วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 10

มรสุมที่กำลังก่อตัว

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โลหิตหยดนั้นร่วงเผาะลงบนพื้นหินศิลาสีชาด ราวกับเสียงค้อนเหล็กที่ทุบลงบนทั่งตีเหล็กแห่งโชคชะตา พื้นศาลาโบราณสั่นสะเทือนครางต่ำ อักขระสีทองนับหมื่นตัวที่ฝังรากลึกอยู่ใต้พื้นดินมานับพันปีพลันเรืองแสงเจิดจ้าขึ้นทีละตัว ดั่งฝูงหิ่งหในยามราตรีที่ตื่นจากการหลับใหล "ระวัง!" เสียงของเซียนอวิ๋นซีดังขึ้นราวกับกระบี่น้ำแข็งที่กระทบกัน นางสะบัดแขนเสื้อกว้าง คลื่นความเย็นยะเยือกแผ่พุ่งออกไปเป็นรูปวงกลมเพื่อตรึงแผ่นศิลาที่กำลังแยกตัวออกจากกัน ทว่า ค่ายกลนี้หาใช่กลไกธรรมดา มันคือ "ค่ายกลสะبرโลหิตผูกวิญญาณ" ที่ถูกตั้งเงื่อนไขไว้ด้วยเลือดของผู้มีสายเลือดราชสำนักเซียนโบราณ และบัดนี้ เลือดของหลี่เฟยได้ปลุกมันขึ้นมาสมบูรณ์แล้ว หลี่เฟยไม่แม้แต่จะขยับถอยหลัง ดวงตาคมกริบกวาดมองอักขระที่กำลังหมุนวนรอบกายด้วยความสงบเยือกเย็น ดั่งเซียนหมากรุกผู้มองทะลุกลยุทธ์ของคู่ต่อสู้ทั้งกระดาน "น่าสนใจ..." มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความทะนงตนในวิถีกระบี่และสติปัญญาที่เหนือล้ำ "ใช้เลือดของข้าเป็นกุญแจเปิดประตู แต่อย่าลืมว่า... เจ้าของกุญแจย่อมกำหนดทิศทางของประตูได้เช่นกัน" นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของหลี่เฟยสะบัดวาดลงไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย ทุกคราที่ปลายนิ้วผ่านพ้น ไอ0ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ก็ถูกหลอมรวมเข้ากับอักขระโบราณเหล่านั้นทันที เขามิได้พยายามทำลายค่ายกล แต่เขากำลัง "เขียนทับ" และ "แก้ไข" วิถีการเดินพลังของมันกลางอากาศ! ความเร็วและความแม่นยำระดับนี้ หากยอดฝีมือสำนักเซียนอื่นมาเห็นเข้าคงต้องกระออกเลือดด้วยความตกตะลึง เพราะนี่คือการใช้วิถีกระบี่ฝืนบัญชาสวรรค์โดยแท้ เซียนอวิ๋นซีเหลือบสายตาขึ้นมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้าง หัวใจที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งมานับร้อยปีพลันเกิดระลอกคลื่นไหววูบ นางเห็นความเด็ดเดี่ยวและความมั่นใจที่ฉายชัดอยู่ในดวงูคู่นั้น ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางมหันตภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา นางกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดเมื่อมีเขาอยู่ตรงนี้ "เจ้ากำลังฝืนควบคุมค่ายกลระดับบรรพกาลด้วยตัวคนเดียว... มันกินพลังวิญญาณมากเกินไป หลี่เฟย" น้ำเสียงราบเรียบของนางเจือแววความห่วงใยที่ถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิด "วางใจเถอะอวิ๋นซี" หลี่เฟยปรายตามองนางแวบหนึ่ง รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย "ต่อให้ฟ้าดินจะถล่มลงมาในตอนนี้ ข้าก็ยังมือกุมกระบี่ และมีเจ้าอยู่ข้างกาย... ข้าไม่ยอมให้สิ่งใดมาพรากเราไปหรอคครับ" คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังยิ่งกว่าเคล็ดวิชาใดๆ ในใต้หล้า แก้มเนียนใสของยอดนางเซียนผู้เยือกเย็นขึ้นสีแดงเรื่ออย่างหาได้ยากยิ่ง ทว่ายังไม่ทันที่บรรยากาศอันลึกซึ้งจะก่อตัวสมบูรณ์ เสียงคำรามก้องจากเบื้องล่างก็ดังสนั่นหวั่นไหว! *ตูมมมม!