กลิ่นอายโลหิตและไอปราณทมิฬคละคลุ้งจนแทบมองเห็นเป็นหมอกสีคล้ำแผ่ปกคลุมไปทั่วตรอกซอกซอยด้านหลังโรงเตี๊ยมมังกรทะยาน กลางมหานครหลวงที่ผู้คนพลุกพล่าน บัดนี้กลับถูกกดทับด้วยแรงกดดันมหาศาลจนเสียงจอแจของพ่อค้าวาณิชเงียบกริบลงในพริบตา เหลือเพียงเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างกรายเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับสั่นสะเทือนพื้นศิลาแกร่งให้ร้าวรานเป็นทางยาว
"ไป๋จิงเฉิน... เจ้าคิดว่าจะหลบซ่อนอยู่ภายใต้เงาของกฎหมายบ้านเมืองได้ตลอดไปอย่างนั้นหรือ?"
สุ้มเสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของใบมีดสนิมกรีดผ่านอากาศ เยือกเย็นและเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวพ้นเงาของกำแพงเมือง เขาสวมอาภรณ์สีเพลิงปักลายอัคคีโลหิต ใบหน้าครึ่งซีกถูกสวมทับด้วยหน้ากากทองแดงรูปอสูรแยกเขี้ยว ดวงตาสสีแดงฉานคู่นั้นกวาดมองบุรุษในชุดคลุมสีขาวราวกระเรียนหิมะที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
ไป๋จิงเฉินมิได้หันกลับไปมองทันที นิ้วเรียวยาวของเขายังคงสัมผัสด้ามกระบี่ไม้ไร้คมที่เหน็บอยู่ข้างกายอย่างแผ่วเบา ดวงตาคมกริบดั่งคมดาบซ่อนเร้นประกายความเยือกเย็นเอาไว้ภายใต้เปลือกตา ดั่งห้วงมหาสมุทรลึกที่ไร้ระลอกคลื่น เขารู้ดีว่าการมาเยือนของอีกฝ่ายไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเงาทมิฬที่ตามหลอกหลอนมาจากอดีต—อดีตที่สำนักของเขาต้องล่มสลายลงด้วยน้ำมือของขุมกำลังปริศนา
"เงาเพลิงโลหิต... ดูท่า 'จ้าวอัคคีทมิฬ' จะส่งสุนัขรับใช้ฝีมือไม่เลวมาเดินพล่านในเมืองหลวงสินะ" ไป๋จิงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานก้องกังวานราวกับเสียงระฆังสำริดในวิหารโบราณ "แต่เจ้าไม่น่ารุกล้ำเข้ามาในเขตอภัยทานแห่งนี้... เพราะมันจะทำให้เลือดสกปรกของเจ้าเปื้อนพื้นดินที่นี่โดยใช่เหตุ"
"สามหัน!"
ยอดฝีมือฝ่ายมารนาม 'เพลิงโลหิตทมิฬ' แผดเสียงคำรามลั่น ปราณอัคคีสีชาดระเบิดทะลักออกจากร่างราวกับภูเขาไฟปะทุ ความร้อนระอุแผดเผาอากาศรอบตัวจนบิดเบี้ยวเป็นคลื่น รัศมีพลังรุนแรงแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างจนแผงร้านค้าไม้รอบข้างลุกไหม้เป็นจุลในพริบตา ผู้คนต่างวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ทว่าในรัศมีร้อยเมตรนั้น กลับเหลือเพียงเขากับไป๋จิงเฉินที่ยังคงยืนหยัดเผชิญหน้ากัน
วิชาปราณอัคคีผลาญสวรรค์ถูกขับเคลื่อนถึงขีดสุด ฝ่ามือที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีดำสนิทพุ่งตรงเข้าใส่กลางหน้าอกของไป๋จิงเฉินอย่างอำมหิต ไร้ซึ่งความลังเล รวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ทว่าในสายตาของไป๋จิงเฉิน การเคลื่อนไหวนี้กลับช้าาราวกับเต่าคลาน
ดวงตาของจอมยุทธ์หนุ่มฉายประกายคมปลาบ ชั่วพริบตานั้น ร่างของเขาก็หายวับไปจากจุดเดิม ปราณกระบริที่บริสุทธิ์และไร้รูปแบบระเบิดออกรอบกาย ดุจดั่งสายลมหนาวที่พัดพาความตายมาเยือน
*เคร้ง!*
เสียงโลหิตกระทบอากาศดังสนั่นหวั่นไหว แม้ไป๋จิงเฉินจะยังมิได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ทว่าฝักไม้ธรรมดากลับต้านรับฝ่ามืออัคคีผลาญสวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แรงปะทะสะท้อนกลับจนพื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองแตกละเอียดเป็นหลุมลึก ปราณกระบี่และปราณอัคคีเข้าห้ำหั่นกันกลางอากาศจนเกิดประกายไฟสว่างวาบราวกับดวงดาราแตกดับ
ปรมาจารย์เงาเพลิงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาใต้หน้ากากเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขารับรู้ได้ทันทีว่าพลังปราณของไป๋จิงเฉินมิได้หยุดอยู่แค่ขอบเขตผสานวิญญาณขั้นปลาย ทว่ามันก้าวล่วงเข้าสู่เขตแดนที่ลึกล้ำยิ่งกว่า—เขตแดนแห่งเต๋าที่ไร้ลักษณ์และไร้ขอบเขต!
