กลิ่นอับชื้นของไอน้ำฝนที่ผสมเข้ากับกลิ่นสาบสางของพืชพรรณหนาทึบ ทำให้บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อคันเก่าอัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ล้อรถบด Cบยไปบนทางดินโคลนที่ลื่นชัน เสียงกิ่งไม้แห้งดีดเข้าใต้ท้องรถดังกรอบแกรบราวกับเสียงกระดูกที่กำลังหัก
รตท. ภัทรินทร์ ละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ตแสดงแผนที่ไร้สัญญาณ แล้วหันไปมองกระจกมองข้าง ความมืดมิดของผืนป่าดิบชื้นด้านนอกถูกกลืนกินด้วยรัตติกาลจนแทบไม่เห็นเงาของต้นไม้ใหญ่ สิ่งเดียวที่นำทางคือแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องผ่านม่านหมอกหนาทึบราวกับกำแพงสีขาวขุ่น
"ถ้าเราขับรถลึกเข้าไปกว่านี้ สัญญาณชีพจรหรือพิกัดจีพีเอสคงใช้งานไม่ได้อีกต่อไป" ภัทรินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความตึงเครียด เธอขยับตัวเล็กน้อยเพื่อลดอาการเสียเสียดบริเวณหัวไหล่ซ้าย รอยแผลเป็นจากอาคมที่ฝังรากลึกในเนื้อเยื่อกำลังส่งสัญญาณเตือนเป็นจังหวะตุบๆ คล้ายกับมันรับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า
อคินที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับยังคงนิ่งสงบ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาเพ่งมองตรงไปข้างหน้า มือเรียวยาววางประสานกันไว้ที่ตัก นิ้วโป้งข้างหนึ่งลูบไล้แหวนเงินโบราณสลักอักขระขอมอย่างเหม่อลอย
"คุณกำลังกลัวอะไรอยู่ครับ, ผู้กอง... กลัวว่าสิ่งที่เรากำลังจะเจอ จะไม่ใช่คดีฆาตกรรมธรรมดา หรือกลัวว่าความจริงที่คุณยึดมั่นมาตลอดชีวิต มันกำลังจะพังทลายลง" อคินเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
ภัทรินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสองชั้นจ้องมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความหงุดหงิดและความหลงใหลในความลึกลับของเขา "ฉันเป็นตำรวจ ฉันเชื่อในหลักฐานและตรรกะ ไม่ใช่เรื่องงมงายเพ้อเจ้อ... แต่ที่ฉันมาที่นี่ ก็เพราะหลักฐานในนิติวิทยาศาสตร์มันอธิบายรอยสักบนศพรายล่าสุดไม่ได้ต่างหากล่ะ"
"วิทยาศาสตร์สร้างขีดจำกัดให้มนุษย์หยุดตั้งคำถาม แต่ไสยเวทเปิดประตูให้เรามองเห็นสิ่งที่มนุษย์ปฏิเสธ" อคินหันมาสบตาเธอนิ่ง แววตาคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไม่มีก้นบึ้ง "หมู่บ้านห้วยพรายกาลไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในแผนที่ทางการ เพราะคนที่นี่เลือกที่จะถูกลืม และคนที่หลงเข้ามา... มักจะไม่ค่อยได้กลับออกไปมือเปล่า"
รถยนต์ชะลอความเร็วลงเมื่อมาถึงปลายทางสุดเขตถนนลูกรัง เบื้องหน้าคือสะพานไม้เก่าผุพังทอดข้ามลำธารที่ไหลเชี่ยวกราก เสียงน้ำไหลคำรามแข่งกับเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านยอดไม้ บรรยากาศรอบตัววังเวงจนน่าขนลุก
ทั้งคู่ก้าวลงจากรถ ความเย็นยะเยือกของอากาศยามดึกปะทะเข้ากับผิวเนื้อทันที ภัทรินทร์หยิบปืนพกประจำกายขึ้นมาตรวจสอบความพร้อม เสียงเหล็กกระทบกันเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนสติว่าพวกเขากำลังก้าวเข้าสู่เขตอันตราย
อคินหยิบกระเป๋าหนังสีเข้มสะพายไหล่ ก่อนจะควักตลับผงยาหอมขึ้นมาแต้มตามจุดชีพจรที่ข้อมือและลำคอ กลิ่นสมุนไพรฉุนกานพลูและจันทน์เทศลอยคละคลุ้งตัดกับกลิ่นอับชื้นของป่า
