“เจ้ายังกล้าก้าวขาเข้ามาในสุสานบรรพชนแห่งนี้อีกหรือ ไป๋จิงเฉิน?”
เสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานดุจเสียงระฆังทองสำริดที่ถูกตีด้วยค้อนเหล็ก มันไม่ได้มาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่ดูราวกับว่าผนังหินรอบด้านกำลังเค้นเสียงออกมา ความกดดันมหาศาลหนักอึ้งดั่งขุนเขาขยี้ลงบนบ่าของไป๋จิงเฉินจนกระดูกลั่นกรอบ ทว่าบุรุษหนุ่มกลับยืนตระหง่าน หลังตรงดุจยอดเขากระบี่ที่ไม่มีวันโอนอ่อนต่อพายุทัณฑ์สวรรค์
ไป๋จิงเฉินไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอับชื้นของกาลเวลาและไอเย็นเยือกที่แฝงด้วยรังสีฆ่าฟันของวิญญาณอาฆาตที่ถูกกักขัง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า ที่ซึ่งร่างเงาเลือนรางเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของชายชราในชุดคลุมขาดวิ่น
“ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป ไม่ใช่เพื่อเสวนาเรื่องบุญคุณความแค้นที่ฝุ่นจับหนาเตอะเช่นนี้” ไป๋จิงเฉินกล่าวเสียงเรียบ ฝ่ามือของเขากำด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“หึ ทะนงตน! เจ้ามันก็แค่เศษเสี้ยวของสำนักที่ล่มสลายไปแล้ว จะเอาปัญญาที่ไหนมาต่อกรกับขุมพลังแห่งบรรพกาล!”
ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลที่กดทับอยู่บนไหล่ของไป๋จิงเฉินก็แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นกระแทกสีครามเข้ม มันคือนัยน์ตาแห่งพลังปราณที่แท้จริง มหาสมุทรพลังปราณที่กักขังอยู่ในสุสานแห่งนี้กำลังเดือดพล่านราวกับลาวาใต้พิภพที่พร้อมจะปะทุ
ไป๋จิงเฉินหลับตาลงชั่วขณะ ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสานเข้ากับจังหวะของชีพจรโลก นี่ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่นี่คือการชิงไหวชิงพริบแห่งจิตวิญญาณ หากเขาทะลวงผ่านขีดจำกัดนี้ไม่ได้ วันนี้สุสานแห่งนี้จะกลายเป็นหลุมศพของเขาแทน
“มู่หรงหลาน...” เขาพึมพำชื่อนางเบาๆ ในใจ นึกถึงแววตาสีเงินอันเย็นชาของนางที่สะท้อนถึงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจ นั่นคือแรงขับเคลื่อนเดียวที่ทำให้เขาปฏิเสธที่จะยอมแพ้
นางเซียนผู้สง่างามปรากฏกายขึ้นข้างกายเขาอย่างเงียบเชียบ ราวกับหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกบัวที่ไร้สุ้มเสียง นางก้าวออกมาจากเงามืด ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของนางตัดกับความมืดมิดของสุสานดั่งแสงจันทร์ในคืนเดือนดับ ใบหน้าเรียบเฉยทว่าแววตากลับสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อมองเห็นรอยเลือดที่มุมปากของชายหนุ่ม
“เจ้าไม่ควรดึงดัน” มู่หรงหลานเอ่ย เสียงของนางแผ่วเบาทว่าทรงพลังพอที่จะสยบไอสังหารรอบข้าง “ปราณกระบี่ของเจ้ายังไม่ถึงขั้นหลอมรวมเป็นหนึ่ง หากฝืนทะลวงด่านตอนนี้... ร่างกายเจ้าจะแตกสลายก่อนที่พลังจะเข้าถึงจุดตันเถียน”
“หากข้าไม่ยอมแตกสลาย แล้วข้าจะกำเนิดใหม่ได้อย่างไร?” ไป๋จิงเฉินแย้มยิ้ม มุมปากเปื้อนเลือดดูดุดันแต่ทว่าสง่างาม “หลานเอ๋อร์ เจ้าถอยไป ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่า วิถีดาบที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การรักษาตัวรอด แต่อยู่ที่การทะลวงผ่านความเป็นตายไปสู่สัจธรรม!”
