ค่ายกลพันศิลาเบื้องหน้ามิได้เป็นเพียงกลุ่มก้อนของแท่งศิลาโบราณที่ตั้งตระหง่านอย่างไร้ระเบียบ หากแต่มันคือหมากกระดานที่ถูกลิขิตขึ้นโดยกฏแห่งฟ้าดิน อักขระโบราณสีครามที่สลักอยู่บนผิวหินทอแสงเรืองรองราวกับดวงตาของอสุรกายที่กำลังจ้องมองหาเหยื่อ ลมปราณกดดันอันหนักอึ้งแผ่ซ่านปกคลุมรัศมีร้อยลี้ จนแม้แต่อากาศธาตุยังคล้ายจะแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง
ไป๋จิงเฉินยืนนิ่งสงสงบอยู่หน้าเขตแดนนั้น ชายเสื้อสีขาวปลิวสะบัดตามแรงลมปราณที่ปั่นป่วนรอบกาย ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองผ่านกลุ่มศิลาเหล่านั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ เขารู้ดีว่าการจะก้าวข้าม "ค่ายกลพันศิลา" เพื่อเข้าสู่เขตแดนชั้นในของหุบเขาเซียนบรรพกาลนี้ มิอาจใช้เพียงพละกำลังกายหรือเคล็ดวิชาภายนอกในการฝ่าฟัน หากแต่ต้องอาศัย "จิตใจที่มั่นคงดั่งหินผา" และ "ลมปราณที่บริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน" เท่านั้น
"ค่ายกลนี้ผูกร้อยด้วยจิตวิญญาณของผู้สร้างในอดีต หากจิตใจเกิดช่องว่างแม้แต่น้อย ศิลาพันก้อนนี้จะแปรสภาพเป็นกระบี่นับแสนเล่มที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณของเจ้าให้แหลกสลาย"
เสียงหวานกังวานแต่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ดังขึ้นจากด้านหลัง มู่หรงหลานก้าวเท้ามาหยุดยืนเคียงข้างเขา ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนผู้สูงส่ง นางมิได้ทอดสายตาไปยังค่ายกลเบื้องหน้า แต่นัยน์ตาคู่งามกลับสะท้อนเงาร่างของบุรุษข้างกาย ความห่วงใยอันล้ำลึกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยชาชาถูกส่งผ่านทางแววตาคู่นั้นอย่างเงียบเชียบ นางยอมละทิ้งกฏเกณฑ์อันเข้มงวดของวังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้า ก็เพื่อมายืนหยัดเคียงข้างเขาในสถานที่อันตรายแห่งนี้
ไป๋จิงเฉินเหลือบสายตากลับมามองนาง มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและทะนงองอาจในวิถีกระบี่ของตน
"ต่อให้ศิลาเบื้องหน้าจะเป็นห้วงมหรรณพ หรือขุนเขาค้ำฟ้า ไป๋จิงเฉินผู้นี้ก็จะใช้กระบี่ในมือผ่ามันออกเป็นสองซีกให้จงได้... หลานเอ๋อร์ เจ้าคอยดูให้ดี"
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้นยามเอ่ยนามนาง ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังปณิธานอันแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าที่ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้ มู่หรงหลานเม้มริมฝีปากบางเบา นางพยักหน้ารับช้าๆ โดยไม่กล่าวคำใดเพิ่ม เพราะนางรู้ซึ้งถึงวิถีแห่งกระบี่ของเขาดี บุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้แก่ฟ้าดินผู้นี้ มีเพียงเส้นทางที่ก้าวไปข้างหน้าเท่านั้น ไม่มีคำว่าถอยหลัง
สิ้นเสียงคำรามในลำคอ ไป๋จิงเฉินก้าวเท้าเข้าสู่เขตแดนของค่ายกลพันศิลาทันที!
