กงล้อแห่งกาลเวลาไม่เคยหยุดหมุน เช่นเดียวกับเจตจำนองแห่งเต๋าที่ไม่เคยยอมสยบให้แก่กฎเกณฑ์ใดๆ
ท่ามกลางม่านหมอกสีชาดที่ปกคลุมหุบผาอสูรโลหิต กลิ่นอายสังหารพวยพุ่งเสียดแทғฟ้า ยอดฝีมือสิบคนจากพรรคอสูรโลหิตต่างแผ่ซ่านจิตสังหารอันเหี้ยมเกรียมออกมาจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว พวกมันรายล้อมบุรุษชุดขาวผู้หนึ่งไว้ตรงกลาง ดวงตาแต่ละคู่จับจ้องเหยื่อด้วยความกระหายเลือด ราวกับพญาแร้งที่รอคอยฉีกกระชากซากศพ
"ไป๋จิงเฉิน วันนี้คือวันตายของเจ้า ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของพวกเราสิบคนหรอก!" เสียงคำรามของผู้นำกลุ่มดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วหุบผา
ไป๋จิงเฉินไม่แม้แต่จะชายตามองพวกมัน ร่างกายของเขายังคงตั้งตรงดั่งต้นสนกลางพายุ ดาบในฝักด้านข้างเอวส่งเสียงครางฮัมเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงความตื่นเต้นที่จะได้อาบโลหิต นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่คู่นั้นกวาดมองศัตรูทั้งสิบด้วยความเย้ยหยันและทะนงตนถึงขีดสุด
"สิบคน... ดูเหมือนพวกเจ้าจะประเมินวิถีกระบี่ของข้าต่ำเกินไป หรือไม่ก็ประเมินค่าชีวิตของพวกเจ้าสูงเกินไปกันแน่" น้ำเสียงราบเรียบทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่มันกลับก้องกังวานลึกลงไปในจิตใจของทุกคน ราวกับเสียงพิพากษาจากยมโลก
ในวินาทีนั้นเอง อุณหภูมิโดยรอบพลันลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าครามโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าท่ามกลางกลิ่นไออายสังหารอันร้อนระอุ ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูปรากฏขึ้นบนยอดผาสูงชัน นางเซียนมู่หรงหลานยืนสง่างามอยู่เหนือความโกลาหลทั้งหมด ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าดวงตาคู่คมที่ทอดมองมายังเบื้องล่างกลับฉายแววเป็นห่วงเป็นใยอย่างลึกซึ้ง มีเพียงไป๋จิงเฉินผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ว่า ภายใต้ความเยือกเย็นดั่งภูเขาน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้านั้น หัวใจของนางมีไว้เพื่อเขาเพียงผู้เดียว
"จิงเฉิน..." เสียงหวานใสแต่เย็นชาดังแว่วมาในกระแสลม "ระวังตัวด้วย"
ไป๋จิงเฉินเหลือบสายตาขึ้นสบตากับนางเพียงเสี้ยววินาที มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจไร้เทียมทาน "รอดูก็พอ หลานเอ๋อร์... วันนี้ข้าจะใช้เลือดของพวกมันบูชาเต๋ากระบี่ของข้า"
สิ้นคำพูด ร่างของผู้นำพรรคอสูรโลหิตก็พุ่งทะยานเข้ามาเป็นคนแรก
"ตายเสียเถอะ!"
