กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม•ตอนที่ 11

เงาลึกลับในความมืด

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
ความตาย... ไม่เคยมีเสียงเตือนล่วงหน้า มันมักจะมาเยือนในวินาทีที่มนุษย์เราหลงระเริงไปกับชัยชนะจอมปลอม “ยินดีต้อนรับสู่กับดักที่แท้จริง ของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์!” เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกโลกันต์ก้องกังวานเสียดแท้วิญญาณ บรรยากาศรอบกายที่เคยเงียบสงบพลันบิดเบี้ยวราวกับภาพวาดถูกหมึกสีดำกลืนกิน แสงจันทร์สีนวลในยามค่ำคืนถูกแปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิตฉานในพริบตา ค่ายกลมืดทมิฬนับร้อยสายพุ่งขึ้นจากพื้นดินราวกับกรงเล็บอสูรกายที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสรรพชีวิตให้แหลกเป็นจุล ไป๋จิงเฉินไม่แม้แต่จะขยับตัว สีหน้าของบุรุษผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่ยังคงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ดวงตาคมกริบกวาดมองค่ายกลตรงหน้าด้วยแววตาสสมเพชเวทนา ความกดดันระดับมหาศาลที่กดทับลงมาบนบ่าราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก หาได้ทำให้เขาสั่นสะท้านไม่ ตรงกันข้าม ลมปราณกระบี่ในตันtian (ตันเถียน) ของเขากลับส่งเสียงคำรามก้องกังวานราวกับพญามังกรที่กำลังตื่นจากการหลับใหล “สำนักมารเงาอสูร... ช่างเพียรพยายามยิ่งนักที่สรรหาวิธีมาดับสูญสิ้นชีวิตของตนเอง” ไป๋จิงเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังจนแก้วหูของผู้แอบซ่อนในเงาสั่นสะท้าน ทันใดนั้น เงาดำนับร้อยสายพุ่งแหวกอากาศออกมาจากความมืดมิดอย่างไร้ซุ่มเสียง แต่ละร่างล้วนแผ่ไอสังหารเข้มข้นจนอากาศรอบข้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีดำ พวกมันคือมือสังหารระดับสูงจากสำนักมารเงาอสูร ผู้ใช้เงาเป็นอาวุธและใช้ความตายเป็นเครื่องบูชา เป้าหมายของพวกมันมีเพียงหนึ่งเดียว... แย่งชิง "เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์" ที่เลื่องลือสะท้านยุทธภพ “ไป๋จิงเฉิน! วันนี้คือวันตายของเจ้า จงมอบเคล็ดวิชานั้นมาเสียโดยดี มิฉะนั้นศพของเจ้าจะไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!” ผู้นำเงาสั่งการ เสียงของมันแหบพร่าคล้ายเสียงโลหะเสียดสีกัน บ่งบอกถึงการฝึกฝนวิชามარสายพิสดารขั้นสูง ในวินาทีที่เงาสังหารพุ่งเข้าประชิด ร่างของสตรีผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากความหนาวเหน็บ นางคือ มู่หรงหลาน นางเซียนแห่งวังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้า ผู้สง่างามและเย็นชาดั่งเทพธิดาน้ำแข็ง เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณ นัยน์ตาคู่งามดั่งหยกขาวคู่นั้นไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเย็นยะเยือกที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นจุล “บังอาจนัก...” มู่หรงหลานเอ่ยคำพูดเพียงสามคำ ทว่าอุณหภูมิโดยรอบกลับลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็งในพริบตาเดียว นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ปราณน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าพรั่งพรูออกมากลายเป็นดอกบัวน้ำแข็งนับพันดอก หมุนวนรอบกายของนางและไป๋จิงเฉิน ดอกบัวแต่ละดอกคมกริบราวกับใบมีดเซียน เมื่อเงาสังหารพุ่งเข้ามาปะทะ เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้นทันที ร่างของมือสังหารมารเงาอสูรถูกความเย็นยะเยือกกัดกินจนกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผุยผงปลิวไปกับสายลม ทว่า ผู้นำเงาสั่งการกลับไม่สะท้านสะเทือน มันหัวเราะลั่นในลำคอ “ฮ่าๆๆๆ! สมกับที่เป็นนางเซียนแห่งวังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้า แต่พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าค่ายกลนี้จะมีเพียงแค่การโจมตีทางกายภาพ?” สิ้นเสียงของมัน พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของไป๋จิงเฉินและมู่หรงหลานก็เรืองแสงอักขระสีแดงฉาน ลวดลายประหลาดปรากฏขึ้นราวกับมีชีวิต มันคือ "ค่ายกลดูดกลืนวิญญาณโลหิต" ค่ายกลโบราณที่สามารถสูบฉีดพลังปราณและกัดกร่อนจิตวิญญาณของผู้ถูกกักขังให้สิ้นสลาย