"ต่อให้เจ้าทุ่มเทหยดเลือดเซียนลงไปอีกกหยด ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นความตายอยู่ดี... แม่นางอวิ๋นซี"
สุ้มเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความทะนงตนดังขึ้น ท่ามกลางความกดดันมหาศาลจากค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์ขั้นบรรพกาล อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก คมดาบปราณนับพันเล่มลอยเคว้งคว้างอยู่กลางห้วงอากาศ พร้อมจะพุ่งเข้าฉีกร่างของคนทั้งสองให้แหลกเป็นจุลได้ทุกเมื่อ
เซียนอวิ๋นซีขบกริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด สีหน้าของนางซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าอันงดงามล่มเมือง ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงและรอยขาดจากอานุภาพของค่ายกล นางพยายามโคจรพลังปราณเหมันต์นิรันดร์เพื่อต้านทานแรงกดดัน แต่ยิ่งดิ้นรน ค่ายกลกลับยิ่งดูดซับพลังและสะท้อนกลับมาทวีคูณ นางรู้ดีว่าตนเองมาถึงทางตันแล้ว แทบไม่มีหนทางรอด
ทว่า หลี่เฟย กลับยืนอยู่เบื้องหน้านางอย่างผ่อนคลาย ร่างกายของเขาไม่ได้ปลดปล่อยพลังปราณอลังการใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแสงสว่างเจิดจ้า ไม่มีเสียงคำรามสะท้านฟ้าดิน มีเพียงปลายนิ้วเรียวยาวที่กำลังวาดลวดลายอักขระลงไปในอากาศว่างเปล่าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเขาเคลื่อนผ่าน มิติรอบตัวกลับส่งเสียงคำรามราวกับฟ้าผ่า เป็นร่องรอยของกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่ถูกบิดเบือนด้วยสติปัญญาอันล้ำลึก
"เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่?" อวิ๋นซีเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางแม้จะยังคงความเยชาและห่างเหินตามนิสัยเดิม แต่กลับเจือไปด้วยความสั่นพร่าที่นางเองก็ไม่อาจควบคุมได้ "นี่คือค่ายกลสังหารระดับโบราณที่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาล แม้แต่ยอดฝูงชนในขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ยังต้องดับสูญที่นี่ การที่เจ้าเอาแต่วาดภาพเล่นไร้สาระกลางอากาศ หาใช่การแก้ค่ายกลไม่... มันคือการรนหาที่ตาย!"
หลี่เฟยไม่หันกลับไปมอง นางยังคงจดจ่ออยู่กับการตวัดปลายนิ้วขีดเขียนอักขระตัวสุดท้าย เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย เสียงหัวเราะในลำคอเบาหวิวแต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด
"คนโง่เง่ามักคิดว่าพลังที่ยิ่งใหญ่คือคำตอบของทุกสิ่ง..." หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ "พวกเขารู้จักแต่การใช้กำลังทำลาย ทำลาย และทำลาย จนลืมไปว่า... ทุกค่ายกล ทุกกระบวนท่า และทุกกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน ล้วนมีจุดบกพร่องที่ซ่อนอยู่เสมอ เหมือนกับจิตใจของมนุษย์... ยิ่งเยือกเย็นและปิดตายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปราะบางต่อความอบอุ่นเพียงน้อยนิดเท่านั้น"
สิ้นคำกล่าวของเขา อักขระตัวสุดท้ายก็ถูกเขียนเสร็จสิ้น มันส่องประกายแสงสีทองอร่ามตัดกับความมืดมิดของหุบเขาโบราณ
*เปรี้ยง!*
เสาแสงสีทองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง คมดาบปราณนับพันเล่มที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศหยุดชะงักลงทันที ราวกับกาลเวลาถูกหยุดนิ่ง เสียงคำรามของค่ายกลที่เคยเกรี้ยวกราดค่อยๆ เงียบสงบลง แปรเปลี่ยนเป็นเสียงแตกร้าวราวกระจกที่ถูกทุบจนแหลกละเอียด
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
ดาบปราณทั้งหมดร่วงหล่นลงสู่พื้นดินกลายเป็นเพียงไอหมอกสีขาวและสลายหายไปในพริบตา ค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์ที่คร่าชีวิตผู้ฝึกตนมานักต่อนัก บัดนี้ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์แบบด้วยปลายนิ้วเดียวของบุรุษผู้ไม่เคยฝึกปราณ!
