ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 13

ฝนแรกที่เทลงมา

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
“ถ้าเธอยังพยายามจะจับสายฝนไว้ด้วยกำมือแบบนั้น สุดท้ายสิ่งที่เหลืออยู่ในมือก็มีเพียงความว่างเปล่ากับหยาดน้ำที่รั่วไหลหายไปหมดนะคะ ธารา” น้ำเสียงแหบพร่าของลุงบุญลอยมาตามแรงลมที่เริ่มกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่านไม่ได้หันมามองฉัน แต่สายตากลับจดจ้องไปยังยอดไม้ใหญ่ที่ไหวเอนราวกับกำลังเต้นรำรับพายุ ฉันก้มลงมองมือตัวเองที่ยื่นออกไปนอกชายคาระเบียง ราวกับต้องการสัมผัสความเย็นเยียบของละอองฝนที่โปรยปรายลงมาเป็นสายแรกของฤดู ในใจของฉันกำลังพายุจัดไม่แพ้ข้างนอกนั่น ความคาดหวังจากครอบครัวที่เคยกดทับบ่าราวกับก้อนหินหนักอึ้งยังคงส่งเสียงก้องอยู่ในหัว แม้ในวันที่ฉันเลือกจะทิ้งทุกอย่างแล้วมาอยู่ที่นี่ “แต่มันก็เย็นดีไม่ใช่หรือคะลุง... อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่าเรายังรู้สึกถึงอะไรบางอย่างได้” ฉันตอบเสียงแผ่ว สัมผัสถึงหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนหลังมือ ลุงบุญหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งการตัดสิน “ความรู้สึกเป็นสิ่งดีค่ะ แต่มันจะเป็นพิษหากเรายึดติดกับ ‘ความรู้สึก’ ว่าเราควรเป็นใคร หรือควรทำอย่างไรตามบรรทัดฐานที่ใครขีดไว้ดูเถิด... ฝนไม่เคยถามหรอกว่าดินในสวนอยากชุ่มฉ่ำไหม แต่มันแค่เทลงมาตามธรรมชาติของมัน และสวนก็แค่รับมันไว้ในแบบที่มันเป็น” กลิ่นดินชื้นที่ลอยขึ้นมาปะทะจมูกทำให้ฉันต้องหลับตาลง กลิ่นนี้เป็นกลิ่นเดียวกับที่แม่มักจะบ่นว่า ‘สกปรก’ ในวันที่ฉันเผลอทำโคลนเปื้อนรองเท้าสมัยเด็ก กลิ่นที่ฉันเคยเกลียดชังเพราะมันคือตัวแทนของความไร้ระเบียบในสายตาครอบครัว แต่ทว่าในเวลานี้ กลิ่นฝนแรกกลับหอมอบอวลราวกับคำปลอบประโลมที่โลกมอบให้ ฉันขยับเก้าอี้หวายตัวเก่าไปใกล้ระเบียงอีกนิด เสียงฝนที่กระทบหลังคาสังกะสีเริ่มดังกึกก้อง มันไม่ใช่เสียงรบกวน แต่มันคือจังหวะดนตรีที่ลบเลือนเสียงรบกวนในใจของฉันจนหมดสิ้น ความเงียบสงบที่ฉันโหยหามาตลอดหลายปีในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง กลับมาหาฉันในรูปแบบของน้ำที่ตกลงมาจากฟ้า “ลุงบุญคะ...” ฉันเรียกท่านเบาๆ “บางที... การยอมให้ตัวเองเปียกปอนไปกับมันบ้าง ก็อาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะล้างความทรงจำเก่าๆ ออกไปได้ใช่ไหมคะ?” ลุงบุญขยับตัวนั่งบนม้านั่งไม้ เอนหลังพิงเสาระเบียง ดวงตาที่ผ่านโลกมานานนับปีดูอ่อนโยนลง “อย่าพยายาม ‘ล้าง’ อะไรเลยค่ะธารา เพียงแค่ปล่อยให้มันชะล้างผ่านไป สิ่งไหนที่ควรอยู่มันจะอยู่ สิ่งไหนที่ควรไป มันจะไหลไปกับสายน้ำเอง” เราทั้งคู่นั่งมองม่านฝนที่โปรยปรายราวกับม่านน้ำตกที่กั้นโลกภายนอกที่วุ่นวายเอาไว้ออกจากสวนเล็กๆ แห่งนี้ ลมเย็นพัดผ่านเข้ามาทำให้ขนอ่อนที่แขนฉันลุกชัน ความสบายใจที่แท้จริงไม่ใช่การไม่มีปัญหา แต่คือการที่ในท่ามกลางปัญหาที่ถาโถม เราสามารถนั่งจิบชาอุ่นๆ แล้วมองดูฝนตกได้อย่างมีความสุขโดยไม่คิดที่จะวิ่งหนีมันไปไหน เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ กระทั่งเสียงฝนเริ่มซาลงเหลือเพียงหยดน้ำที่หยดลงจากปลายใบไม้ เสียงดัง ‘เปาะ... แปะ...’ เป็นจังหวะที่แสนรื่นรมย์ “ดูนั่นสิคะ” ลุงบุญชี้มือไปที่ริมรั้วสวนด้านหลังสุด ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับที่ดินรกร้างที่ถูกกั้นด้วยกำแพงปูนเก่าๆ ที่ผุพัง ฉันเพ่งมองตามนิ้วของท่าน ในตอนแรกฉันมองไม่เห็นอะไรนอกจากพุ่มไม้หนาทึบที่ถูกน้ำฝนจนชุ่มฉ่ำ แต่แล้วเงาของคนบางคนก็ปรากฏขึ้น ท่ามกลางความสลัวของยามเย็นที่ฟ้าเริ่มมืดลง ชายคนหนึ่งในชุดสูทสีเข้ม—ชุดที่ดูแปลกแยกอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศสวนชนบทแห่งนี้—กำลังยืนนิ่งสนิทอยู่หลังกำแพงนั้น เขายืนถือซองจดหมายสีขาวสะอาดตาในมือ มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อยในขณะที่เขามองตรงมายังระเบียงที่ฉันนั่งอยู่ แม้จะห่างกันพอสมควร แต่แววตาคู่นั้นที่มองมากลับมีความโหยหาและ ‘ความลับ’ บางอย่างที่ทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบ ธารา... เสียงเขากระซิบแผ่วเบาจนฉันแทบไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงลมหรือเสียงเรียกจริงๆ เขาคือคนเดียวที่ฉันตั้งใจหนีมาไกลสุดขอบฟ้า และเขาก็คือคนเดียวที่ไม่มีวันรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ แต่ในวินาทีที่เขาก้าวเท้าผ่านซากกำแพงเข้ามาในเขตสวนของลุงบุญ ฉันก็รู้ได้ทันทีว่า ความสงบสุขที่ฉันพยายามสร้างขึ้นมาตลอดสิบสามตอนที่ผ่านมา... กำลังจะมลายหายไปในพริบตา “ขอโทษที่มารบกวนในวันที่ฝนตกนะครับ... แต่ผมคิดว่าถึงเวลาที่คุณต้องกลับไปรับผิดชอบสิ่งที่ทิ้งไว้แล้ว” ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของต้นไม้ริมระเบียงนะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%