โลหิตหยดนั้นร่วงเผาะลงบนพื้นหินศิลาสีชาด ราวกับเสียงค้อนเหล็กที่ทุบลงบนทั่งตีเหล็กแห่งโชคชะตา พื้นศาลาโบราณสั่นสะเทือนครางต่ำ อักขระสีทองนับหมื่นตัวที่ฝังรากลึกอยู่ใต้พื้นดินมานับพันปีพลันเรืองแสงเจิดจ้าขึ้นทีละตัว ดั่งฝูงหิ่งหในยามราตรีที่ตื่นจากการหลับใหล
"ระวัง!"
เสียงของเซียนอวิ๋นซีดังขึ้นราวกับกระบี่น้ำแข็งที่กระทบกัน นางสะบัดแขนเสื้อกว้าง คลื่นความเย็นยะเยือกแผ่พุ่งออกไปเป็นรูปวงกลมเพื่อตรึงแผ่นศิลาที่กำลังแยกตัวออกจากกัน ทว่า ค่ายกลนี้หาใช่กลไกธรรมดา มันคือ "ค่ายกลสะبرโลหิตผูกวิญญาณ" ที่ถูกตั้งเงื่อนไขไว้ด้วยเลือดของผู้มีสายเลือดราชสำนักเซียนโบราณ และบัดนี้ เลือดของหลี่เฟยได้ปลุกมันขึ้นมาสมบูรณ์แล้ว
หลี่เฟยไม่แม้แต่จะขยับถอยหลัง ดวงตาคมกริบกวาดมองอักขระที่กำลังหมุนวนรอบกายด้วยความสงบเยือกเย็น ดั่งเซียนหมากรุกผู้มองทะลุกลยุทธ์ของคู่ต่อสู้ทั้งกระดาน
"น่าสนใจ..." มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความทะนงตนในวิถีกระบี่และสติปัญญาที่เหนือล้ำ "ใช้เลือดของข้าเป็นกุญแจเปิดประตู แต่อย่าลืมว่า... เจ้าของกุญแจย่อมกำหนดทิศทางของประตูได้เช่นกัน"
นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของหลี่เฟยสะบัดวาดลงไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย ทุกคราที่ปลายนิ้วผ่านพ้น ไอ0ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ก็ถูกหลอมรวมเข้ากับอักขระโบราณเหล่านั้นทันที เขามิได้พยายามทำลายค่ายกล แต่เขากำลัง "เขียนทับ" และ "แก้ไข" วิถีการเดินพลังของมันกลางอากาศ! ความเร็วและความแม่นยำระดับนี้ หากยอดฝีมือสำนักเซียนอื่นมาเห็นเข้าคงต้องกระออกเลือดด้วยความตกตะลึง เพราะนี่คือการใช้วิถีกระบี่ฝืนบัญชาสวรรค์โดยแท้
เซียนอวิ๋นซีเหลือบสายตาขึ้นมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้าง หัวใจที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งมานับร้อยปีพลันเกิดระลอกคลื่นไหววูบ นางเห็นความเด็ดเดี่ยวและความมั่นใจที่ฉายชัดอยู่ในดวงูคู่นั้น ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางมหันตภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา นางกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดเมื่อมีเขาอยู่ตรงนี้
"เจ้ากำลังฝืนควบคุมค่ายกลระดับบรรพกาลด้วยตัวคนเดียว... มันกินพลังวิญญาณมากเกินไป หลี่เฟย" น้ำเสียงราบเรียบของนางเจือแววความห่วงใยที่ถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิด
"วางใจเถอะอวิ๋นซี" หลี่เฟยปรายตามองนางแวบหนึ่ง รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย "ต่อให้ฟ้าดินจะถล่มลงมาในตอนนี้ ข้าก็ยังมือกุมกระบี่ และมีเจ้าอยู่ข้างกาย... ข้าไม่ยอมให้สิ่งใดมาพรากเราไปหรอคครับ"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังยิ่งกว่าเคล็ดวิชาใดๆ ในใต้หล้า แก้มเนียนใสของยอดนางเซียนผู้เยือกเย็นขึ้นสีแดงเรื่ออย่างหาได้ยากยิ่ง ทว่ายังไม่ทันที่บรรยากาศอันลึกซึ้งจะก่อตัวสมบูรณ์ เสียงคำรามก้องจากเบื้องล่างก็ดังสนั่นหวั่นไหว!