*ตู้ม!*
ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสพื้นศิลาแผ่นแรก แรงกดดันมหาศาลราวกับภูเขาทั้งลูกโถมทับลงมาบนบ่าของเขา ลมปราณภายในร่างกายพลุ่งพล่านขึ้นอย่างไร้ทิศทาง อักขระโบราณรอบด้านพลันสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน เสียงกัมปนาทสะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขา แท่งศิลาพันก้อนเริ่มเคลื่อนไหว หมุนวนสลับซับซ้อนราวกับค่ายกลดาราเคลื่อนคล้อย
ภาพเบื้องสายตาของไป๋จิงเฉินพลันแปรเปลี่ยนไป บรรยากาศรอบตัวมืดมิดลง ในห้วงสำนึกของเขาปรากฏภาพเหตุการณ์ในอดีต—วันที่สำนักดั้งเดิมของเขาถูกเผาทำลาย เสียงกรีดร้องของเหล่าผู้อาวุโสและศิญาพี่ศิษยพ้องที่ล้มตายต่อหน้าต่อตา ภาพความอัปยศและความไร้พลังในวันนั้นไหลย้อนกลับเข้ามาในจิตใจราวกับกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกราก มันคือปมในใจที่ฝังรากลึกและคอยกัดกินจิตวิญญาณของเขามาโดยตลอด
*เจ้ามันไร้ค่า... อ่อนแอ... ป้องกันผู้ใดก็ไม่ได้ แม้แต่สำนักของตนเองยังรักษาไว้ไม่ได้!*
เสียงกระซิบอันเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นก้องอยู่ในหัวของเขา แรงกดดันทางจิตวิญญาณพุ่งทะยานถึงขีดสุด ลมหายใจของไป๋จิงเฉินเริ่มติดขัด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ร่างกายที่เคยสง่างามเริ่มสั่นสะเทือน หากจิตใจของเขาเตลิดเปิดเปิงไปตามภาพหลอนเหล่านี้ เกรงว่าวิญญาณของเขาคงจะถูกค่ายกลกลืนกินจนกลายเป็นคนเสียสติไปชั่วชีวิต
นอกค่ายกล มู่หรงหลานมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่บีบรัด นางเห็นร่องรอยความเจ็บปวดบนใบหน้าของชายหนุ่ม นิ้วมือเรียวยาวของนางกำเข้าหากันแน่นจนซีดขาว พลังความเย็นเยือกแห่งวังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าทะลักออกมาจากร่างโดยไม่รู้ตัว นางเกือบจะก้าวเท้าเข้าไปช่วยเหลือเขาในค่ายกลนั้นแล้ว หากไม่ติดว่า... นางรู้ดีว่านี่คือการทดสอบจิตใจที่เขาต้องก้าวผ่านด้วยตนเอง
*จิงเฉิน... ท่านต้องทำได้* นางพึมพำกับตนเองในใจ สายตาจับจ้องร่างของเขาอย่างไร้การกระพริบ
ภายในค่ายกล ไป๋จิงเฉินหลับตาลงช้าๆ ท่ามกลางพายุลมปราณและภาพอดีตอันเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย หัวใจของเขากำลังกรีดร้อง ทว่าในขณะเดียวกัน ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณของเขากลับเริ่มสงบลงอย่างประหลาด
"อดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว... ต่อให้มันเจ็บปวดเพียงใด ข้าก็ไม่เคยคิดจะลบเลือนมัน"
ไป๋จิงเฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาดำขลับคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัวหรือลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความแน่วแน่และประกายแสงอันแหลมคมดั่งกระบี่ที่ได้รับการเจียระไนมาอย่างดี
"ความแค้นและความสูญเสียในวันนั้น มิใช่โซ่ตรวนที่ผูกมัดข้าไว้ให้จมปลัก... แต่มันคือเชื้อเพลิงที่หล่อหลอมให้วิถีกระบี่ของข้าไร้เทียมทานต่างหาก!"
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกึกก้องดังขึ้นจากภายในจิตสำนึกของไป๋จิงเฉิน ลมปราณแท้จริงสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากจุดตันtian (ตันเถียน) แผ่ขยายออกรอบกายราวกับคลื่นกระบี่อันเกรียงไกร อักขระโบราณสีครามที่รายล้อมรอบตัวเขาเริ่มสั่นสะท้อนอย่างรุนแรงก่อนจะแตกละเอียดลงทีละก้อน ราวกับกระจกที่ถูกกระแทกด้วยค้อนเหล็ก
แท่งศิลาพันก้อนหยุดชะงักลงทันที แรงกดดันทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงร่างของบุรุษชุดขาวที่ยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพังของค่ายกลโบราณ เขากวาดสายตามองไปเบื้องหน้า เขตแดนชั้นในของหุบเขาเซียนบรรพกาลปรากฏแก่สายตาแล้ว ประตูหินขนาดมหึมาสลักลวดลายมังกรทะยานฟ้าเปิดอ้าต้อนรับผู้ที่คู่ควร
มู่หรงหลานถอนหายใจออกมาเบื้องยาวด้วยความโล่งอก รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เย็นชามาเนิ่นนาน นางก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเขา
ทว่า... ในวินาทีที่ไป๋จิงเฉินกำลังจะก้าวข้ามผ่านประตูหินเข้าไปนั้น แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของเขากลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าเดิม ท้องฟ้าเหนือหุบเขาที่เคยกระจ่างใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นพร้อมกับเสียงคำรามของสายฟ้าที่น่าสะพรึงกลัว
และสิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าประตูหินนั้น มิใช่ทางเข้าสู่เขตแดนเซียน... แต่กลับเป็นเงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ที่ยืนขวางทางอยู่ พร้อมกับกลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจนทำให้ลมหายใจสะดุด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านอุปสรรคไปพร้อมกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม•ตอนที่ 5
ค่ายกลพันศิลา
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!