"เดินตามรอยเท้าผม อย่าออกนอกเส้นทาง และที่สำคัญที่สุด... ถ้าได้ยินเสียงเรียกชื่อคุณในความมืด ห้ามหันกลับไปเด็ดขาด" อคินเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นครั้งแรก
พวกเขาเริ่มเดินเท้าข้ามสะพานไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว หมอกหนาจัดทำให้วิสัยทัศน์จำกัดเหลือเพียงระยะไม่กี่เมตร แสงไฟจากกระเป๋าพกพาของภัทรินทร์ส่องกระทบเข้ากับซากโครงกระดูกสัตว์เล็กๆ ที่ถูกแขวนเรียงรายอยู่ตามกิ่งไม้ สัญลักษณ์ประหลาดถูกกรีดลงบนเปลือกไม้ด้วยคมมีด เป็นภาษาโบราณที่แม้แต่ตำรวจสาวผู้ผ่านคดีมาโชกโชนยังต้องขมวดคิ้ว
"รอยพวกนี้... เหมือนกับรอยสักบนศพของผู้ตายคนที่สาม" ภัทรินทร์กระซิบ สายตากวาดมองรอบตัวด้วยสัญชาตญาณนักล่า
"มันไม่ใช่แค่รอยสักครับผู้กอง แต่มันคือ 'ประกาศ' " อคินหยุดเดินกะทันหัน จนภัทรินทร์เกือบชนแผ่นหลังของเขา
ชายหนุ่มย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะพื้นดินที่มีรอยเท้าประหลาด รอยเท้านั้นลึกและผิดรูป คล้ายรอยเท้ามนุษย์แต่มีสัดส่วนที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ
"ประกาศอะไร?" ภัทรินทร์ถามพลางยกปืนขึ้นเล็งไปในความมืดรอบทิศทาง
"ประกาศว่าพวกเรา 'ก้าวล้ำ' เข้ามาในเขตอาคมของใครบางคน... และคนผู้นั้นกำลังรอต้อนรับเราอยู่"
สิ้นคำพูดของอคิน ลมพัดกระโชกแรงจนเปลวไฟจากคบเพลิงข้างทางที่เพิ่งสังเกตเห็นลุกโชนขึ้นพร้อมกันโดยไม่มีใครจุด เงาดำทึบของเรือนไม้สักโบราณทรงไทยครึ่งปูนครึ่งไม้ปรากฏขึ้นเบื้องหลังม่านหมอก ตัวเรือนทรุดโทรมและเต็มไปด้วยคราบตะไคร่น้ำสีดำสนิท ราวกับมันถูกทิ้งร้างมานานนับร้อยปี แต่กลับมีแสงไฟสีส้มสลัวๆ ลอดออกมาจากหน้าต่างบานพับที่แง้มอยู่
ท่ามกลางความเงียบงัด มีเสียงดนตรีไทยโบราณ—เสียงซออู้แผ่วเบาโหยหวน—ลอยมาตามสายลม ราวกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญของหญิงสาว
ภัทรินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอนิ่งอึ้งเมื่อมองผ่านแสงสลัวไปยังระเบียงเรือนไม้ มีเงาร่างของใครคนหนึ่งยืนหันหลังให้พวกเขา เส้นผมยาวสลวยสีดำสนิททิ้งตัวลงมาคลุมแผ่นหลังเปลือยเปล่า ที่สำคัญที่สุด... บนแผ่นหลังนั้น มีรอยสักลายพญานาคสีแดงฉานกำลังขยับไหวราวกับมีชีวิต!
อคินขยับตัวเข้ามาใกล้ภัทรินทร์อย่างแนบชิด ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาปะทะเข้ากับข้างแก้มของเธอในระยะกระชั้นชิด กลิ่นกายผสมผสานกับกลิ่นอายอาคมทำให้สติของเธอกระเจิดกระเจิงชั่วขณะ
"เตรียมตัวให้ดีครับผู้กอง..." อคินกระซิบชิดใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำระคนความเยnเยือก "เจ้าของบ้าน... ออกมาต้อนรับเราแล้ว"
ในวินาทีนั้นเอง ร่างบนระเบียงก็ค่อยๆ หันกลับมาอย่างเชื่องช้า ใบหน้านั้นเน่าเฟะจนจำเค้าเดิมไม่ได้ แต่ดวงตาทັງสองข้างกลับเบิกกว้างเป็นสีดำสนิทไร้แววตา และทันใดนั้นเอง... เสียงกระซิบแหบพร่าก็ดังขึ้นข้างหูของภัทรินทร์ ทั้งที่ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น
*“มึง... กลับมาทำไม... ภัทรินทร์”*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับความมืดมิดในบทนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ อรุณมนตราขาว
ทัณฑ์ศรัทธาอำพราง: ฆาตกรรมรอยบาปในรอยสัก•ตอนที่ 22
การเดินทางสู่ความมืด
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์ศรัทธาอำพราง: ฆาตกรรมรอยบาปในรอยสัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!