เสียงกระดาษไขแผ่นบางที่ถูกกรีดด้วยใบมีดคัตเตอร์ดัง "แคว่ก" เบาๆ ในห้องเก็บเอกสารใต้ดินของหอจดหมายเหตุผังเมือง กลิ่นอับชื้นของกระดาษอายุหลายสิบปีผสมกับกลิ่นหมึกพิมพ์เก่าๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศทึบตัน มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนดวงเดียวที่กะพริบทุกครั้งคอมเพรสเซอร์แอร์เก่าๆ ทำงาน
อาคเนย์ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการจับดินสอเขียนแบบมานับครั้งไม่ถ้วนกำลังไล่ตามเส้นหมึกสีดำจางๆ บนแปลนกระดาษไขแผ่นใหญ่ โครงการที่กำลังตรวจสอบคือ "ย่านประวัติศาสตร์ริมคลองบางหลวง" โซนพื้นที่สีเขียวและชุมชนดั้งเดิมที่บริษัทรินรดากำลังกว้านซื้อที่ดินเพื่อเปลี่ยนเป็นคอมเพล็กซ์มอลล์หรู
ทว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าในเวลานี้ กลับไม่ใช่แปลนปรับปรุงภูมิทัศน์ที่เคยยื่นขออนุญาตต่อกรุงเทพมหานคร
"รอยขูดลบ... ไม่ใช่แค่การแก้ไขเส้นตัดถนนธรรมดา" อาคเนย์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่า ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นจ้องเขม็งไปยังรอยหมึกที่ถูกน้ำยาเคมีลบออก แล้วเขียนทับด้วยลายเส้นใหม่ที่มีความหนาผิดเพียวจากมาตรฐานการเขียนแบบทางราชการ
เมื่อเขายกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นส่องกับหลอดไฟเหนือศีรษะ เงาดำทึบของกระดาษไขชั้นล่างก็ปรากฏชัดเจน เส้นแบ่งเขตพื้นที่สีเขียว (Institutional Zone) ถูกขูดขีดฆ่าทับด้วยลายมือยึกยือของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในอดีต แปลนเดิมระบุไว้ชัดเจนว่าเป็น "พื้นที่ห้ามก่อสร้างอาคารสูงเพื่อรักษาแนวน้ำรับฝนและวิถีชีวิตชุมชน" แต่ในแปลนฉบับปัจจุบันที่ใช้อ้างอิงในการอนุมัติทุนก่อสร้าง มันถูกเนรมิตใหม่ให้กลายเป็น "พื้นที่พาณิชยกรรมหนาแน่นพิเศษ" ชั่วข้ามคืน
เอกสารฉบับนี้คือหลักฐานชิ้นโบแดง... หลักฐานที่ยืนยันว่าการฮุบที่ดินมูลค่าหลายพันล้านของรินรดา ไม่ใช่ความสำเร็จทางธุรกิจอันชาญฉลาด หากแต่มันคืออาชญากรรมทางผังเมืองที่ร่วมมือกันระหว่างทุนใหญ่กับข้าราชการกังฉิน
"คุณกำลังเล่นเกมที่อันตรายเกินกว่าจะเดินกลับตัวแล้วนะ อาคเนย์"
เสียงทุ้มต่ำเย็นยะเยือกที่ดังขึ้นจากความมืดตรงมุมห้องทำให้อาคเนย์สะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปทันที ร่างสูงโปรดปรานในชุดสูทสีเข้มของรินรดาก้าวออกมาจากเงาสลัว มือเรียวของเธอถือแก้วกาแฟกระดาษอุ่นๆ ไว้ แววตาของเธอนิ่งสนิท ไม่มีร่องรอยของความตกใจที่พบเขายามวิกาลในสถานที่ราชการปิดตาย มีเพียงความเรียบเฉยที่อ่านไม่ออก
"คุณมาทำอะไรที่นี่ รินรดา" อาคเนย์ถามเสียงแข็ง พยายามบังคับมือไม่ให้สั่นขณะวางแปลนกระดาษไขลงบนโต๊ะ
รินรดากลั้วหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นก้องกังวานน่าขนลุกในห้องแคบๆ เธอก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบเจือจางผสมกับกลิ่นฝนปะทะเข้าจมูก "ฉันควรเป็นคนถามคุณมากกว่าค่ะ... อ๊ะ ขอโทษที ฉันติดปากพูดตามความคุ้นเคย" เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้คำลงท้ายที่คุ้นเคย "คุณเป็นสถาปนิกที่หมกมุ่นกับอุดมการณ์จนน่าเวทนา แปลนกระดาษพวกนั้นมันฝังกลบไปตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ทำไมคุณถึงขุดซากศพขึ้นมาหายใจอีก"
"ซากศพ?" อาคเนย์แค่นAยิ้มหยัน ขยับตัวยืนบังแปลนต้นเรื่องไว้ "คุณเรียการปล้นผืนแผ่นดินและวิถีชีวิตคนนับร้อยว่าซากศพอย่างนั้นเหรอ รินรดา? เอกสารชิ้นนี้พิสูจน์ว่าพวกคุณแก้ผังเมืองกันสดๆ บนโต๊ะทำงาน เพื่อแลกกับผลกำไรมหาศาล ถ้าผมเอาเรื่องนี้ออกไปตีแผ่ บริษัทของคุณ... และตระกูลของคุณจะพังพินาศในชั่วข้ามคืน"
รินรดานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอยกกาแฟขึ้นจิบนิดๆ สายตาคมกวาดมองใบหน้าของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและอุดมการณ์อันเปี่ยมล้น เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม แววตาคู่นั้นกลับฉายแววสมเพชเจือความอ่อนอกอ่อนใจอย่างประหลาด
"คุณคิดว่าโลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยอะไรคะ อาคเนย์? เส้นกระดาษสวยๆ ของคุณ หรือความฝันของคนในชุมชนริมคลองที่วันๆ เอาแต่รอเงินเยียวยา?" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงกระดูก "คุณคิดว่าถ้าคุณแฉเอกสารนี่ออกไป ใครจะเดือดร้อนที่สุด? ข้าราชการเกษียณที่เกษียณไปเสวยสุขต่างประเทศแล้วเหรอ? หรือบริษัทของฉันที่มีนักกฎหมายเป็นกองทัพ?"
