"ถ้าพวกคุณยังเอาแต่นั่งขวางประตูครัวของฉันอยู่แบบนี้ เกรงว่าเกี๊ยวทอดไส้กุ้งผสมเห็ดหอมหอมกรุ่นกระทะนี้ จะกลายเป็นอาหารสำหรับหมูในเล้าหลังบ้านแทนที่จะได้เข้าปากคนนะครับ"
น้ำเสียงหวานใสทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งของหลินฟางดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศหน้าบ้านพักนายทหารที่เวลานี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ผิดกับเมื่อหลายเดือนก่อนราวฟ้ากับเหว จากเดิมที่เคยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ทรุดโทรมและถูกตราหน้าว่าเป็น 'ตัวภาระ' ของกองพัน บัดนี้บริเวณรอบรั้วกลับสะอาดสะอ้าน มีแปลงผักออร์แกนิกเขียวขจีทอดยาว และที่สำคัญที่สุดคือ กลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบชั้นเลิศ ซึ่งลอยฟุ้งกระจายไปไกลจนทำให้คนทั้งกองพันแทบจะเดินตามกลิ่นมา
ผู้ที่นั่งยองๆ อยู่หน้าบันไดบ้านไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือป้าสะใภ้ใหญ่และอาสะใภ้รองของตระกูลจาง ผู้ซึ่งเคยหิ้วตะกร้ามาด่าทอขับไล่หลินฟางด้วยถ้อยคำเจ็บแสบเมื่อครั้งที่เธอยังเป็นหญิงสาวอ่อนแอ วันนี้ใบหน้ายับย่นตามวัยของพวกนางกลับประดับด้วยรอยยิ้มฝฝืนเกร็งที่พยายามปั้นแต่งให้อบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
"โถ... ฟางฟาง ลูกรัก..." ป้าสะใภ้ใหญ่ส่งเสียงโอวลาน พยายามจะคลานเข่าเข้ามาใกล้แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นสายตาคมปลาบของหญิงสาว "พวกเราแค่... แค่ได้ยินว่าหนูกับเหว่ยหลินกำลังทำธุรกิจค้าขายจนกิจการรุ่งเรือง ในฐานะญาติผู้ใหญ่ เราก็เลย... แวะมาเยี่ยมเยียนไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเสียหน่อย ไม่คิดเลยว่าหลานสาวจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นสะใภ้เอกของตระกูลจางเรา"
หลินฟางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เธอใช้ตะหลิวไม้ไผ่เคาะขอบกระทะเหล็กเบาๆ เสียง *กริ๊ง* กังวานใสสะท้อนความเย้ยหยันในแววตาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"ญาติผู้ใหญ่หรือครับ?" หลินฟางทวนคำ พลางหัวเราะในลำคอเบาๆ "ถ้าจำไม่ผิด ตอนที่ฉันท้องหิวโซจนต้องไปขอเศษแป้งก้นถังจากบ้านพวกท่านเมื่อปีมะነอก พวกท่านไล่ตะเพิดฉันเหมือนหมูเหมือนหมาแถมยังบอกว่าฉันเป็นตัวซวยผลาญเงินทองของตระกูลจางเสียด้วยซ้ำ วันนี้ลมอะไรหอบให้ความทรงจำอันเสื่อมถอยของพวกท่านกลับมาจำได้เสียล่ะครับว่าเราเป็นญาติกัน?"
ใบเหี่ยวย่นของป้าสะใภ้ใหญ่กระตุกวูบ ความอับAายแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู แต่เมื่อเหลือบไปเห็นถังไม้สนอัดแน่นด้วยธนบัตรใบละสิบหยวนที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ไผ่ข้างบ้าน ซึ่งหลินฟางเพิ่งนับเสร็จเมื่อครู่ ความละอายใจอันน้อยนิดก็ถูกความโลภเข้าบดบังจนสิ้นซาก
"โอייה เด็กคนนี้นี่... เรื่องผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้ว the past is the past สิลูก!" อาสะใภ้รีบแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงกระบิดกระบวน พยายามบีบน้ำตาเรียกคะแนนความน่าสงสาร "คนเรามีความผิดพลาดกันได้ ผู้ใหญ่อย่างเราแค่อยากมาแสดงความยินดี ที่แท้หนูก็เป็นคนมีความสามารถระดับนี้ ซ่อนรูปเสียจริงเชียว... ว่าแต่... ที่ดินแปลงท้ายหมู่บ้านที่ทางการเพิ่งจัดสรรให้เหว่ยหลินน่ะ เห็นว่ากว้างขวางอุดมสมบูรณ์ดีนี่หน่า พวกเราตกลงกันแล้วว่า จะย้ายสำมะโนครัวไปช่วยดูแลจัดการแปลงเกษตรให้ เพื่อที่หนูกจะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรงเกินไป..."
