ความตายในหุบเขาอเวจีน้ำแข็งไม่ได้มาเยือนด้วยเสียงคำรามกึกก้อง หากแต่มันมาพร้อมกับความเงียบงันที่แช่แข็งแม้กระทั่งวิญญาณ
มู่หรงหลานทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นศิลาโบราณ ไอเย็นสีครามที่เคยห่อหุ้มร่างอรชรบัดนี้แตกสลายราวกับกระจกเปราะบาง เลือดสีโลหิตสายหนึ่งไหลรินจากมุมปากเรียวบางขับเน้นให้ผิวพรรณที่ขาวราดหิมะดูซีดเซียวราวกับคนตาย ดวงตาดอกท้อคู่คลาสสิกที่เคยเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งพันปี บัดนี้กลับสะท้อนภาพเงาขนาดมหึมาที่กำลังแผดเผาฟ้าดินด้วยไอสังหารบรรพกาล
เบื้องหน้าของนางคือ "พยัคฆ์อัคคีทมิฬเก้าหัว" อสูรบรรพกาลหลับใหลที่ถูกปลุกขึ้นจากห้วงนิทรานับหมื่นปี ร่างกายของมันใหญ่โตมหึมาจนบดบังแสงจันทร์ ดึงดูดพลังธาตุหยางที่แผดเผาจนหุบเขาน้ำแข็งละลายกลายเป็นทะเลเพลิงสีชาด ทั้งเก้าหัวต่างอ้าปากคำรามส่งคลื่นเสียงทำลายล้างที่บดขยี้ประสาทสัมผัสจนแหลกเหลว
"หลานเอ๋อร์... เจ้าประเมินพลังของสัตว์อสูรระดับบรรพกาลต่ำเกินไปแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นเหนือศีรษะ ท่ามกลางความตายที่คืบคลานเข้ามา ไป๋จิงเฉินก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้า ร่างในชุดคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านไม่หลงเหลือฝุ่นผงใดๆ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับพายุเพลิงที่พร้อมแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้เป็นจุล ดวงตาของเขากลับสงบนิ่งดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ความหวาดกลัว ไร้ความลังเล มีเพียงประกายแสงคมกริบของวิถีกระบี่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ
มู่หรงหลานเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่ด้านชามาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง นางพยายามจะเปล่งเสียงเตือน "จิงเฉิน... มันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา... แก่นแท้พลังของมันเหนือกว่าขอบเขตราชันย์เทพขั้นสมบูรณ์แบบเสียอีก..."
"ข้ารู้" ไป๋จิงเฉินเอמהขัดขึ้นเบื้องหน้า น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มั่นคงดุจภูผา
เขากล่าวต่อด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "แต่ในเมื่อมันบังaniอาจย่างกรายเข้ามาในรัศมีที่เจ้าอยู่... มันก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหายใจบนผืนแผ่นดินนี้อีกต่อไป"
สิ้นคำพูด ร่างของไป๋จิงเฉินก็พลันเลือนหายไปจากจุดเดิม!
*เปรี้ยง!*
พยัคฆ์อัคคีทมิฬเก้าหัวสะท้านสะเทือน หัวทั้งเก้าหันขวับพร้อมกันอย่างไร้ความปรานี กรงเล็บมหมหิมาที่อาบไล้ด้วยเปลวเพลิงทมิฬตบลงยังจุดที่ชายหนุ่มยืนอยู่เมื่อครู่ แรงกระแทกมหาศาลแปรเปลี่ยนพื้นศิลาพันปีให้กลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา ทว่าเป้าหมายกลับว่างเปล่า
ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบพุ่งพล่านขึ้นในสัญชาตญาณดิบของสัตว์อสูรบรรพกาล มันคำรามลั่นด้วยความตระหนก เงาร่างสีขาวสายหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือเศียรที่สามของมันอย่างไร้ร่องรอย ไป๋จิงเฉินยืนไขว่ห้างอยู่บนความว่างเปล่า ปลายเท้าแตะสัมผัสเพียงละอองปราณกระบี่ที่ร้อยเรียงกันเป็นเส้นด้ายบางเบา
"วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์... กระบวนท่าที่หนึ่ง : ตัดสายใยปฐพี"
ไป๋จิงเฉินพึมพำเบาๆ ราวกับกำลังท่องบทกวี มือขวายกขึ้นชี้ฟ้า นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานกันเป็นกระบี่ดัชนี พลังปราณกระบี่ไร้รูปไร้เสียงพรั่งพรูออกจากปลายนิ้ว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่บีบคั้นจนห้วงมิติรอบด้านปริแตกเป็นรอยร้าวสีดำสนิท
*ฉับ!*
เสียงตัดผ่านอากาศดังขึ้นเพียงแผ่วเบา แต่กลับสะท้อนก้องกังวานในโสตประสาทของทุกชีวิตที่อยู่ในรัศมีร้อยลี้
เศียรที่สามของพยัคฆ์อัคคีทมิฬหลุดลอยออกจากบ่าในพริบตา เลือดสีชาดพวยพุ่งรากับน้ำพุร้อนย้อมผืนหิมะให้กลายเป็นสีแดงฉาน ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้สัตว์อสูรบรรพกาลแผดเสียงร้องโหยหวนสะท้านฟ้าดิน มันสะบัดเศียรที่เหลืออีกแปดหัวพ่นลำแสงเพลิงทมิฬเข้าใส่ไป๋จิงเฉินพร้อมกันอย่างไร้ความปราณี กลายเป็นตาข่ายเพลิงที่ปิดตายทุกเส้นทางการหลบหนี
มู่หรงหลานเบิกกว้างด้วยความตกใจ นางฝืนรวบรวมพลังปราณที่เหลืออยู่เพื่อจะยื่นมือเข้าช่วย ทว่าไป๋จิงเฉินกลับหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง สายตานั้นอบอุ่น ลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างที่สุด
"หลานเอ๋อร์... ดูให้ดี"
คำพูดเพียงสามคำ กลับทรงพลังยิ่งกว่าคัมภีร์เซียนใดๆ ในใต้หล้า
ไป๋จิงเฉินไม่หลบหนี เขาเลือกที่จะพุ่งทะยานเข้าหากลุ่มก้อนเพลิงทมิฬที่แผดเผาทุกอย่างราวกับเทพเจ้าแห่งสงคราม กระบี่ในมือ (ที่แม้จะไร้รูปร่าง แต่คมกริบยิ่งกว่าศาสตราวิเศษใดในปฐพี) ถูกชูขึ้นฟ้า พลังปราณกระบี่ทะยานขึ้นสู่ท้องนภาราวกับเสาหลักค้ำจุนสวรรค์
"หากฟ้าดินไม่ยอมจำนนต่อวิถีของข้า ข้าก็จะแหวกฟ้าดินด้วยกระบี่นี้!"