*ตูมมมม!*
พื้นศาลาแตกละเอียดเป็นจุล แรงระเบิดพ่นละอองหมอกสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังแสงจันทร์จนมืดมิด กลิ่นอายสังหารอันรุนแรงแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีสือลี้ (หลายกิโลเมตร) เงาร่างนับสิบสายพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกของพื้นดินราวกับภูตผีปีศาจ ทุกร่างสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากทองคำรูปอสูรดุร้าย และที่สำคัญที่สุด... ในมือของพวกมันทุกคนถือป้ายคำสั่งสลักลาย "บันทึกอักขระสวรรค์" ที่กำลังเรืองแสงตอบสนองกับค่ายกลที่หลี่เฟยเพิ่งแก้ไข!
"ในที่สุดพวกมันก็โผล่หัวออกมาจนได้..." หลี่เฟยหุบยิ้ม แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก "ศัตรูในเงาที่คอยตามล่าบันทึกอักขระ... พวกเจ้าอดทนรอเวลานี้มานานทีเดียว"
ผู้นำเงาทมิฬก้าวออกมาจากกลุ่ม หมอกสีดำรอบตัวมันหมุนวนกลายเป็นพายุขนาดย่อม น้ำเสียงแหบพร่าราวกับเสียงเหล็กเสียดสีกันดังลอดหน้ากาลอสูรออกมา
"หลี่เฟย! เด็กน้อยผู้จองหอง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการแก้ไขค่ายกลบรรพกาลจะเป็นเรื่องง่าย? เลือดที่เจ้าหยดลงไปเมื่อครู่ มิได้แค่เปิดค่ายกล...แต่มันคือการส่งมอบ 'พิกัดที่แท้จริง' ของบันทึกอักขระครึ่งเล่มที่อยู่ในตัวเจ้า ให้กับพวกเราต่างหาก!"
สิ้นเสียงของมัน ค่ายกลใต้เท้าของหลี่เฟยก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดเข้มข้น อักขระนับหมื่นตัวพุ่งทะยานขึ้นจากพื้น ล็อกข้อเท้าของเขาก and นางเซียนอวิ๋นซีไว้ราวกับโซ่ตรวนเหล็กไหล แรงกดดันระดับมหาอำนาจกดทับลงมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
เซียนอวิ๋นซีหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย นางรวบรวมลมปราณเหมันต์ทั้งหมดเตรียมสะบัดกระบี่เข้าฟาดฟัน ทว่าหลี่เฟยกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้เบาๆ
"อย่าเพิ่งขยับครับอวิ๋นซี" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ดวงตาส่อประกายความเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ "พวกมันคิดว่าใช้ค่ายกลนี้เพื่อล่อเสือออกจากถ้ำ... แต่พวกมันลืมคิดไปว่า เสือตัวนี้ไม่ได้เดินเข้าถ้ำตามแผน... แต่มันกำลังจะพังถ้ำทับพวกมันต่างหาก"
พูดจบ หลี่เฟยก็ประสานอินทร์ด้วยมือข้างเดียว อักขระที่พวกมันส่งมาเพื่อล็อกตัวเขา กลับถูกย้อนศรด้วยกระแสปราณไร้ลักษณ์ที่เขาแอบฝังไว้ตั้งแต่หยดเลือดแรกหยดลงพื้น!
เงาทมิฬทั้งหมดหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อค่ายกลที่ควรจะจับกุมหลี่เฟย กลับพลิกกลับมาดูดกลืนพลังชีวิตของพวกมันเองอย่างบ้าคลั่ง!
ทว่า... ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังพลิกผัน ท้องฟ้าเบื้องบนที่มืดมิดอยู่แล้วกลับผ่าเปรี้ยงลงมาอย่างไร้เสียงเตือน
สายฟ้าสีทองคำม่วงผ่าทะลวงผ่านเมฆหมอกพุ่งตรงลงมายังใจกลางศาลา และในเงาสายฟ้านั้นเอง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ มือถือพัดจีบกระดาษสา ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับภูตพราย พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้แม้แต่ลมหายใจของหลี่เฟยก็ต้องสะดุด
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่เฟย เจ้าฉลาดนักที่พลิกเกมได้ แต่ก็น่าเสียดาย... ที่หมากตานี้ มิได้มีแค่เจ้ากับพวกสวะเงาทมิฬกลุ่มนี้เท่านั้น"
บุรุษชุดขาวสะบัดพัดเบาๆ พลังกดดันระดับ "เซียนแท้จริงขั้นสมบูรณ์" แผ่ซ่านสะเทือนฟ้าดิน บีบอัดกระดูกทั่วร่างของทั้งสองให้ส่งเสียงลั่นกรอบ และก่อนที่หลี่เฟยจะทันได้เอ่ยปาก บุรุษปริศนาก็เอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"เพราะ 'บันทึกอักขระ' อีกครึ่งเล่ม... บัดนี้ อยู่ในมือของอาจารย์ที่เจ้าเคารพรักที่สุด... สำนักกระบี่เมฆาเรียบร้อยแล้ว!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมบทนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 10
มรสุมที่กำลังก่อตัว
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!