั้งเดียว อักขระสีทองนับพันตัวก็พุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน ก่อตัวเป็นกำแพงยันต์ด่านสุดท้ายเพื่อปกป้องนางไว้ข้างหลัง
เงาร่างปริศนาหยุดลงตรงหน้าศาลา ก่อนจะค่อยๆ ชักกระบี่ที่สนิมเกรอะกรังออกมาจากฝัก เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วป่าดงพงไพร แสงสีเลือดสาดซัดออกมาจากตัวกระบี่จนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีช้ำเลือดในชั่วพริบตา
“หลี่เฟย... เจ้าคิดว่าค่ายกลของเจ้าจะรอดพ้นจาก ‘กระบี่ล้างวิญญาณ’ ได้งั้นหรือ?”
เสียงที่แหบพร่าดุจเสียงคนตายทำให้หัวใจของอวิ๋นซีเต้นระรัว หลี่เฟยไม่ได้ตอบโต้ หากแต่เขาดึงกระบี่ที่ไร้คมออกจากเอว แล้ววาดวงกลมกลางอากาศด้วยปลายกระบี่นั้น
ทันใดนั้น พื้นดินทั้งหมดใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของค่ายกลอักขระโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้ศาลาแห่งนี้มานานนับพันปี... และมันกำลังจะถูกกระตุ้นให้ทำงานด้วยเลือดของเขาเอง!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่ในค่ำคืนนี้กับผมนะครับ หมึกทองคำข้ามภพขอสัญญาว่าจะนำพาเรื่องราวที่เข้มข้นยิ่งกว่านี้มาฝากในตอนถัดไปครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 9
คำพูดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!