วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์•ตอนที่ 2

ยอดเซียนผู้มาพร้อมลมเหมันต์

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"เจ้าคิดจะฝืนลิขิตสวรรค์ด้วยวิธีตื้นเขินเช่นนี้จริงหรือ หลี่เฟย" น้ำเสียงใสราวกระดิ่งเงินกังวาน แต่เยือกเย็นจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ และในวินาทีที่นางก้าวเข้ามาประชิดตัวเขา ห้วงเวลาทั้งหมดรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง... กลิ่นหอมบางเบาคล้ายดอกเหมันต์ร้อยปีโชยมาแตะนาสิก ทว่ากลับมิได้สร้างความรื่นรมย์แม้แต่น้อย มันคือกลิ่นอายแห่งความตายที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยตบะอันกล้าแกร่งระดับมหาอำนาจ หลี่เฟยไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน ร่างโปร่งในชุดคลุมสีหมึกของเขายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ปลายพู่กันวิญญาณในมือขวาที่เพิ่งจรดลงบนอากาศเพื่อร่างค่ายกลดาราเคลื่อนภพหยุดชะงักลงเพียงชั่วลมหายใจ เขาสบตากับดวงเนตรคู่สวยที่ทอประกายเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีคู่นั้น มุมปากหยักระบายยิ้มบางเบาอย่างคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว "แม่นางอวิ๋นซี... ยอดเซียนแห่งหุบเขาเหมันต์ผู้สูงส่ง เหตุใดจึงมีเวลาว่างมาเดินเล่นในสถานที่อัปมงคลเช่นนี้เล่า หรือว่าค่ายกลเปลี่ยนฟ้าคว่ำแผ่นดินของข้า มันส่งเสียงดังรบกวนการจำศีลอันเงียบสงบของเจ้าเข้าแล้ว" คำพูดติดตลกของหลี่เฟยไม่ได้ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงแม้แต่น้อย ทั่วทั้งบริเวณยอดเขาหมื่นกระบี่ บรรยากาศกลับยิ่งกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เมฆทมิฬหนาทึบบนท้องฟ้าหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น สายฟ้าสีครามคำรามลั่นราวกับมันกำลังโกรธเกรี้ยวที่เหยื่อในค่ายกลกำลังจะหลุดรอด ทว่าอวิ๋นซีกลับหาได้สนใจสายฟ้าเหล่านั้นไม่ สายตาของนางจดจ้องไปยังรอยหมึกสีทองที่ยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ค่ายกลชุดนี้หากทำงานสมบูรณ์ มันจะฝืนดึงพลังปราณฟ้าดินมาเปลี่ยนเส้นชีพจรของหลี่เฟยโดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝน ซึ่งเป็น "วิถีมาร" ที่กฎสวรรค์ไม่อาจยอมรับได้ "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ บาดแผลจากทัณฑ์สวรรค์เมื่อชาติภพก่อน... เจ้าลืมมันไปหมดแล้วหรือ" อวิ๋นซีเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาคู่สวยกลับไหววูบไปชั่วขณะ นางยื่นมือเรียวบางดั่งหยกขาวออกไป ปราณเหมันต์บริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากปลายนิ้วกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับหมื่นที่พร้อมจะบดขยี้ค่ายกลของหลี่เฟยให้แหลกละเอียดในพริบตา "ชาติภพก่อนก็คือชาติภพก่อน" หลี่เฟยแค่นหัวเราะเบาๆ ดวงตาคมกริบฉายแววทะนงตนอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน "ข้า—หลี่เฟย ไม่เคยจำนนต่อโชคชะตาที่ผู้อื่นขีดเส้นไว้ให้ หากสวรรค์ต้องการให้ข้าก้มหัว ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้แหละผ่าท้องฟ้ามันเสีย" สิ้นคำพูดของเขา ค่ายกลดาราเคลื่อนภพที่เกือบจะสมบูรณ์ก็เปล่งแสงเจิดจ้า อักขระสีทองนับพันตัวระเบิดออกพร้อมกัน พลังปราณฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่นจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ร่างของทั้งสองคนอย่างบ้าคลั่ง อวิ๋นซีขมวดคิ้วมุ่น นางไม่คาดคิดว่าชายผู้นี้จะดื้อรั้นถึงเพียงนี้ ปราณเหมันต์รอบตัวนางระเบิดออกเป็นกำแพงแก้วใสเพื่อต้านทานแรงสะท้อนจากค่ายกล ในขณะเดียวกัน ร่างระหงก็พุ่งเข้าประชิดตัวหลี่เฟยในระยะประชิด มือเรียวคว้าเข้าที่แขนเสื้อของเขาหมายจะดึงตัวให้ออกจากรัศมีอันตราย "เจ้าคนโง่! ถอยไป!" นางตวาดเสียงกร้าว ความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความร้อนรนที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับหัวใจที่ด้านชามานับร้อยปี ทว่า... มันสายเกินไปเสียแล้ว *เปรี้ยงงงงงง!* สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์เส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาจากใจกลางเมฆทมิฬ มันไม่ใช่สายฟ้าธรรมดา แต่เป็นอสนีบาตโลหิตที่สะท้อนถึงความริษยาของฟ้าดินที่มีต่อผู้ท้าทาย เป้าหมายของมันคือค่ายกลที่หลี่เฟยสร้างขึ้น แต่รัศมีทำลายล้างของมันกลับครอบคลุมพื้นที่รัศมีร้อยลี้ แรงกระแทกมหาศาลซัดร่างของหลี่เฟยและอวิ๋นซีปลิวถอยหลังไปคนละทิศคนละทาง เลือดสีชาดกระเซ็นออกจากมุมปากของหลี่เฟย ทว่าแววตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกายความดุดันราวกับพญาอินทรี เขาพลิกตัวกลางอากาศ มือขวาสะบัดพู่กันเขียนอักขระป้องกันตัวขึ้นมารับแรงกระแทกอีกระลอกได้อย่างเฉียดฉิว ในขณะที่อวิ๋นซี แม้ตบะของนางจะสูงส่งปานใด แต่การเอาตัวเข้าขวางวิถีของทัณฑ์สวรรค์เมื่อครู่ก็ทำให้นางได้รับแรงสะท้อนไม่น้อย ร่างระหงเซถอยหลังไปหลายก้าว ลมหายใจติดขัด ดวงหน้าหวานซีดเผือดลงเล็กน้อย เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลมพายุ หลี่เฟยฝืนความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ทะยานเข้ามารับร่างของนางไว้ในอ้อมแขนได้อย่างทันท่วงที กลิ่นหอมเย็นของนางลอยอบอวลอยู่ปลายจมูก สัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาวผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาที่สุดในยุทธภพ "เจ้า..." อวิ๋นซีเงยหน้าขึ้นสบตาเขา เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากเนียน ดวงตาสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งเป็นห่วง และ... ประหลาดใจ "ข้าบอกแล้วว่าข้าดูแลตัวเองได้" หลี่เฟยยิ้มมุมปาก แม้ใบหน้าจะซีดเซียวแต่แววตายังคงความเย่อหยิ่งทระนง "แต่ก็นะ... ขอบใจที่เป็นห่วง ข้าซาบซึ้งใจนัก" อวิ๋นซีเม้มริมฝีปากแน่น นางกำลังจะเอաբาทาอัดอกเขาข้อหาปากดี ทว่าก่อนที่นางจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ท้องฟ้าเบื้องบนก็พลันเงียบสงบลงอย่างประหลาด เมฆทมิฬที่เคยหมุนวนกลับหยุดนิ่งสนิท ราวกับถูกกดทับด้วยมหาอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า จากรอยแยกของมิติบนท้องฟ้าที่เปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง... ดาบสีดำสนิทเล่มหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมา ช้าๆ ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบข้างปริแตกเป็นรอยร้าวสีดำ ลมหายใจของอวิ๋นซีสะดุดกึก สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด นางผลักหลี่เฟยออกเบาๆ แล้วก้าวขึ้นมาบังหน้าเขาไว้ทันที "นั่นมัน... ดาบพิพากษาบรรพกาล!" อวิ๋นซีพึมพำเสียงสั่น ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะนางรู้ดีว่า การที่ดาบเล่มนี้ปรากฏขึ้นหมายความว่าอย่างไร "ฟ้าดินไม่ได้ส่งแค่อสนีบาต... แต่พวกมันส่ง 'ผู้ทัณฑ์สวรรค์' ลงมาด้วยแล้ว..." หลี่เฟยหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป เหลือเพียงความเยือกเย็นดุจคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก เขาก้าวขึ้นมาเคียงข้างนาง ปลายพู่กันในมือถูกแทนที่ด้วยกระบี่วิญญาณเล่มบางที่ปรากฏขึ้นจากละอองหมึก "ผู้ทัณฑ์สวรรค์งั้นหรือ..." หลี่เฟยแค่นเสียงลอดไรฟัน แววตาคมกริบจ้องมองไปยังเงาร่างมหึมาที่กำลังก้าวออกมาจากรอยแยกมิติพร้อมกับดาบสีดำสนิท "ดีนัก... ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่า เงาหัวของพวกมัน จะทนคมกระบี่ของข้าได้สักกี่น้ำ!" --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงมิติอันไร้ขอบเขตไปกับตัวละครทุกตัวนะครับ หวังว่าจะสนุกและตื่นเต้นไปพร้อมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับยอดนางเซียนผู้เย็นชาดั่งเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%