กลิ่นหอมเย็นของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณนับหมื่นแผ่น ลอยอบอวลอยู่ภายในห้องลับใต้หออักษรหลวง พื้นที่ซึ่งถูกปิดตายจากสายตาของโลกภายนอกมานานนับทศวรรษ แสงจันทร์นวลกระจ่างที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลายวิจิตรตกลงกระทบกับร่างสองร่างที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบราภูตผี
เฟยหรงใช้ปลายมีดสั้นเล่มบางงัดสลักกลไกไม้จันทน์หอมตัวสุดท้ายด้วยความระมัดระวังสูงสุด เม็ดเหงื่อผุดซึมขึ้นตามไรผมเรียบตึงของนาง แม้ความมืดจะปกคลุม แต่สัญชาตญาณของหัวหน้าองครักษ์หญิงกลับตื่นตัวเต็มพิกัด ทุกประสาทสัมผัสถูกดึงมาใช้จนถึงขีดสุด—นางไม่ได้อยู่ลำพัง และคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังนางในระยะประชิดเวลานี้ ก็คือบุรุษผู้กุมชะตากรรมของราชสำนัก
"มือของท่าน... นิ่งเสียยิ่งกว่าตอนถือกระบี่พิพากษาโทษเสียอีกนะเพคะ ใต้เท้าหลี่"
เฟยหรงเอ่ยกระซิบแผ่วเบา โดยไม่หันกลับไปมอง ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีเข้มของหลี่จวินเหวินก้าวเข้ามาประชิดจนแผ่นหลังของนางแทบจะแนบชิดกับอกแกร่งของเขา ราชครูหนุ่มไม่ได้ถอยหนี เขากลับโน้มตัวลงต่ำเล็กน้อย จนลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นชาผู่อ่อมนุ่มระอยู่ข้างใบหูของนาง
"หากมือของข้าสั่น... เกรงว่าแผ่นไม้จันทน์แผ่นนั้นคงหักคามือ และความลับที่ท่านอุตส่าห์เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเข้ามาหา ก็คงกลายเป็นเพียงเศษผงธุลีไปแล้วกระมัง, ผู้บัญชาการเฟย"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของหลี่จวินเหวินตอบกลับมาในความมืด มันเป็นน้ำเสียงที่แฝงความเย้าหยวนและคมกริบราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ในเวลานี้ล่อแหลมเพียงใด หากมีทหารยามผ่านมาพบเข้า ทั้งเขาและนางจะไม่มีแม้แต่โอกาสได้แก้ตัว ข้อหากบฏต่อแผ่นดินและลักลอบเข้าเขตหวงห้ามยามวิกาล มีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่เบื้องหน้า
แต่ความเสี่ยงนั้นกลับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีสีเทาที่ดึงดูดพวกเข้างับเข้าหากันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ นางผลักแผ่นไม้จันทน์บานสุดท้ายออก เผยให้เห็นหีบเหล็กโบราณที่นอนนิ่งสงบอยู่เบื้องล่าง "ท่านไม่ได้มาเพื่อช่วยข้าไขกลไก แต่ท่านมาเพื่อดูว่าข้าจะโง่พอที่จะเปิดกล่องนี้ด้วยวิธีที่สร้างหลักฐานให้คนอื่นตามรอยหรือไม่ต่างหาก, ใต้เท้า"
"ฉลาดนัก" หลี่จวินเหวินเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงที่เดาอารมณ์ไม่ออก นิ้วเรียวยาวของราชครูยื่นเข้ามาแซกผ่านปลายนิ้วของนางเพื่อช่วยดึงฝาหีบเหล็กให้เปิดออกอย่างนุ่มนวล โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผิวเนื้อของทั้งสองจะสัมผัสกันแผ่วเบา ทว่าสัมผัสนั้นกลับสร้างกระแสความรู้สึกประหลาด วูบวาบแต่เยือกเย็นในอกของคนทั้งคู่ เป็นความผูกพันของสองวิญญาณที่ยืนอยู่คนละขั้วอำนาจ แต่อยู่เคียงข้างกันในสมรภูมิที่อันตรายที่สุด
ภายในหีบเหล็กนั้น ไม่ได้มีทองคำหรือตำรับยาล้ำค่าอย่างที่ใครคาดคิด มีเพียงม้วนบันทึกเก่าคร่ำคร่าผูกด้วยด้ายสีชาด และป้ายหยกประจำตัวที่สลักตราสัญลักษณ์ของบุคคลที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน—อดีตแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกองกำลังพิทักษ์ชายแดนทิศเหนือ
เฟยหรงหยิบม้วนบันทึกขึ้นมาคลี่ออก แสงจันทร์ส่องกระทบตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่เฉียบคม นางกวาดสายตาอ่านมันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ปลายมือของนางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
"นี่มัน..."
