กลิ่นอายสุราหมื่นลี้ยังคงอวลกำจายอยู่เบื้องหน้า ทว่าสิ่งที่เผาผลาญหัวใจยิ่งกว่าฤทธิ์สุรา กลับเป็นประกายตาสีครามเข้มที่ทอดมองมาจากร่างระหงในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ นางเซียนแห่งวังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้า 'มู่หรงหลาน' ไม่ได้เอ่ยวาจาใดมาเนิ่นนาน ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กรีดเฉือนบรรยากาศราวกับคมกระบี่ที่ซ่อนฝัก
"เจ้าเชื่อว่าวิถีกระบี่ที่ไร้ซึ่งรูปลักษณ์ คือจุดสูงสุดของเต๋า... แต่มันไม่เป็นการหลอกลวงตัวเองหรอกหรือ ไป๋จิงเฉิน"
สุ้มเสียงของนางเยียบเย็นดั่งสายน้ำค้างกลางเหมันตฤดู ทว่ากลับก้องกังวานลึกลงไปถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณของผู้ฟัง
ไป๋จิงเฉินแค่นยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองตรงไปยังสตรีตรงหน้าโดยไม่หลบเลี่ยง เขายกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ ซึมซับรสชาติขื่นขมที่แผ่ซ่านทั่วริมฝีปาก ก่อนจะวางลงบนโต๊ะไม้หยาบอย่างมั่นคง
"หลอกลวงหรือ? หل... หลานเอ๋อ เจ้ามองเห็นเพียงความว่างเปล่า แต่มองไม่เห็นแกแท้จริงของความไร้ขอบเขต" ไป๋จิงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคงดั่งภูผา "สรรพสิ่งในใต้หล้าล้วนมีรูปกาย แต่รูปกายย่อมเสื่อมสลายตามกาลเวลา ศิลาผุกร่อน เหล็กกล้าขึ้นสนิม แม้แต่ดวงดาราบนนภาหากถึงคราดับสูญก็ยังต้องแตกดับ ไฉนเลยวิถีกระบี่จึงต้องยึดติดกับกระบวนท่า? สิ่งใดที่มีรูป ย่อมมีช่องโหว่ สิ่งใดที่ไร้รูป ย่อมไร้ช่องโหว่... นั่นคือเต๋าของข้า"
มู่หรงหลานนิ่งงึมไปชั่วขณะ เปลือกตาสีมุกกะพริบลงช้าๆ พลางหวนนึกถึงสัจธรรมที่นางยึดถือมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียร
"เต๋าของเจ้าคือการกลืนกินและทำลายล้างเพื่อหลุดพ้น" นางเอ่ยต่อด้วยแววตาที่ไหววูบเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม "แต่วังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าสอนให้ข้าเรียนรู้ที่จะ 'ปิดกั้น' และ 'รักษา' ความบริสุทธิ์ของจิตใจจากโลกีย์ทั้งปวง หากกระบี่ของเจ้าไร้รูป ไร้ขอบเขต แล้วสิ่งใดเล่าจะยึดเหนี่ยววิญญาณของเจ้าไม่ให้หลุดลอยไปสู่ความมืดมิดแห่งความว่างเปล่า?"