กระบี่ใหญ่ในมือมันตวัดลงมาราวกับสายฟ้าฟาด พลังปราณโลหิตเข้มข้นถูกขับออกมาจนเกิดเป็นคลื่นดาบสีแดงฉานแผ่ขยายกว้างนับสิบวา หวังจะผ่าร่างของไป๋จิงเฉินให้ขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว ตามมาด้วยยอดฝีมืออีกเก้าคนที่พรูเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นเคล็ดวิชาสังหารอันดุร้าย ไม่มีช่องว่างให้หลบหนี
ทว่า... ไป๋จิงเฉินกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
เมื่อคมกระบี่แรกอยู่ห่างจากร่างของเขาเพียงคืบ นิ้วเรียวยาวของเขาก็ขยับสัมผัสที่ด้ามกระบี่
*แกร๊ก—!*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ราวกับเสียงดีดสายพิณแห่งความตายที่ก้องกังวานสะท้านฟ้าดิน
ในพริบตานั้น เวลาในหุบผาอสูรโลหิตคล้ายถูกหยุดนิ่ง ประกายกระบี่สีเงินยวงเส้นหนึ่งสพลันวาบผ่านความมืดมิด มันสว่างเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เป็นความงามอันตระการตาที่ซ่อนไว้ด้วยความตายอันเฉียบคม เป็นวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ไร้ร่องรอย ไร้รูปแบบ แต่ทรงพลังถึงขั้นพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
*ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ!*
*ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ!*
เสียงเนื้อและกระดูกถูกตัดขาดดังประสานกันเป็นเสียงเดียวอย่างน่าสะพรึงกลัว คลื่นปราณโลหิตที่โถมเข้ามาสลายกลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตาเดียว ร่างของยอดฝีมือทั้งสิบคนแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เส้นเลือดที่คอของแต่ละคนปรากฏรอยแดงบางเฉียบ ก่อนที่ศีรษะทั้งสิบจะหลุดออกจากบ่า เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกมาย้อมพื้นดินเบื้องล่างจนกลายเป็นทะเลเลือดขนาดย่อม
รวดเดียวสิบคน!
ไป๋จิงเฉินเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างนิ่มนวล ท่ามกลางละอองเลือดที่โปรยปรายลงมาราวกับสายฝน ร่างกายของเขายังคงสะอาดสะอ้าน ไร้รอยขีดข่วนใดๆ มีเพียงจิตสังหารที่แปรเปลี่ยนเป็นรัศมีแห่งเต๋าอันบริสุทธิ์พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลวงกลุ่มเมฆหนาทึบจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ แสงตะวันที่สาดส่องลงมาอาบร่างของเขา ทำให้เขาราวกับเทพเจ้ากระบี่ผู้จุติลงมายังโลกมนุษย์
มู่หรงหลานที่มองดูอยู่บนยอดผา แววตาเย็นชาคู่นั้นพลันไหววูบ หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม ความแข็งแกร่งของบุรุษผู้นี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปไกลโขแล้ว
ทว่า ในขณะที่ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วหุบผา และชัยชนะดูเหมือนจะอยู่ในกำมือ ไป๋จิงเฉินกลับขมวดคิ้วมุ่น สัมผัสรับรู้ทางจิตวิญญาณของเขาบอกให้รู้ว่า... พลังปราณที่ถูกตัดขาดเมื่อครู่ ไม่ใช่พลังของมนุษย์ทั้งหมด
ที่ก้นบึ้งของทะเลเลือด ร่างไร้หัวทั้งสิบไม่ได้สลายหายไป แต่กลับหลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นบึงโลหิตสีดำสนิท อักขระโบราณประหลาดนับพันตัวผุดขึ้นจากพื้นดิน ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับภูตผีในขุมนรก และสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ... ไอสังหารสายใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมนับร้อยเท่ากำลังตื่นขึ้นจากหลุมศพโบราณเบื้องล่าง!
พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับมหาทวีปกำลังจะแตกสลาย ร่างเงาดำทมิฬร่างหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากบึงโลหิต พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจดังขึ้นว่า...
"ฮ่าๆๆ... ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยปลดผนึกให้ข้า... จอมยุทธ์น้อย!"
ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของกระบี่ไร้ลักษณ์ด้วยดีเสมอมานะครับ
กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม•ตอนที่ 12
กระบี่เดียวทะลวงหมื่นทัพ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าสัจธรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!