อวิ๋นซีเบิกตากว้าง ร่างกายของนางแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ภาพตรงหน้าทำลายความเชื่อมั่นและทัศนคติที่นางยึดถือมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียร นางเติบโตมาในสำนักใหญ่ ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะผู้ใช้วิชากระบี่เหมันต์ไร้พ่าย ผู้คนต่างก้มหัวให้แก่พลังอำนาจและความเย็นชาของนาง แต่วันนี้... บุรุษผู้มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และท่าทีสบายๆ กลับสอนให้นางได้ประจักษ์ว่า สติปัญญาและความเข้าใจในแกแท้ของฟ้าดิน สามารถก้าวข้ามกำแพงพลังที่มนุษย์ธรรมดาคิดว่าไม่มีวันเอื้อมถึงได้อย่างง่ายดายเพียงใด
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านซากปรักหักพังของค่ายกล
หลี่เฟยค่อยๆ ลดมือกลง เขาสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคู่นคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าใสราวน้ำแข็งของนาง แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความเย่อหยิ่งหรือดูแคลน มีเพียงความลึกซึ้งที่ชวนให้คนหลงใหล
"บางครั้ง..." หลี่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ละมุนละไมราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ "การยอมเปิดใจให้ใครสักคนเข้ามาเดินเคียงข้าง อาจไม่ใช่ความอ่อนแอ... แต่มันคือการเริ่มต้นก้าวสู่ขอบเขตที่แท้จริงต่างหาก แม่นางอวิ๋นซี"
หัวใจของเซียนอวิ๋นซีสะท้านเฮือก ความเย็นชาที่นางใช้ห่อหุ้มปกป้องตนเองมานานนับร้อยปี คล้ายกับเริ่มร้าวรานและละลายลงทีละน้อยภายใต้คำพูดและการกระทำที่คาดเดาไม่ได้ของชายผู้นี้ นางเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างหาได้ยากยิ่ง ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังตีวนอยู่ในอก สร้างความปั่นป่วนจนนางแทบไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ พยายามดึงความเยือกเย็นกลับคืนมา แต่มือเรียวที่กำด้ามกระบี่ประจำกายกลับสั่นน้อยๆ โดยที่นางไม่อาจควบคุมได้
ทว่า... ก่อนที่บรรยากาศอันลึกซึ้งระหว่างคนทั้งสองจะได้ก่อตัวไปมากกว่านั้น
*ฟิ้ววว—ตู้มมม!*
ประกายแสงสีเลือดพุ่งแหวกอากาศมาจากความมืดมิดเบื้องล่างของหุบเขา รวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ พุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของหลี่เฟยโดยไม่มีสัญญาณเตือน!
อวิ๋นซีหน้าถอดสี สัญชาตญาณความเป็นยอดเซียนของนางทำงานในเสี้ยววินาที นางไม่ทันคิดถึงความปลอดภัยของตนเอง ร่างเพรียวบางพุ่งทะยานเข้าไปขวางหน้าหลี่เฟยพร้อมกับตวัดกระบี่เหมันต์สร้างโล่คริสตัลน้ำแข็งขึ้นมารับการโจมตีนั้นทันที!
*เปรี้ยงงง!*
แรงปะทะมหาศาลทำให้ร่างของอวิ๋นซีกระเด็นถอยหลังมาชนเข้ากับอ้อมอกของหลี่เฟย เลือดสีสดพ่นออกมาจากปากของนางหยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนกลายเป็นจุดด่างพร่าสีแดงฉาน
หลี่เฟยคว้าเอวบางของนางไว้เพื่อพยุงไม่ให้ล้มลง ดวงตาคู่นคมที่เคยผ่อนคลาย บัดนี้กลับหรี่แคบลงอย่างอันตราย รังสีสังหารเย็นเยียบพวยพุ่งออกจากร่างของเขาเป็นครั้งแรก
ในความมืดที่ลึกที่สุดของหุบเขา เสียงหัวเราะแหบพร่าและน่าสะพรึงกลัวก็ดังสะท้อนก้องกังวานขึ้น พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด ดวงตาสองข้างเปล่งประกายสีแดงฉานราวนรกภูมิ
"ฮี่ๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ยอดเซียนผู้เย็นชาแห่งหุบเขาเหมันต์ ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องมดปลวกผู้หนึ่ง..." เงาร่างนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ดูท่า... ความลับเรื่องค่ายกลบรรพกาลคงจะตกอยู่ในมือของพวกเจ้าแล้วสินะ? เช่นนั้นวันนี้... ทั้งชีวิตและวิชาความรู้ของพวกเจ้า จงทิ้งไว้ที่นี่เสียเถอะ!"
หลี่เฟยปะทะสายตากับเงาร่างปริศนา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาอีกครั้ง แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนแห่งวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 8
กับดักกลลวงสวรรค์
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!