คำถามนี้คมกริบยิ่งกว่ากระบี่วิเศษระดับนภา มันคือแก่นแท้ของความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ของคนทั้งสอง ฝ่ายหนึ่งแสวงหาการทะลวงผ่านด้วยการทำลายกรอบเกณฑ์ อีกฝ่ายกลับเลือกที่จะปกป้องจิตวิญญาณด้วยการสร้างกำแพงน้ำแข็งพันปี
ไป๋จิงเฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงสง่าแผ่ซ้ำกลิ่นอายความทะนงตนที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม เขาก้าวเข้าไปใกล้นางทีละก้าว ทุกย่างก้าวราวกับมีเสียงคำรามแผ่วเบาของมังกรหลับใหลสะท้อนอยู่ในอากาศ
มู่หรงหลานไม่ได้ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ความเย็นชาในแววตาค่อยๆ ถูกหลอมละลายลงด้วยความอบอุ่นอันดุดันที่แผ่ออกมาจากตัวบุรุษผู้นี้ มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่า ภายใต้ท่าทีที่เย็นชาและไร้หัวใจต่อผู้คนนับหมื่นในยุทธภพ ดวงใจดวงนี้กลับยอมจำนนและมอบให้แก่บุรุษผู้ถือกระบี่ไร้ลักษณ์ผู้นี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว
"สิ่งที่ยึดเหนี่ยวข้า... มิใช่กฎเกณฑ์ของฟ้าดิน และมิใช่คัมภีร์เซียนโบราณอันใด" ไป๋จิงเฉินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจกั้น
เขายื่นมือหนาออกไป ปลายนิ้วสัมผัสเบาๆ ที่เส้นผมสีดำสนิทที่ไหวตามแรงลมของนาง มู่หรงหลานสะท้านเฮือกเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกควบคุมไว้อย่างดี นางไม่เคยยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ในระยะอันตรายเช่นนี้มาก่อน... ยกเว้นเขา
"แต่เป็นเจ้า... หลานเอ๋อ" น้ำเสียงของไป๋จิงเฉินอ่อนลง ทว่าเปี่ยมด้วยพลังอำนาจที่สะเทือนเลื่อนลั่น "เจ้าคือเครื่องยึดเหนี่ยวเดียวในวิถีเต๋าอันโดดเดี่ยวนี้ หากไม่มีเจ้า ต่อให้ข้าบรรลุเป็นเซียนไร้พ่าย ท่องทะยานไปทั่วสามภพภูมิ ก็เป็นเพียงแค่ความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งวิญญาณ"
หัวใจของนางเซียนผู้เยือกเย็นกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านจากปลายนิ้วที่สัมผัสลามเลียไปถึงขั้วหัวใจ นางเม้มริมฝีปากแน่นพยายามรักษาท่าที แต่พวงแก้มขาวเนียนกลับปรากฏริ้วสีแดงระเรื่อขึ้นอย่างปิดไม่มิด ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนใต้แสงดาวอัสดงที่ทอประกายระยิบระยับราวกับห้วงจักรวาลอันไพศาล
ทว่า ในวินาทีที่ความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ระหว่างคนทั้งสอง...
*เปรี้ยงงงง!*
เสียงสายฟ้าฟาดคำรามก้องกังวานฉีกกระชากท้องนยามราตรีจนแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันมหาศาลจากปราณสวรรค์พุ่งทะยานเข้าปกคลุมพื้นที่รอบร่องเขาโดยฉับพลัน พร้อมกับเงาร่างนับสิบที่พุ่งแหวกอากาศลงมาล้อมรอบศาลาโบราณแห่งนี้ไว้ในพริบตา!
แววตาของไป๋จิงเฉินแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในเสี้ยววินาที เขาดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่มือขวาตวัดวาบไปที่ด้ามกระบี่ข้างกายอย่างไร้สุ้มเสียง
ประกายตาสีครามของมู่หรงหลานกลับมาคมกริบดั่งน้ำแข็งพันปีอีกครั้ง นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปรอบกายจนพื้นศาลาปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คิด" ไป๋จิงเฉินเอ่ยด้วยมุมปากที่ยกย่องขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย
ทว่า ก่อนที่คมกระบี่ในฝักจะทันได้ชักออกมาเพื่อรับมือ เสียงอันคุ้นเคยและเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันดุร้ายก็ดังแทรกขึ้นจากความมืดมิดเบื้องล่าง...
"ไป๋จิงเฉิน! วันนี้คือวันตายของเจ้า และคือวันดับสูญของทายาทคนสุดท้ายแห่งสำนักกระบี่...!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามและก้าวเดินไปบนวิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม•ตอนที่ 8
ค่ำคืนใต้แสงดาวอัสดง
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!