เสียงคำรามกึกก้องสะท้านสวรรค์ ไป๋จิงเฉินหมุนวนร่างกลางอากาศ กลายเป็นพายุหมุนกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ที่พุ่งทะลวงผ่านใจกลางทะเลเพลิงอย่างไร้รอยต้านทาน กระบวนท่ากระบี่สะท้านฟ้าถูกปลดปล่อยออกมาในคราเดียว พลังปราณกระบี่นับหมื่นสายกระจายออกราวกับหางนกยูงรำแพน กวาดล้างเศียรที่เหลือทั้งแปดของพยัคฆ์อัคคีทมิฬให้ขาดสะบั้นลงในดาบเดียว!
*ตูมมมมมม!*
แรงระเบิดจากการปะทะของพลังปราณกระบี่และแก่นแท้อสูรบรรพกาลส่งผลให้หุบเขาอเวจีน้ำแข็งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หิมะถล่มลงมาจากยอดเขาราวกับคลื่นยักษ์สีขาวโพลนกลืนกินทุกสิ่ง ทว่า ณ จุดศูนย์กลางของการทำลายล้าง ร่างของไป๋จิงเฉินยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณ เสื้อผ้าไม่แม้แต่จะมีรอยฉีกขาด
พยัคฆ์อัคคีทมิฬเก้าหัวสิ้นลมหายใจ ร่างมหึมาทรุดฮวบลงกับพื้น กลิ่นอายบรรพกาลสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองลอยละล่อง
มู่หรงหลานมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย นางไม่เคยพบเจอบุรุษใดที่มีความทะนงตนและทรงพลังถึงเพียงนี้ แววตาที่เคยเยชาและไร้ความรู้สึกต่อโลกหล้าบัดนี้สั่นไหวอย่างรุนแรง หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หางตา นางรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่งในอก
ไป๋จิงเฉินก้าวเดินผ่านซากศพของสัตว์อสูรตรงมายังร่างของนาง เขาย่อตัวลง นั่งชันเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้านาง มือหนายื่นออกไปปัดเศษหิมะและรอยเลือดที่มุมปากของนางออกอย่างอ่อนโยน
"เจ้าไม่ควรฝืนใช้พลังวังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าเกินขีดจำกัดเช่นนั้น" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ไม่อาจซ่อนเร้น
มู่หรงหลานเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาดอกท้อคู่นั้นสั่นระริก "ข้า... ข้าแค่วิตกว่าเจ้าจะเป็นอันตราย..."
ไป๋จิงเฉินระบายยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน "ในใต้หล้า ไม่มีผู้ใดพรากเจ้าไปจากข้าได้ แม้แต่ฟ้าดินก็ไม่มีสิทธิ์"
บรรยากาศรอบกายเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง ทว่า ในวินาทีที่ความหวานล้ำกำลังเอ่อล้นอยู่ในหัวใจของมู่หรงหลานนั้นเอง ท้องนภเบื้องบนที่ควรจะสงบหลังการตายของสัตว์อสูร กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สัญญาณเตือน!
เมฆทัณฑ์สวรรค์สีนิลกาฬขนาดมหึมาเคลื่อนตัวมารวมกันเหนือหุบเขาอเวจีในพริบตา สายฟ้าสีทองคำขาวพาดผ่านกลกลอน สัมผัสได้ถึงแรงกดดันระดับมหาเทพที่กดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างลั่นเอี๊ยด
ไม่เพียงเท่านั้น เงาร่างลึกลับเจ็ดร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏขึ้นบนยอดผาน้ำแข็งเบื้องบนอย่างเงียบเชียบ หนึ่งในนั้นส่งเสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานลงมา
"ฮ่าๆๆๆ ไป๋จิงเฉิน... สมคำร่ำลือจริงๆ ที่สามารถสังหารพยัคฆ์อัคคีทมิฬได้ภายในกระบวนท่าเดียว... แต่ครานี้ เกรงว่าต่อให้เจ้ามีกระบี่เก้าสวรรค์อยู่ในมือ ก็ไม่แคล้วต้องดับสูญ ณ ที่แห่งนี้ พร้อมกับ 'กุญแจสวรรค์' ที่นางมารน้อยผู้นั้นซ่อนไว้!"
ไป๋จิงเฉินหรี่ตาลงคมกริบ รังสีฆ่าฟ้าระเบิดออกจากร่างทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด แต่มู่หรงหลานกลับหน้าถอดสี ร่างกายแข็งทื่อเมื่อตระหนักว่าตัวตนที่แท้จริงของบุคคลทั้งเจ็ดนี้คือใคร...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านอุปสรรคไปพร้อมกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม•ตอนที่ 7
ดาบตัดสายใย
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!