*ป้าสะใภ้ใหญ่นี่หน้าหนากว่ากำแพงค่ายทหารเสียอีก* หลินฟางคิดในใจ รอยยิ้มบนริมฝีปากบางเฉียบยิ่งทวีความเยียบเย็น
ในขณะที่สถานการณ์หน้าบ้านกำลังตึงเครียดด้วยฝีปากอันเฉียบคมของหลินฟางที่คอยเชือดเฉือนญาติจอมปลอมทีละคนอย่างเลือดเย็น เสียงเครื่องยนต์รถจี๊ปทหารคันคุ้นเคยก็แล่นเข้ามาจอดสนิทที่ลานกว้างหน้าบ้าน ผู้กองจางเหว่ย ก้าวลงจากรถด้วยชุดเครื่องแบบเต็มยศ ไหล่กว้างและแผ่นหลังตรงแน่ว รัศมีความเยือกเย็นดุดันแผ่ซ่านออกมาจนทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันตาเห็น
สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีของนายทหารหนุ่มกวาดมองกลุ่มญาติผู้ใหญ่ที่กำลังทำตัวน่ารังเกียจอยู่หน้าบ้านภรรยา ใบหน้าหล่อเหลาไร้ซึ่งรอยยิ้ม ความกดดันมหาศาลแผ่พุ่งออกไปจนป้าสะใภ้ใหญ่และอาสะใภ้รองถึงกับตัวสั่นเทาโดยอัตโนมัติ
จางเหว่ยสาวเท้าเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างหลินฟาง เขาไม่ได้เอ่ยทักทายญาติผู้พี่หรือผู้อาวุโสสักคำ มือหนาเอื้อมไปหยิบผ้าขนับผืนสะอาดจากมือภรรยามาเช็ดคราบเหงื่อที่ข้างขมับให้อย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุด สายตาที่มองหลินฟางเต็มไปด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้ง ตัดกับความเย็นชาที่ใช้มองคนภายนอกอย่างสิ้นเชิง
"เหนื่อยไหมครับ?" เสียงทุ้มต่ำเอמהถามภรรยาอย่างใส่ใจ
"ไม่เหนื่อยเลยค่ะ... เอ๊ย ไม่เหนื่อยเลยครับ พอดีมี 'แขกไม่ได้รับเชิญ' มาช่วยสร้างความบันเทิงแก้เบื่อระหว่างทอดเกี๊ยวพอดี" หลินฟางตอบเสียงใส จงใจเน้นคำว่าแขกไม่ได้รับเชิญให้กระแทกหูคนฟัง
จางเหว่ยหันไปมองหน้าญาติผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยแววตาที่ทำให้พวกเขารู้สึกราวกับถูกแช่แข็งในฤดูหนาว น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างเฉียบขาด
"บ้านหลังนี้ และที่ดินทุกตารางinchที่ทางการมอบให้ เป็นสิทธิ์ขาดของภรรยาผมแต่เพียงผู้เดียว และตระกูลจางสายรอง... ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นตั้งแต่ในอดีตจนถึงอนาคต หากพวกคุณยังกล้ามาวุ่นวายรบกวนเวลาพักผ่อนของภรรยาผมอีกแม้แต่ก้าวเดียว อย่าหาว่าผมไม่เตือนเรื่องกฎระเบียบของค่ายทหารก็แล้วกัน"
คำขู่ที่ออกจากปากผู้กองหนุ่มผู้มีผลงานโดดเด่นคนนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ป้าสะใภ้ใหญ่และอาสะใภ้รองหน้าซีดเผือด ลนลานลุกขึ้นยืนแล้วถอยร่นออกไปแทบไม่ทัน ต่างพากันวิ่งหนีหายลับไปจากรั้วบ้านอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบและเสียงหัวเราะเบาๆ ของหลินฟาง
"สะใจดีแท้ สามีใครกันนะดุชะมัด" หลินฟางเอ่ยแซوة พร้อมกับคีบเกี๊ยวทอดกรอบสีทองอร่ามชิ้นใหญ่ป้อนให้สามีที่อ้าปากรับแต่โดยดี รสชาติกลมกล่อมของกุ้งเด้งผสมความหอมของเครื่องเทศกระจายไปทั่วปาก ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่อบอุ่น
ทว่า ความสุขสงบนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งอย่างเร่งรัด
หลินฟางหันไปมองหน้าจางเหว่ย แววตาสงสัยฉายขึ้นในเสี้ยววินาทีที่เห็นเงาร่างของทหารสื่อสารประจำกองพันยืนกระสับกระส่ายอยู่หลังบานประตูกระจก พร้อมกับจดหมายตราประทับลับสุดยอดจากเมืองหลวง
"ผู้กองครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ทางกระทรวงพาณิชย์ส่งโทรเลขด่วนที่สุด แจ้งว่าสินค้า 'สมุนไพรแปรรูปและผักออร์แกนิก' ล็อตแรกที่ส่งออกไปตลาดมืดผ่านระบบพิเศษ ถูกกว้านซื้อเกลี้ยงหมดคลังภายในเวลาไม่ถึงสี่นาที! และตอนนี้... มีบุคคลระดับสูงจากกระทรวงฯ กำลังเดินทางมาที่นี่ด้วยเครื่องบินส่วนตัวเพื่อขอเจรจาผูกขาดสินค้าทั้งหมดด้วยตนเองครับ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "ลมทะเลพัดรัก" เสมอมานะครับ
คุณนายคลังแสงยุค 80: ขอหย่าไปทำฟาร์มให้สามีทหารตาค้าง•ตอนที่ 26
ความรวยที่ปิดไม่อยู่
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณนายคลังแสงยุค 80: ขอหย่าไปทำฟาร์มให้สามีทหารตาค้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!