แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มถูกเลื่อนข้ามโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวยาว เสียงกระดาษเสียดสีกับพื้นผิวเคลือบแลคเกอร์ดังเสียดหูในความเงียบงันของห้องประชุมชั้นสี่สิบ ปลายนิ้วเรียวยาวของรินรดาหยุดนิ่งอยู่ตรงมุมสันแฟ้ม เธอยังไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาฝั่งตรงข้าม ทว่าสัมผัสได้ถึงสายตานิ่งสนิทที่กำลังจดจ้องทะลุผ่านความเย็นชาของเธอราวกับจะสแกนอ่านกระดาษไขทุกแผ่นที่ซ่อนอยู่ข้างใน
"คุณรินรดาดูจะเชี่ยวชาญการแปลงสภาพพื้นที่ตาบอดให้กลายเป็นขุมทรัพย์เสียเหลือเกินนะครับ"
อาคเนย์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงเสียดทานทางความคิด ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง แขนทั้งสองข้างกอดอกไว้หลวมๆ ท่าทีนั้นไม่ได้แสดงความก้าวร้าว แต่มันคือท่าทีของนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุมโดยไม่ต้องขยับตัวด้วยซ้ำ
รินรดาเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มมืออาชีพถูกคลี่ออกบนเรียวปากอย่างพพอดีคำ เป็นรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อใช้ปัด
เป่าความสงสัยของผู้คน "มันคือหน้าที่ค่ะ... เอ่อ คือหน้าที่ครับ อาคเนย์"
เธอเผลอหลุดคำเรียกขานเดิมออกมาชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบแก้ไขสรรพนามและน้ำเสียงให้กลับมาเป็นทางการเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงาน ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ นี้ไม่รอดพ้นสายตาของสถาปนิกหนุ่มผู้ช่างสังเกต มุมปากของอาคเนย์กระตุกขึ้นเล็กน้อย—ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความยินดี แต่เป็นรอยยิ้มของการจับพิรุธได้
"คุณกำลังทำหน้าที่ปกป้องครอบครัว หรือกำลังช่วยพวกเขากลบเกลื่อนร่องรอยอาชญากรรมทางผังเมืองกันแน่ครับ" อาคเนย์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้โต๊ะอีกนิด แสงไฟนีออนน์จากเพดานสะท้อนกับกรอบแว่นโลหะของเขาจนบังประกายตาคมกริบ "ตึกแถวเก่าแก่สามร้อยห้องในชุมชนคูเมืองกำลังจะถูกตีตราว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยทรุดตัว ทั้งที่ความเป็นจริง โครงสร้างฐานรากที่ผมเคยออกแบบและตรวจสอบเมื่อห้าปีก่อนยังแข็งแรงดีกว่าตึกสำนักงานกระจกเงาที่คุณนั่งทำงานอยู่เสียอีก"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอย่อมรู้ดีว่าอาคเนย์พูดความจริง รายงานการประเมินความปลอดภัยที่เธอนำไปยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาเวนคืนที่ดินเมื่อสัปดาห์ก่อนถูกบิดเบือนตัวเลขเชิงวิศวกรรมโดยคำสั่งตรงจากบอร์ดบริหาร บริษัท "แกรนด์ ซิตี้ ดีเวลลอปเมนท์" ที่เธอสังกัดอยู่ ไม่ได้ต้องการแค่ที่ดินเพื่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ธรรมดา แต่พวกเขากำลังกวาดซื้อประวัติศาสตร์และลมหายใจของคนนับพันเพื่อแลกกับตัวเลขกำไรมหาศาลในตลาดหลักทรัพย์
"โลกทุนนิยมไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความโรแมนติกทางสถาปัตยกรรมหรอกนะคะ... นะครับ" รินรดาแก้คำพูดอีกครั้งอย่างหัวเสียในความเผลอไผลของตนเอง เธอกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามดึงความเยือกเย็นกลับมาเป็นเกราะกำบัง "คุณก็รู้ว่าถ้าโครงการนี้ไม่ผ่าน บอร์ดบริหารจะไม่ยอมอนุมัติกองทุนเยียวยาให้แก่ครอบครัวของคุณแม่ฉันในต่างจังหวัดตามสัญญาที่เราตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก"
