กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม•ตอนที่ 9

ความลับแห่งวังน้ำแข็ง

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
ละอองเลือดสีชาดที่สาดกระเซ็นเคลือบบนผนังน้ำแข็งใสราวกระจกเงา ยังคงส่งกลิ่นคาวคลุ้งเจือจางในอากาศหนาวเหน็บที่ไร้ซึ่งสรรพเสียง ไป๋จิงเฉินไม่ได้แม้แต่จะชายตามองซากศพของผู้อาวุโสฝ่ายศัตรูที่ทรุดฮวบลงแทบเท้า ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของเขายังคงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งรอยเปื้อนโลหิต ราวกับว่ามันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแขนขาที่ตวัดผ่านสายลมอย่างไร้ร่องรอย ความเงียบงันภายในเขตหวงห้ามชั้นในของวังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าช่างกดดันและบาดลึกถึงกระดูก มู่หรงหลานยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ร่างเพรียวระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความหนาวเย็นยะเยือก แผ่นหลังบอบบางที่เคยตั้งตรงอย่างหยิ่งทะนงต่อฟ้าดินบัดนี้กลับสั่นเทาน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะความตึงเครียดที่สะสมมาเนิ่นนาน นางค่อยๆ หันกลับมาสบตาเขา ดวงเนตรคู่คมที่เคยเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งพันปี บัดนี้กลับสะท้อนภาพเงาของบุรุษผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่ผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำ "เจ้าไม่ควรตามข้ามาเสี่ยงตายเช่นนี้... ไป๋จิงเฉิน" เสียงหวานกังวานแต่ราบเรียบเอ่ยขึ้น ทว่ากลับแฝงความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ด้วยภาระอันหนักอึ้งของสำนัก ไป๋จิงเฉินเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่าทีนุ่มนวลแต่มั่นคง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบกาย อาณาบริเวณนี้คือใจกลางของวังน้ำแข็ง สถานที่ที่แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นกำเนิดวิญญาณยังไม่กล้าก้าวย่างเข้ามาง่ายๆ ม่านพลังปราณโบราณสีฟ้าครามส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวนับหมื่นที่ถูกแช่แข็ง อุณหภูมิต่ำจุดเยือกแข็งนี้สามารถแผดเผาเส้นชีพจรและวิญญาณของคนธรรมดาให้สลายกลายเป็นผุยผงได้ในพริบตาเดียว แต่สำหรับผู้ที่ฝึกฝนวิถีเต๋าถึงขีดสุด มันคือการทดสอบจิตใจและสัจธรรมแห่งความว่างเปล่า "ใต้หล้าไม่มีสถานที่ใดที่ไป๋จิงเฉินไปไม่ได้ และไม่มีผู้ใดพรากเจ้าไปจากสายตาข้าได้เช่นกัน มู่หรงหลาน" น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เด็ดเดี่ยวราวจารึกด้วยเหล็กกล้าดังขึ้น ประโยคเรียบง่ายนั้นกลับทรงพลังยิ่งกว่าคัมภีร์เซียนบทใด นางเซียนผู้เย็นชาต่อโลกหล้าหลุบตาลงเล็กน้อย ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในหัวใจ ตลอดชีวิตนางถูกหล่อหลอมให้เป็นผู้ไร้ความรู้สึก เป็นกระบี่มีชีวิตของวังน้ำแข็งเพื่อปกป้องความลับโบราณ แต่มีเพียงบุรุษผู้นี้ที่สามารถทลายกำแพงน้ำแข็งพันปีในใจนางลงได้ด้วยประโยคเดียว "ตามข้ามา..." มู่หรงหลานสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้กลับมาเยือกเย็นดังเดิม นางหมุนกายนำทางไปยังเบื้องลึก ผนังน้ำแข็งรอบด้านเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้ซึ่งเงาสะท้อน ปราณเย็นยะเยือกทวีความรุนแรงขึ้นจนเกิดเสียงคำรามก้องในหูคล้ายเสียงคร่ำครวญของวิญญาณโบราณ เบื้องหน้าพวกเขาคือประตูหินโบราณที่สลักลวดลายอสูรบรรพกาล บนบานประตูมีหยดโลหิตสีทองจางๆ ไหลเวียนอยู่ เป็นค่ายกลผนึกวิญญาณที่บรรพบุรุษของวังน้ำแข็งสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บ "โอสถสุริยันจันทรา" โอสถทิพย์ในตำนานที่มีฤทธิ์เดชพลิกฟื้นเส้นชีพจรที่ขาดสะบั้นและทะลวงขอบเขตพลังได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะรักษาอาการบาดเจ็บภายในจากการฝืนใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามของมู่หรงหลานได้ "ค่ายกลนี้ต้องใช้เลือดของสายสายเลือดแท้จริงแห่งมู่หรง และจิตวิญญาณกระบี่ที่ไร้ความลังเลจึงจะเปิดออกได้" มู่หรงหลานกล่าวพร้อมกับยกปลายนิ้วเรียวยาวขึ้น เตรียมกรีดลงบนฝ่ามือเพื่อหยดเลือดลงศิลาอثกัณฑ์ ทว่า ไป๋จิงเฉินกลับยื่นมือไปกุมข้อมือเรียวของนางไว้อย่างรวดเร็ว สัมผัสจากฝ่ามือที่อุ่นร้อนตัดกับความเย็นเฉียบของนาง ปลุกกระแสความรู้สึกประหลาดให้แล่นพล่านไปทั่วร่างของนางเซียน ไป๋จิงเฉินส่ายหน้าช้าๆ สายตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาของนาง "ให้ข้าจัดการเอง วิถีกระบี่ของข้าคือการตัดผ่านอุปสรรค ไม่ใช่ให้สตรีที่ข้าปกป้องต้องมาหลั่งเลือด" มู่หรงหลานนิ่งอึ้ง หัวใจเต้นกระหน่ำผิดจังหวะ นางมองใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยความทะนงตนและเด็ดเดี่ยวของเขา ความรู้สึกอุ่นซ่านแผ่ซ่านจากข้อมือลามไปถึงขั้วหัวใจ นางพยักหน้าน้อยๆ อย่างจำนน ยอมปล่อยให้เขาก้าวขึ้นมาเผชิญหน้ากับค่ายกลมรณะเบื้องหน้าแต่เพียงผู้เดียว ไป๋จิงเฉินสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมลมปราณทั้งหมดเข้าสู่จุดตันติน เสียงคำรามต่ำคล้ายเสียงมังกรคำรามดังขึ้นจากร่างของเขา กระบี่ไร้ลักษณ์สั่นสะเทือนในฝักราวกับรับรู้ถึงเจตจำนงอันกล้าแกร่ง เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกเต็มเล่ม เพียงแค่ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางดีดลงที่โคนด้ามกระบี่เบาๆ *เปรี้ยง!* คลื่นกระบี่ไร้รูปปรากฏขึ้นเป็นเส้นแสงสีขาวบริสุทธิ์ พุ่งกระแทกเข้าใส่ค่ายกลผนึกโบราณอย่างจัง พลังปราณที่อัดแน่นระเบิดออกจนเกิดประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบไปทั่วห้องโถงน้ำแข็ง ม่านพลังสั่นกระเทือนอย่างรุนแรง รอยร้าวรากแก้วแผ่ขยายไปทั่วบานประตูหิน เสียงแตกหักดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม ทว่า ทันทีที่ประตูหินค่อยๆ แง้มเปิดออกด้วยแรงกระแทกอันมหาศาล กลิ่นอายประหลาดสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาจากความมืดมิดเบื้องหลังประตู มันไม่ใช่กลิ่นหอมหวานของโอสถทิพย์อย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้น และจิตสังหารอันดุร้ายที่ทำให้แม้แต่ยอดฝีมือเช่นไป๋จิงเฉินยังต้องขมวดคิ้วมุ่น มู่หรงหลานหน้าถอดสีทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางอุทานออกมาด้วยเสียงอันสั่นเทาที่หลุดพ้นจากความเยือกเย็นทั้งปวง "ไม่... เป็นไปไม่ได้! โอ... โอสถทิพย์ในแท่นบูชาหายไปแล้ว!" ไป๋จิงเฉินหรี่ตาลงมองเข้าไปในความมืดมิดหลังประตูหิน ที่ซึ่งแสงสลัวเผยให้เห็นร่างของใครบางคนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นบูชา น้ำแข็งรอบกายบุคคลผู้นั้นกำลังหลอมละลายกลายเป็นไอสีดำทมิฬ ร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วถ้ำน้ำแข็ง "ข้าอุตส่าห์รอคอยให้พวกเจ้าเปิดประตูนี้มาเนิ่นนาน... สหายเก่าแห่งสำนักกระบี่" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงแห่งเต๋าและกระบี่ไปพร้อมกัน ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%