"เจ้า... เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของสำนักเจ้าสูญสิ้นไปพร้อมกับเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนแล้วมิใช่หรือเหตุใดเจ้าจึง..."
"วิชากระบี่ที่แท้จริงมิได้สถิตอยู่ที่คัมภีร์หรือกระบวนท่า..." ไป๋จิงเฉินกล่าวแทรกขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้หัวใจของคู่ต่อสู้กระตุกวูบ "แต่มันสถิตอยู่ในจิตใจที่บริสุทธิ์และปณิธานที่ไม่เคยสั่นคลอน... สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกมารอย่างพวกเจ้าไม่มีวันเข้าใจ"
สิ้นคำพูด ร่างของไป๋จิงเฉินก็สะบัดวูบ ฝักกระบี่ในมือหมุนวนสร้างกระแสลมปราณคมกริบับนดาลเป็นพายุคมดาบพุ่งเข้าใส่ปรมาจารย์เงาเพลิงอย่างดุเดือดตระการตา ท่วงท่ารวดเร็วปานสายฟ้าฟาด รุกรับสลับกันอย่างน่าทึ่ง ทุกกระบวนท่าแฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งการหลุดพ้นและการทำลายล้างในคราเดียวกัน
ในขณะที่การต่อสู้กำลังถึงจุดเข้มข้น ร่างเงาร่างหนึ่งในชุดอาภรณ์สีฟ้าครามดั่งน้ำแข็งใสก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชเชียบเหนือหลังคากระเบื้องเคลือบของโรงเตี๊ยม มู่หรงหลานยืนสง่างามอยู่ท่ามกลางสายลมหนาว เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม ดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยเย็นชาราวกับหยกพันปี ทอดมองการต่อสู้เบื้องล่างด้วยความเรียบเฉย ทว่ามือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกลับกำเข้าหากันแน่นเล็กน้อย ยามที่เห็นรอยแผลบางเบาปรากฏขึ้นที่หัวไหล่ของไป๋จิงเฉิน
นางไม่เคยเอ่ยปากห้าม และไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของเขา เพราะนางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้มีความทะนงตนในวิถีกระบี่มากเพียงใด ทว่านางได้แผ่รังสีความเย็นเยือกแห่งวังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าออกไปกดดันรอบบริเวณ เพื่อป้องกันมิให้มีผู้ใดกล้าเข้ามาสอดมือแทรกแซงการประลองครั้งนี้
ปรมาจารย์เงาเพลิงที่ถูกกดดันจนมุมเริ่มมีเหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าผาก เขาตระหนักแล้วว่าหากยังสู้ต่อไปเช่นนี้ มีแต่ต้องดับสูญ เขาจึงกัดฟันกรอด แผดเสียงคำรามสะท้านฟ้า ร่างกายทั้งร่างเริ่มพองขยายขึ้นด้วยการเผาผลาญพลังชีวิตเฮือกสุดท้าย ปราณอัคคีทมิฬเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว
"หากข้าต้องตาย... เจ้าก็ต้องร่วมลงนรกไปกับข้า!"
พลังทำลายล้างมหาศาลกำลังจะระเบิดออกในเสี้ยววินาที ท่ามกลางความตึงเครียดที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตายนั้นเอง จู่ๆ ท้องนภาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มอย่างไร้สาเหตุ เสียงคำรามก้องของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ดังสนั่นสะเทือนเลื่อนลั่นลงมาจากชั้นเมฆ ห่างออกไปเพียงไม่กี่ลี้ ปรากฏเสาแสงสีทองอร่ามพุ่งทะยานเสียดฟ้า พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่ทำให้สรรพชีวิตในเมืองหลวงต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว
และในขณะที่ทุกสายตาต่างหันไปมองปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินั้น ร่างของบุรุษลึกลับผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลายกระบี่โบราณ ก็ก้าวออกมาจากมิติที่บิดเบี้ยวกลางอากาศ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ไป๋จิงเฉินต้องชะงักฝ่ามือกระบี่ทันที
"ไป๋จิงเฉิน... สิ่งที่เจ้าตามหามาตลอดสิบปี แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่นี่... แต่อยู่ในเขตแดนลับแลของสำนักมารบูรพาต่างหากล่ะ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านอุปสรรคไปพร้อมกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม•ตอนที่ 4
เผชิญหน้าปรมาจารย์เงาเพลิง
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!