เธอขยับเข้าไปประชิด จนอาคเนย์สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมเย้ายวนตัดกับบรรยากาศเคร่งเครียดทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มเต้นผิดจังหวะ
"คนที่ตาย... ก็คือชาวบ้านตาดำๆ ที่เซ็นชื่อขายที่ดินไปแล้วต่างหาก" รินรดาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงแผ่วข้างใบหูของเขา "พวกเขาไม่ได้อยากรักษาคลองเน่าๆ นี่ไว้หรอกค่ะ พวกเขาแค่อยากได้เงินไปใช้หนี้สินรุงรังที่คุณไม่มีวันเข้าใจหรอก... คุณรักงานออกแบบ คุณรักตึกสวยๆ แต่คุณไม่เคยรักมนุษย์จริงๆ เลยสักครั้ง"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่าในใจของอาคเนย์ ภาพเหตุการณ์โครงการที่อยู่อาศัยในอดีตที่เขาเคยออกแบบเพื่อคนจน แต่สุดท้ายพังทลายลงเพราะความโลภของนายทุนและปัญหาการบริหารจัดการผุดขึ้นมาในหัว สมองของเขาขาวโพลน มือที่กำหมัดแน่นเริ่มสั่นเทา
"คุณ... ไม่เข้าใจอะไรเลย" อาคเนย์เค้นเสียงลอดไรฟัน
"ฉันเข้าใจดีกว่าใครทั้งหมดค่ะ" รินรดาผละตัวออกไปช้าๆ ดวงตาสีเข้มจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "และเพราะฉันเข้าใจ... ฉันถึงไม่อยากให้คุณต้องเดินไปตกหลุมพรางที่คนอื่นขุดไว้"
เธอเอื้อมมือเรียวไปแตะที่มุมกระดาษไขแผ่นนั้น นิ้วเรียวของเธออยู่ห่างจากมือของอาคเนย์เพียงแค่เอื้อมถึง
"แปลนที่คุณถืออยู่นั่น... เป็นของปลอมค่ะ อาคเนย์"
คำพูดสั้นๆ ประโยคเดียว ทำให้อาคเนย์ชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกレイ "ว่ายังไงนะ?"
"เอกสารจริง ถูกทำลายและถูกแทนที่ด้วยแปลนปลอมฉบับนี้เมื่อสามชั่วโมงก่อน... ก่อนที่คุณจะก้าวเข้ามาในตึกนี้เสียอีก" รินรดายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยปริศนาและความหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ "และคนที่วางมันไว้ตรงนี้... ก็ไม่ได้ต้องการให้คุณแฉความจริง... แต่ต้องการให้คุณกลายเป็นแพะรับบาปในคดีลอบวางเพลิงเอกสารราชการต่างหาก"
สิ้นเสียงของรินรดา เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยสีแดงฉานก็ดัง "หวีด—หวีด—" แผดลั่นไปทั่วทั้งอาคารใต้ดิน ไฟสำรองฉุกเฉินดับวูบลงทันที เหลือเพียงแสงไฟกะพริบสีแดงสลับดำที่สาดส่องใบหน้าของทั้งสองคนให้ดูราวกับฉากในภาพยนตร์ระทึกขวัญ
ไม่ทันที่อาคเนย์จะได้ตั้งตัว ประตูเหล็กนิรภัยทางออกเดียวของห้องเก็บเอกสารใต้ดินก็กระแทกปิดลงอย่างแรงด้วยระบบล็อกอัตโนมัติจากภายนอก พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังวิ่งกรูเข้ามาใกล้ประตูห้องนี้ด้วยความเร็ว!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางสำรวจรอยต่อของอุดมการณ์และผลประโยชน์ไปกับผมในตอนนี้นะครับ
สถาปนิกไร้เงากับนักล่าพื้นที่สีเทา•ตอนที่ 9
ความจริงที่ถูกฝังไว้
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับนักล่าพื้นที่สีเทา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!