"ผมรู้ครับ" อาคเนย์ตอบรับเสียงต่ำ ดวงตาคู่คมจดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "นั่นคือเหตุผลที่ผมยังนั่งคุยกับคุณอยู่ตรงนี้ แทนที่จะหอบหลักฐานทั้งหมดไปให้สำนักข่าวภาคสนาม... รินรดา คุณเป็นนักเจรจาระดับพระกาฬ คุณอ่านเกมขาดทุกกระดาน แต่ทำไมคุณถึงอ่านไม่ออกล่ะครับว่า คนพวกนั้นไม่ได้คิดจะจ่ายเงินเยียวยาให้ครอบครัวคุณตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"
ประโยคราวดาบคมกริบกรีดผ่านความเงียบ รินรดาชะงัก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับเก้าอี้ ภาพเอกสารสัญญาค้ำประกันหนี้สินของมารดาที่บริษัทเป็นผู้จัดการให้ผุดขึ้นมาในหัว สมองของเธอเริ่มประมวลผลย้อนหลังถึงเงื่อนไขลับระหว่างเธอกับประธานกรรมการบริหาร ทุกรอยต่อ ทุกช่องโหว่ทางกฎหมายที่เธอเคยคิดว่าตนเองเป็นผู้กุมความได้เปรียบ บัดนี้กลับคล้ายกับบ่วงบาศที่กำลังรัดคอเธอและครอบครัวทีละน้อย
"คุณพูดอะไร... มีหลักฐานอะไรมาปรักำ... มาพูดจาแบบนี้" เธอยังคงพยายามรักษาท่าทีแข็งกร้าว แต่น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยที่ปลายประโยคทรยศความมั่นใจของเธอจนหมดสิ้น
อาคเนย์ไม่ตอบคำเขายื่นมือไปหยิบแฟ้มหนังสีน้ำตาลบนโต๊ะ เปิดพลิกไปยังหน้าสุดท้ายที่ถูกคั่นด้วยกระดาษโน้ตสีเหลือง มันคือสำเนาเอกสารการโอนสิทธิ์ที่ดินผืนสุดท้ายในชุมชนคูเมือง ซึ่งชื่อผู้ถือครองกรรมสิทธิ์คนใหม่ไม่ใช่บริษัทแกรนด์ ซิตี้ฯ และไม่ใช่ชื่อของกลุ่มทุนใดๆ ที่เธอรู้จัก แต่เป็นชื่อของมูลนิธิปริศนาที่เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อสามเดือนก่อนโดยบุคคลระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย
"นี่คือเหตุผลที่คุณพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ให้ผมเข้าไปสำรวจพื้นที่โซน C เมื่อวานนี้ใช่ไหมครับ" อาคเนย์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน—มีทั้งความผิดหวัง ความโกรธขึง และความเห็นอกเห็นใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งสงบ "เพราะถ้าผมเจาะลึกถึงชั้นดินบริเวณนั้น ผมจะไม่ได้เจอแค่ความทรุดตัวของอาคาร แต่ผมจะเจอหลุมศพทางกฎหมายที่คุณกำลังช่วยพวกเขาขุดกลบมันอยู่"
รินรดานั่งนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจเต้นรัวกระหน่ำจนรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก เธอมองหน้าสถาปนิกหนุ่มผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าเป็นเพียง "ก้อนกรวดในรองเท้า" ที่คอยขัดขวางการทำงาน แต่ในนาทีนี้ เขากลับกลายเป็นคนเดียวที่มองเห็นความเน่าเฟะทั้งหมดภายใต้ตึกระฟ้าอันสวยงามที่เธอพยายามปกป้องด้วยชีวิต
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยปากแก้ตัวหรือสารภาพความจริงบางอย่าง เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินของอาคารก็ดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟสีแดงชาดกะพริบวับวาบสลับกับความมืดมิดเมื่อระบบไฟฟ้าสำรองตัดตัวลงอย่างไร้สาเหตุ
*ปัง!*
เสียงประตูห้องประชุมฝั่งระเบียงกระจกนิรภัยถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเงาร่างของชายชุดดำสามคนที่ก้าวเข้ามาในความมืด พร้อมอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่กะพริบแสงสีเขียวสะท้อนบนใบหน้าไร้อารมณ์ อาคเนย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยสัญชาตญาณ เขาดึงตัวรินรดาให้หลบมาอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานทันที ขณะที่สายตาคมกวาดมองไปยังชายแปลกหน้าที่กำลังปิดตายทุกทางเข้าออกของห้องประชุมอย่างรวดเร็ว
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจรอยต่อของความจริงและผลประโยชน์ไปกับผมในตอนนี้นะครับ
สถาปนิกไร้เงากับนักล่าพื้นที่สีเทา•ตอนที่ 11
เกมซ่อนหาของผู้มีอำนาจ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับนักล่าพื้นที่สีเทา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!