"คุณกำลังออกแบบให้คนตาย หรือคนเป็นกันแน่ครับ คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำของอาคเนย์ดังแทรกเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศกลางดึก เขานั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะเขียนแบบ หน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องแสงสีฟ้าสะท้อนแว่นสายตา ขณะที่นิ้วเรียวยาวกำลังเลื่อนเมาส์ปรับเส้นกรอบอาคารในโปรแกรมสามมิติอย่างแม่นยำ บนโต๊ะเกลื่อนไปด้วยกระดาษไขร่างแบบ ถ้วยกาแฟดำที่เย็นชืดจนขึ้นคราบ และซองบุหรี่ที่ถูกขยำทิ้งไว้หลายซอง
รินรดาซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารงบประมาณและสัญญาซื้อขายที่ดิน เธอยกมือขึ้นขยับแว่นสายตาเล็กน้อยเพื่อซ่อนความอ่อนล้าในดวงตาคู่คม ภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวจากโคม ริมฝีปากสีพีชธรรมชาติเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบราบแต่เจือรอยเยาะหยัน
"ฉันกำลังออกแบบสิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้เดินหน้าได้ ต่างจากคุณ อาคเนย์ ที่กำลังพยายามสร้างอนุสาวรีย์แห่งอุดมการณ์บนซากปรักหักพังของความเป็นจริง"
นี่คือชั่วโมงที่สิบสี่ของการทำงานร่วมกันในห้องประชุมชั้นสิบสองของสำนักงานสถาปัตยกรรม ภายใต้ความกดดันจากเส้นตายส่งแบบร่างขั้นสุดท้ายให้กลุ่มทุนในเช้าวันพรุ่งนี้ จากศัตรูที่ยืนคนละฟากฝั่งของผลประโยชน์และความทรงจำ บัดนี้ทั้งคู่ถูกบีบให้กลายเป็นผู้ร่วมชะตากรรมในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงกลิ่นอายของหมึกพิมพ์ กาแฟ และความเงียบงันของเมืองใหญ่ยามวิกาลเป็นสักขีพยาน
อาคเนย์ไม่โต้ตอบ เขาเพียงแต่แค่นسเสียงในลำคอ สายตาคมกริบมองลอดผ่านกรอบแว่นไปยังแบบแปลนพื้นที่สีเขียวส่วนกลางที่เขาเพิ่งร่างขึ้นใหม่ มันเป็นพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงตึกแถวเก่าแก่อายุสามสิบปีเข้ากับคอมเพล็กซ์หรูมูลค่าหลายพันล้าน ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับโมเดลธุรกิจเดิมที่รินรดาเคยนำเสนอมา
"พื้นที่ตรงนี้..." อาคเนย์ใช้นิ้วเคาะเบาๆ ลงบนกระดาษไข "ถ้าเราถอยร่นแนวตึกเข้าไปอีกสองเมตร ตัดร้านค้าปลีกออกสามยูนิต ต้นไม้ใหญ่หน้าโครงการจะรอด และผู้คนจากชุมชนเดิมจะยังคงมีทางเดินลัดผ่านเข้ามาใช้พื้นที่สาธารณะได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท"
รินรดาลุกขึ้นยืน เธอเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของเขา กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ กลิ่นกุหลาบผสมไม้จันทน์จางๆ ลอยแตะจมูกท่ามกลางกลิ่นอายอับชื้นของกระดาษ เธอโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อเพ่งมองเส้นสายที่เขาเพิ่งแก้ไข สายตาของทั้งคู่ประสานกันใกล้ชิดกว่าทุกครั้ง ระยะห่างเพียงคืบทำให้ได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของกันและกัน
"คุณรู้ไหมว่าการถอยร่นสองเมตรนั้นหมายถึงอะไร?" รินรดากระซิบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลกว่าปกติ ไม่มีร่องรอยของการประชดประชัน "มันหมายถึงมูลค่าที่ดินที่หายไปเกือบสิบล้านบาท และมันหมายถึงคอมมิชชั่นที่ฉันควรจะได้... เพื่อเอาไปโปะหนี้สินที่ครอบครัวฉันไม่ได้ก่อ"
ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาโดยไม่ทันระวังตัว รินรดาชะงักเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยไหววับด้วยความรู้สึกที่เธอพยายามซ่อนเร้นมาตลอด อาคเนย์สังเกตเห็นประกายความเปราะบางในแววตานั้น มันเป็นแววตาเดียวกับที่เขาเคยเห็นในกระจกเงาในวันที่โครงการที่อยู่อาศัยแห่งแรกของเขาพังทลายลงเพราะความโลภของนายทุน