เขาสะบัดมือขวา กระบี่ไร้ลักษณ์หลุดออกจากฝักพร้อมเสียงเสียดสีของโลหะที่กรีดร้องดั่งวิญญาณ ทันทีที่คมกระบี่สัมผัสอากาศ มหาสมุทรพลังปราณรอบกายเขาก็ปั่นป่วนจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม
มู่หรงหลานขยับเข้าไปใกล้ นางยื่นมือที่เรียวบางดุจหยกขาวมาวางลงบนแผ่นหลังของเขา ถ่ายทอดพลังปราณน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าเพื่อประคองจุดชีพจรของเขาไว้ แม้ใบหน้านางจะยังคงความเย็นชา แต่ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านฝ่ามือนั้นคือคำตอบของหัวใจที่มอบให้แก่เขาเพียงผู้เดียว
“ข้าจะคอยรับพลังที่เหลือล้นนั้นให้เจ้าเอง” นางกระซิบ “จงทะลวงไป... ข้าเชื่อในกระบี่ของเจ้า”
ไป๋จิงเฉินคำรามก้องในลำคอ พลังปราณทั่วร่างไหลเวียนย้อนศร เขาบังคับให้ปราณทั้งหมดพุ่งเข้าหาจุดตันเถียนด้วยความรุนแรงดุจพายุซัดฝั่ง มันคือความเจ็บปวดที่ราวกับถูกมีดนับพันเล่มกรีดลงบนเส้นชีพจร แต่เขากัดฟันแน่น ดวงตาเบิกกว้างจนเส้นเลือดในดวงตาปรากฏเด่นชัด
*ตูม!*
คลื่นพลังมหาศาลระเบิดออกรอบตัวเขา หินผาในสุสานพังทลายลงมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แสงสว่างจ้าสีทองคำตัดกับความมืดมิดของสุสานจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด
แต่ในวินาทีที่พลังของเขากำลังจะถึงขีดสุด บรรยากาศกลับเงียบงันลงอย่างประหลาด แรงกดดันที่เคยกดทับหายไป เหลือเพียงเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาจากความมืดมิดเบื้องหลังกำแพงหินที่พังทลาย
ผู้ที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่ศัตรูที่เขาคาดคิด แต่เป็นบุรุษในชุดนักพรตสีเทาที่ควรจะสิ้นชีพไปเมื่อสามร้อยปีก่อน... อาจารย์ผู้ล่วงลับของเขา
“อาจารย์?” ไป๋จิงเฉินชะงัก ร่างกายที่กำลังทะลวงด่านชะงักค้างอยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นและความตาย
ชายชราผู้มีใบหน้าไร้อารมณ์หยิบกระบี่ไม้ไผ่ขึ้นมาจรดที่คอหอยของไป๋จิงเฉินก่อนจะกล่าวเสียงเย็น “เจ้ามุ่งเน้นแต่พลังจนลืมละทิ้งตัวตน... หากเจ้าอยากทะลวงสู่ขั้นสูงสุด เจ้าต้องสังหารข้าด้วยกระบี่ที่ไม่มีหัวใจเสียก่อน”
ไป๋จิงเฉินเบิกตากว้าง นี่คือบททดสอบสุดท้าย หรือนี่คือคำลวงจากปีศาจกันแน่? ในขณะที่เขากำลังสับสน สัมผัสเย็นเฉียบจากมู่หรงหลานที่แผ่นหลังก็หายไปอย่างกะทันหัน พร้อมกับการปรากฏขึ้นของเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังมาจากทุกทิศทาง
“ยินดีต้อนรับสู่กับดักที่แท้จริง ของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์!”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับวิถีแห่งกระบี่ในครั้งนี้ครับ หวังว่าบทนี้จะทำให้ท่านได้รับอรรถรสความเข้มข้นจนวางไม่ลงนะครับ กระบี่ไร้ลักษณ์ยินดีน้อมรับทุกคำติชมเพื่อพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นครับ!
กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม•ตอนที่ 10
มหาสมุทรพลังปราณ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!