"บัญชีรายชื่อขุนนางครึ่งสภาสูงที่รับสินบนจากแคว้นศัตรู... และตราหยกนั้นคือหลักฐานยืนยันว่า ฮ่องเต้ไม่ได้ทรงถูกลอบปลิดชีพจากโรคภัยอย่างที่ประกาศในท้องพระโรง" หลี่จวินเหวินเอ่ยต่อจากนาง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเย็นเยียบจนน่ากลัว "แต่พระองค์ทรงถูก 'ปลงพระชนม์' โดยคำสั่งของเสนาบดีฝ่ายซ้าย... ผู้เป็นลุงแท้ๆ ของข้าเอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ห้องลับชั่วขณะ อากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกจนแทบหายใจไม่ออก เฟยหรงหันขวับกลับมามองบุรุษตรงหน้า ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาเพื่อค้นหาความจริง นางรู้ว่าตระกูลหลี่มีอำนาจล้นฟ้า และหลี่จวินเหวินก็คือมันสมองหลักของตระกูลนั้น การที่เขานำทางนางมายังสถานที่แห่งนี้ และเปิดเผยความลับระดับคอขาดบาดตายให้ฟัง หมายความว่าอย่างไร?
"ท่านกำลังเล่นเกมอะไรกันแน่, หลี่จวินเหวิน?" เฟยหรงถามเสียงต่ำ ลึกล้ำ และเต็มไปด้วยการระแวดระวัง นางยกมีดสั้นขึ้นมาจ่อใกล้กับลำคอแกร่งของเขาโดยสัญชาตญาณ "ท่านเป็นคนของตระกูลหลี่ เหตุใดจึงยอมเปิดโปงความเน่าเฟะของตระกูลตัวเองให้องครักษ์ผู้ต้อยต่ำเช่นข้ารู้? ท่านต้องการให้ข้าเป็นแพะรับบาป หรือต้องการใช้มือข้ากำจัดเสี้ยนหนามกันแน่!"
หลี่จวินเหวินไม่มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย ปลายมีดที่จ่อลำคอไม่ได้ทำให้สีหน้าสุขุมของเขาเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขากลับขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนคมมีดเกือบจะแนบสนิทกับผิวเนื้อ แต่เขากลับใช้สองนิ้วคีบคมมีดนั้นออกอย่างแผ่วเบาและเด็ดขาด ก่อนจะรวบเอวบางของนางเข้ามาประชิดตัวในระยะประชิด
หัวใจของเฟยหรงกระตุกวูบ กลิ่นกายบุรุษและไอร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านจนนางแทบเสียการควบคุมสมาธิ
"ถ้าข้าต้องการให้เจ้าเป็นแพะ... ข้าคงปล่อยให้เจ้าติดอยู่ในหออักษรหลวงตั้งแต่ยามสามแล้ว, เฟยหรง" หลี่จวินเหวินกระซิบชิดริมฝีปากของนาง นัยน์ตาคมกริบสะท้อนเงาจันทร์และภาพใบหน้าของนางอย่างชัดเจน "ที่ข้าพาเจ้ามาที่นี่ และเปิดเผยเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ก็เพราะว่า... ข้าต้องการ 'พันธมิตร' ที่มีความกล้าหาญมากพอจะลากคอมหาสมุทรคู่นี้ลงมาจากอำนาจ และมีหัวใจที่สะอาดบริสุทธิ์พอที่จะไม่ทรยศข้ากลางทาง... เช่นเดียวกับตัวเจ้า"
คำพูดนั้นเฉียบคมและทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของเฟยหรง นางจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน อุดมการณ์ที่ขัดแย้ง ความระแวง และแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณกำลังตีรันกันอยู่ในอก นางกำลังจะเอաբากปากปฏิเสธหรือตกลง ทว่า...
*กริ๊ก!*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิต พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นจากด้านนอกประตูห้องลับ ทำให้สติของทั้งคู่กลับมาสู่ความเป็นจริงในเสี้ยววินาที
แสงคบเพลิงสว่างวาบส่องลอดผ่านรอยแยกของประตูไม้เข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยวของหัวหน้าทหารองครักษ์หลวงที่ดังขึ้นจากด้านนอก
"ใต้เท้าหลี่! ผู้บัญชาการเฟย! พวกท่านบุกรุกเขตหวงห้ามยามวิกาล มีคำสั่งจากฝ่าบาทให้จับกุมพวกท่านทันที ผู้ใดขัดขืนมีโทษประหาร!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในห้วงอารมณ์อันเข้มข้นนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานนี้ข้าขอวางด้วยหัวใจ•ตอนที่ 5
ความลับใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้าขอวางด้วยหัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!