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากปากของทั้งคู่ แต่ความเข้าใจอันเงียบงันเริ่มแทรกซึมผ่านรอยต่อของความเหนื่อยล้า อาคเนย์ไม่ได้ดึงมือกลับตอนที่เผลอขยับข้อศอกไปโดนแขนเธอ เขากลับวางมือลงบนโต๊ะข้างๆ แขนของเธออย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่ไร้ซึ่งการคุกคาม แต่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้งที่คนภายนอกไม่มีวันเข้าใจ
"ผมขอโทษเรื่อง... คุณพ่อของคุณ" อาคเนย์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากความแข็งกร้าวเป็นความนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด "ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงต้องปกป้องตัวเลขพวกนั้น แต่คุณรินรดาครับ... บางที ตัวเลขที่สวยงามที่สุด อาจไม่ใช่ตัวเลขที่ทำกำไรได้มากที่สุด แต่อาจเป็นตัวเลขที่ทำให้เรายังนอนหลับได้สนิทในยามค่ำคืนต่างหาก"
รินรดานิ่งงัน เธอมองหน้าสถาปนิกหนุ่มผู้มีอีโก้สูงลิ่วคนนี้ แววตาของเธอดูลึกล้ำและซับซ้อนขึ้น เธอยืดตัวตรง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง แต่รอยยิ้มจางๆ ที่ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอกลับอบอุ่นกว่าทุกรอยยิ้มที่เขาเคยเห็นมาตั้งแต่เริ่มโปรเจกต์นี้
"คุณนี่มัน... อันตรายจริงๆ อาคเนย์" เธอกระซิบเสียงเบา "คุณทำให้ฉันเกือบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองยืนอยู่ฝั่งไหน"
อาคเนย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เขายื่นแก้วกาแฟอุ่นๆ ที่เพิ่งกดมาจากตู้หยอดเหรียญหน้าห้องให้เธอ รินรดารับมันไว้ สัมผัสจากปลายนิ้วที่แตะโดนกันเพียงเสี้ยววินาทีกลับสร้างกระแสความรู้สึกประหลาดที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ทั้งสองคนกลับมานั่งประจำที่อีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นการร่วมมือกันอย่างเงียบเชียบ อาคเนย์ร่างแบบต่อด้วยความมั่นใจ ขณะที่รินรดาช่วยคำนวณโครงสร้างความเป็นไปได้ใหม่ที่สอดรับกับแนวคิดของเขาอย่างไร้รอยต่อ เวลาล่วงเลยผ่านตีสาม จนกระทั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงผลแบบแปลนฉบับสมบูรณ์ที่ผสานอุดมการณ์และความเป็นจริงเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม
ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงบและการทำงานร่วมกันอย่างไร้ที่ติ เสียงกริ่งเตือนภัยจากระบบรักษาความลับของไฟล์งานกลางก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานบนหน้าจอหลักที่ล็อกตัวเองอัตโนมัติ
[Warning: Unauthorized Access Detected. File Exported to External IP Address.]
อาคเนย์ขมวดคิ้วแน่น เขาลุกขึ้นยืนทันทีและหันไปมองรินรดา สีหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองไปยังสมาร์ตโฟนของตนเองที่มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาเช่นกัน ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนจะดังขึ้นใกล้เรื่อยๆ ที่หน้าประตูกระจกฝ้าของห้องทำงาน
มือของใครบางคนกำลังหมุนลูกบิดประตูเข้ามาในยามวิกาลนี้
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางสำรวจรอยต่อของอุดมการณ์และผลประโยชน์ไปกับผมในตอนนี้นะครับ
สถาปนิกไร้เงากับนักล่าพื้นที่สีเทา•ตอนที่ 8
ช่องว่างที่ค่อยๆ หายไป
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับนักล่าพื้นที่สีเทา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!