* พื้นศาลาแตกละเอียดเป็นจุล แรงระเบิดพ่นละอองหมอกสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังแสงจันทร์จนมืดมิด กลิ่นอายสังหารอันรุนแรงแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีสือลี้ (หลายกิโลเมตร) เงาร่างนับสิบสายพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกของพื้นดินราวกับภูตผีปีศาจ ทุกร่างสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากทองคำรูปอสูรดุร้าย และที่สำคัญที่สุด... ในมือของพวกมันทุกคนถือป้ายคำสั่งสลักลาย "บันทึกอักขระสวรรค์" ที่กำลังเรืองแสงตอบสนองกับค่ายกลที่หลี่เฟยเพิ่งแก้ไข! "ในที่สุดพวกมันก็โผล่หัวออกมาจนได้..." หลี่เฟยหุบยิ้ม แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก "ศัตรูในเงาที่คอยตามล่าบันทึกอักขระ... พวกเจ้าอดทนรอเวลานี้มานานทีเดียว" ผู้นำเงาทมิฬก้าวออกมาจากกลุ่ม หมอกสีดำรอบตัวมันหมุนวนกลายเป็นพายุขนาดย่อม น้ำเสียงแหบพร่าราวกับเสียงเหล็กเสียดสีกันดังลอดหน้ากาลอสูรออกมา "หลี่เฟย! เด็กน้อยผู้จองหอง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการแก้ไขค่ายกลบรรพกาลจะเป็นเรื่องง่าย? เลือดที่เจ้าหยดลงไปเมื่อครู่ มิได้แค่เปิดค่ายกล...แต่มันคือการส่งมอบ 'พิกัดที่แท้จริง' ของบันทึกอักขระครึ่งเล่มที่อยู่ในตัวเจ้า ให้กับพวกเราต่างหาก!" สิ้นเสียงของมัน ค่ายกลใต้เท้าของหลี่เฟยก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดเข้มข้น อักขระนับหมื่นตัวพุ่งทะยานขึ้นจากพื้น ล็อกข้อเท้าของเขาก and นางเซียนอวิ๋นซีไว้ราวกับโซ่ตรวนเหล็กไหล แรงกดดันระดับมหาอำนาจกดทับลงมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เซียนอวิ๋นซีหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย นางรวบรวมลมปราณเหมันต์ทั้งหมดเตรียมสะบัดกระบี่เข้าฟาดฟัน ทว่าหลี่เฟยกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้เบาๆ "อย่าเพิ่งขยับครับอวิ๋นซี" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ดวงตาส่อประกายความเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ "พวกมันคิดว่าใช้ค่ายกลนี้เพื่อล่อเสือออกจากถ้ำ... แต่พวกมันลืมคิดไปว่า เสือตัวนี้ไม่ได้เดินเข้าถ้ำตามแผน... แต่มันกำลังจะพังถ้ำทับพวกมันต่างหาก" พูดจบ หลี่เฟยก็ประสานอินทร์ด้วยมือข้างเดียว อักขระที่พวกมันส่งมาเพื่อล็อกตัวเขา กลับถูกย้อนศรด้วยกระแสปราณไร้ลักษณ์ที่เขาแอบฝังไว้ตั้งแต่หยดเลือดแรกหยดลงพื้น! เงาทมิฬทั้งหมดหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อค่ายกลที่ควรจะจับกุมหลี่เฟย กลับพลิกกลับมาดูดกลืนพลังชีวิตของพวกมันเองอย่างบ้าคลั่ง! ทว่า... ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังพลิกผัน ท้องฟ้าเบื้องบนที่มืดมิดอยู่แล้วกลับผ่าเปรี้ยงลงมาอย่างไร้เสียงเตือน สายฟ้าสีทองคำม่วงผ่าทะลวงผ่านเมฆหมอกพุ่งตรงลงมายังใจกลางศาลา และในเงาสายฟ้านั้นเอง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ มือถือพัดจีบกระดาษสา ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับภูตพราย พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้แม้แต่ลมหายใจของหลี่เฟยก็ต้องสะดุด "ฮ่าๆๆๆ... หลี่เฟย เจ้าฉลาดนักที่พลิกเกมได้ แต่ก็น่าเสียดาย... ที่หมากตานี้ มิได้มีแค่เจ้ากับพวกสวะเงาทมิฬกลุ่มนี้เท่านั้น" บุรุษชุดขาวสะบัดพัดเบาๆ พลังกดดันระดับ "เซียนแท้จริงขั้นสมบูรณ์" แผ่ซ่านสะเทือนฟ้าดิน บีบอัดกระดูกทั่วร่างของทั้งสองให้ส่งเสียงลั่นกรอบ และก่อนที่หลี่เฟยจะทันได้เอ่ยปาก บุรุษปริศนาก็เอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "เพราะ 'บันทึกอักขระ' อีกครึ่งเล่ม... บัดนี้ อยู่ในมือของอาจารย์ที่เจ้าเคารพรักที่สุด... สำนักกระบี่เมฆาเรียบร้อยแล้ว!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมบทนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%