“อย่ากดดันมันสิธารา ดอกไม้เขารู้สึกได้นะว่ามือใครกำลังสั่น”
เสียงแหบพร่าของลุงบุญไม่ได้ดังมาจากทางไหนไกล แต่กระซิบอยู่ข้างหูขณะที่ปลายนิ้วของธารากำลังค้างอยู่เหนือกลีบดอก 'ไฮเดรนเยีย' สีซีดที่เกือบจะแห้งตายไปเมื่อสัปดาห์ก่อน หญิงสาวถอนหายใจยาว ไหล่ที่เคยเกร็งตึงจากการทำงานหนักในอดีตค่อยๆ ผ่อนลง เธอไม่ได้ตอบโต้ แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่สีเขียวชอุ่มที่เริ่มกลับคืนมาสู่ก้านใบเล็กๆ นั่น
“หนูแค่กลัว...” ธาราพึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบของสวน “กลัวว่าถ้ามันบานแล้ว มันจะร่วงโรยไปเหมือนอย่างอื่นที่หนูเคยพยายามรักษาไว้”
ลุงบุญขยับไม้เท้าในมือ พิงตัวลงกับม้านั่งไม้เก่าๆ ใต้ต้นจามจุรีใหญ่ เขาไม่ได้พูดอะไรในทันที ปล่อยให้ความเงียบทำงานของมัน เสียงแมลงหวีดหริ่งเรไรที่ดังสอดประสานกันดูเหมือนจะเป็นคำตอบเดียวที่เขาต้องการมอบให้
“ธารา ฟังลุงนะ” ลุงบุญเอ่ยขึ้นหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาจับจ้องไปยังดอกไม้ดอกนั้น “คนเรามักจะตัดสินความสำเร็จด้วยความสวยงามที่ฉาบฉวย เราอยากให้มันบานสะพรั่งตลอดกาล แต่เราลืมไปว่าหัวใจสำคัญของการปลูกต้นไม้ ไม่ใช่การมีดอกสวยๆ ไว้โชว์ใคร แต่มันคือการที่เรารู้จัก ‘รอ’ ให้มันได้ใช้เวลาของมันเองอย่างเงียบเชียบต่างหาก”
ธาราเม้มปากแน่น เธอวางกรรไกรตัดแต่งกิ่งลงบนตัก มือสั่นๆ ของเธอเริ่มนิ่งขึ้นเมื่อจ้องมองไปที่จุดสีฟ้าครามเล็กๆ ที่แทรกตัวออกมาจากความเหี่ยวเฉา มันไม่ใช่ดอกไม้ที่สวยสมบูรณ์แบบตามตำรา แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่ยืนหยัดผ่านวิกฤตความแห้งแล้งมาได้ด้วยความพยายามของเธอ
“หนูเคยคิดว่า การที่ต้องลาออกจากงานมาอยู่ตรงนี้ คือการยอมแพ้” เธอพูดต่อ สายตาไม่ละไปจากกลีบดอกที่ค่อยๆ ขยายตัวอย่างช้าๆ “แต่พอเห็นมันค่อยๆ ฟื้นคืนชีพ... หนูถึงเข้าใจว่า บางทีการถอยออกมา ไม่ใช่การยอมแพ้เสมอไป แต่มันคือการถอยออกมาเพื่อตั้งหลัก ให้รากเหง้าของตัวเองได้พักบ้าง”
“โลกภายนอกเขาสอนให้เราเร่งรีบ ให้เราแข่งขันให้ชนะทุกคน” ลุงบุญยิ้มมุมปาก “แต่ที่นี่... สวนแห่งนี้สอนให้เรา ‘พ่ายแพ้ต่อเวลา’ เพื่อให้เราชนะใจตัวเอง”
ธาราเอื้อมมือไปสัมผัสขอบกลีบดอกอย่างแผ่วเบา ความเย็นชื้นของหยดน้ำค้างที่ยังไม่ระเหยหายไปแตะที่ปลายนิ้ว เธอรู้สึกได้ถึงจังหวะชีพจรของต้นไม้ที่ส่งผ่านมายังฝ่ามือ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มีถ้วยรางวัล ไม่มีการประกาศเกียรติคุณ แต่หัวใจของเธอกลับพองโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันคือความสำเร็จที่เปราะบาง ทว่าลึกซึ้งและจริงแท้ที่สุด
“หนูทำได้แล้วนะคะลุง... มันรอดแล้วจริงๆ”
ลุงบุญเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แต่ทว่า แววตาของเขากลับมีความกังวลบางอย่างฉายวาบขึ้นมา เขาละสายตาจากดอกไม้แล้วหันไปมองทางประตูรั้วเหล็กดัดที่ปิดสนิทอยู่นาน
“ความสำเร็จมักจะมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอธารา” ลุงบุญพูดด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนไป ราวกับเขารู้จักความลับบางอย่างที่หญิงสาวผู้นี้ยังไม่ระแคะระคาย “และบางครั้ง... ความเงียบงันก็เป็นสัญญาณเตือนภัย ก่อนที่พายุลูกใหญ่จะมาเยือน”
ธาราชะงัก เธอหันกลับมามองลุงบุญด้วยความฉงน “ลุงพูดเรื่องอะไรคะ? ในสวนเราจะไปมีพายุอะไร...”
ยังไม่ทันที่ธาราจะได้ถามจบ เสียงเคาะประตูรั้วเหล็กดัดหน้าบ้านก็ดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ เป็นจังหวะที่ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด ธาราใจหายวูบ เธอคุ้นเคยกับเสียงเคาะนี้ดี... เสียงที่ทำให้เธอนึกถึงอดีตที่พยายามหนีมาตลอด
เงาร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบปรากฏขึ้นผ่านตะแกรงเหล็ก เขาคนนั้นยืนนิ่งอยู่หน้าสวน แววตาที่มองตรงมายังธาราไม่ได้แสดงความยินดีกับการเติบโตของดอกไม้ตรงหน้าแม้แต่น้อย แต่เต็มไปด้วยความเย็นชาและคำสั่งที่เธอกลัวที่สุด
“ธารา... ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมว่า ถ้าคุณไม่กลับไปจัดการเรื่องเอกสารชุดสุดท้ายด้วยตัวเอง ทุกสิ่งที่สร้างมาทั้งหมด... จะต้องถูกโอนเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีทันทีในวันพรุ่งนี้”
ธาราตัวแข็งทื่อ มือที่เคยประคองดอกไม้อย่างทะนุถนอมสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ดอกไม้ที่บานอย่างเงียบเชียบดูเหมือนจะไร้ความหมายไปในทันทีเมื่อโลกแห่งความเป็นจริงรุกคืบเข้ามาถึงรั้วบ้าน
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเงียบงันและเติบโตไปพร้อมกับดอกไม้ของธารานะคะ
ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 14
ดอกไม้ที่บานเงียบๆ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!