ใบหน้าของมู่หรงหลานฉายแววเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย นางหันไปสบตากับไป๋จิงเฉิน สายตาที่ปกติเย็นชาและไร้ความรู้สึกต่อโลกภายนอก บัดนี้กลับมีความห่วงใยลึกซึ้งสะท้อนอยู่ภายใน นางยอมมอบหัวใจและจิตวิญญาณให้บุรุษผู้นี้เพียงผู้เดียว การเห็นเขาล้อมรอบด้วยอันตรายเช่นนี้ ทำให้หัวใจของนางเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างประหลาด “จิงเฉิน...” นางเอ่ยเบาๆ ไป๋จิงเฉินหันมามองนาง รอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนและมั่นใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้ แน่นหนาและอบอุ่น “หลานเอ๋อ... วางใจเถิด ในใต้หล้า ไม่มีค่ายกลใดกักขังวิถีกระบี่ของข้าได้ และไม่มีผู้ใดพรากเจ้าไปจากข้าได้เช่นกัน” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่มั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ ไป๋จิงเฉินค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยจิตสำนึกให้เชื่อมโยงกับกระบี่ไร้ลักษณ์ในห้วงวิญญาณ เขาตระหนักรู้ถึงสัจธรรมแห่งเต๋า... กระบี่ที่แท้จริงหาใช่โลหะที่ถืออยู่ในมือ หากแต่เป็นใจที่ไร้ร่องรอย ไร้รูปทรง และไร้ขีดจำกัด! *ตูมมมมม!* พลังปราณกระบี่ระเบิดออกจากร่างของไป๋จิงเฉินอย่างไร้การควบคุม คลื่นกระบี่สีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนากลบแสงจันทร์สีโลหิตจนหมดสิ้น แรงกดดันของค่ายกลดูดกลืนวิญญาณโลหิตแตกกระเจิงเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกที่ถูกค้อนทุบ ผู้นำเงาสั่งการกระอักเลือดออกมาคำโตด้วยความตกใจขีดสุด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวเมื่อตระหนักว่าพวกมันกำลังเล่นกับสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจต่อกรได้ “เป็นไปไม่ได้! นี่มันขอบเขตพลังอะไรกัน?!” มันกรีดร้องด้วยความหวาดผวา ไป๋จิงเฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายตาดั่งคมกระบี่ที่พร้อมจะผ่าท้องฟ้าออกเป็นสองซีก เขาก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ร่างก็หายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าผู้นำเงาสั่งการในพริบตาโดยที่อีกฝ่ายมองไม่ทันแม้แต่เงา “ในเมื่อพวกเจ้าอยากเห็นวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์นัก...” ไป๋จิงเฉินกระซิบเบาๆ ข้างหูของมัน ก่อนจะยกมือขึ้นทำท่าราวกับกำลังกรีดนิ้วกลางอากาศ โดยไม่มีแม้แต่กระบี่อยู่ในมือ ทว่า... ในวินาทีถัดมา มิติรอบตัวของผู้นำเงาสั่งการและมือสังหารที่เหลือทั้งหมดก็พลันปรากฏรอยแยกนับพันสาย รอยแยกที่คมกริบยิ่งกว่าคมมีดเซียนใดๆ ในปฐพี พวกมันแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่ร่างทั้งหมดจะถูกตัดแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนอย่างไร้เสียง เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผืนดินเบื้องล่างจนกลายเป็นสีแดงฉาน ความเงียบสงัดกลับมาเยือนอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของมู่หรงหลานและเสียงลมพัดผ่านซากปรักหักพัง ทว่า ในขณะที่วิกฤตการณ์กำลังจะคลี่คลาย และไป๋จิงเฉินกำลังจะดึงมู่หรงหลานเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อปลอบประโลม ท้องฟ้าเบื้องบนที่เพิ่งสงบลงกลับมืดครึ้มลงอีกครั้งในพริบตา เสียงฟ้าร้องคำรามต่ำๆ ดังสะท้านเลื่อนลั่นจากหมู่เมฆสีดำทมิฬที่หมุนวนเป็นรูปวงกลมขนาดมหึมา ใจกลางเมฆสีดำนั้น ปรากฏดวงตาสีทองคู่หนึ่งขนาดเท่าภูเขา ที่จ้องมองลงมายังพวกเขาทั้งสองด้วยสายตาเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยจิตสังหารระดับทัณฑ์สวรรค์! พร้อมกันนั้น เสียงกระซิบอันคุ้นเคยและเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณก็ดังสะท้อนก้องกังวานในห้วงจิตสำนึกของไป๋จิงเฉิน—เสียงที่เขาจำได้ดีว่าเป็นของบุคคลที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับสำนักดั้งเดิมเมื่อร้อยปีก่อน! *“ศิษย์น้อง... เจ้ายังกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้เชียวหรือ... เจ้าคิดว่าเจ้าหนีพ้นความจริงข้อนั้นไปได้จริงๆ งั้นหรือ?”* --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "กระบี่ไร้ลักษณ์" มาโดยตลอดครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%