ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 12

ความสั่นคลอนในจิตใจ

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
"คุณจะปล่อยให้ตัวเองจมลงไปในดินโคลนแบบนี้จริงๆ หรือคะธารา" เสียงของลุงบุญไม่ได้ดังนัก แต่มันกรีดผ่านความเงียบในสวนหลังบ้านราวกับใบมีดที่คมกริบ ธาราที่กำลังก้มหน้าก้มตาพรวนดินอยู่หยุดชะงัก มือที่ถือช้อนปลูกสั่นไหวเล็กน้อย เธอไม่เงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับจดจ้องอยู่กับรากของต้นกะเพราที่ถูกวัชพืชพันเกี่ยวไว้อย่างแน่นหนา "มันไม่ใช่แค่ดินโคลนหรอกค่ะลุงบุญ แต่มันคือรากฐานที่หนูสร้างมาทั้งชีวิต" ธาราตอบเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น "ถ้าหนูทิ้งมันไป สิ่งที่หนูเคยเชื่อมาตลอดว่าความมั่นคงคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต... มันจะกลายเป็นอะไรคะ" ลุงบุญวางถุงปุ๋ยในมือลง เขาหย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามน้ำหนักตัว ชายชราถอดหมวกงอบออก พัดลมโชยแผ่วๆ ก่อนจะพ่นลมหายใจยาว "รากฐานที่ว่าเนี่ย มันมีไว้ให้เรายืนหยัด หรือมีไว้ให้เราเป็นนักโทษกันแน่คะ? ธารา... ในตู้จดหมายที่หน้าบ้านเธอ มีจดหมายจากบริษัทเก่ามาวางอยู่สามวันแล้วนะ" ธาราชะงักไปครู่หนึ่ง เธอรู้ดีว่าข้างในนั้นคืออะไร ข้อเสนอในการกลับไปรับตำแหน่งบริหารที่เคยเป็นความฝันสูงสุดของเธอ เงินเดือนที่สูงลิ่ว ตำแหน่งที่ใครต่างยกย่อง และความภูมิใจที่ครอบครัวเธอเฝ้ารอมาตลอด มันคือ 'ความมั่นคง' ในรูปแบบที่โลกขีดเส้นไว้ให้ แต่ในวินาทีที่เธอมองไปยังแปลงผักเล็กๆ ที่เธอฟูมฟักมานับเดือน ความสงบในใจกลับเต้นรำอย่างมีจังหวะกับลมหายใจของเธอเอง "พวกเขาบอกว่า ถ้าหนูรับข้อเสนอนี้ภายในสัปดาห์นี้ หนูจะได้รับสิทธิ์เลื่อนขั้นเป็นระดับภูมิภาคทันทีค่ะลุง" ธาราวางช้อนปลูกลง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับลุงบุญ ดวงตาของเธอไหวระริก "มันเป็นสิ่งที่หนูเคยสู้เพื่อมันมาตั้งเจ็ดปี... หนูจะทิ้งมันไปเพราะแค่อยากนั่งถอนหญ้าในสวนข้างบ้านจริงๆ เหรอคะ มันดูไร้สาระเกินไปหรือเปล่า" ลุงบุญหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงแหบพร่าที่อบอุ่น "ไร้สาระสิคะ ใครๆ ก็ว่าไร้สาระ การหาความสุขจากสิ่งเรียบง่ายมันมักจะถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ในสายตาของคนที่ไม่เคยรู้จักความอิ่มเอมใจ แต่นั่นน่ะเหรอคะคือคำตอบที่แท้จริงของธารา" เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักลงบนไหล่ของธารา "ต้นไม้แต่ละชนิดต้องการเวลาในการหยั่งรากไม่เท่ากันหรอกค่ะ บางต้นต้องโตในเรือนกระจกที่ควบคุมอุณหภูมิ บางต้นต้องเผชิญลมมรสุมเพื่อให้ลำต้นแข็งแรง เธอไม่ใช่ต้นไม้ในกระถางทองคำที่ต้องถูกตัดแต่งกิ่งก้านให้สวยงามตามใจใครอีกต่อไปแล้วนะ" ธารารู้สึกถึงมวลความอึดอัดที่จุกอยู่ที่อก เธอเปรียบเสมือนคนที่ยืนอยู่บนทางแยกที่มีหมอกลงจัด ทางหนึ่งคือถนนลาดยางเรียบสนิทที่เธอคุ้นเคย แม้มันจะกัดกินชีวิตของเธอไปทีละน้อย แต่อีกทางกลับเป็นทางดินโคลนที่แม้จะขรุขระและไม่มีป้ายบอกทาง แต่กลับมีกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เย้ายวนใจจนน่ากลัว "ถ้าหนูเลือกทางนี้ แล้วถ้าวันหนึ่งหนูเกิดหิวขึ้นมา... ถ้าวันหนึ่งหนูไม่มีกินเพราะความพอเพียงที่หนูอุตส่าห์สร้างมามันพังลง หนูจะโทษใครคะ" "โทษตัวเองไงคะ" ลุงบุญตอบสั้นๆ แต่ทว่าหนักแน่น "แต่การได้โทษตัวเองในสิ่งที่ตัดสินใจเลือกเอง มันย่อมดีกว่าการนั่งโทษโชคชะตาในขณะที่คนอื่นเป็นคนจูงจมูกเราเดินนะ" คำพูดนั้นราวกับค้อนที่ทุบลงบนกำแพงแก้วที่ธาราสร้างไว้ป้องกันความรู้สึกของตัวเอง เธอหันกลับไปมองจดหมายสีขาวซองหนาที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ใกล้ๆ มันดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ แต่เมื่อมองกลับมาที่มือของเธอเองที่เปื้อนดินและกลิ่นอายของดินชื้นๆ เธอกลับรู้สึกว่านี่แหละคือชีวิตที่จับต้องได้จริง ธาราลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินออกจากกางเกง เธอเดินไปยังโต๊ะไม้ มือเอื้อมไปหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมา สัมผัสของกระดาษเนื้อดีนั้นเย็นเฉียบผิดกับความร้อนรุ่มในใจของเธอ เธอไม่ได้เปิดอ่านมันอีกเป็นครั้งที่ร้อย แต่เธอรู้ดีว่าเนื้อหาข้างในนั้นต้องการ 'ตัวตน' เดิมของเธอกลับไป ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว ธาราหันไปมองและต้องหยุดหายใจเมื่อเห็นร่างของชายวัยกลางคนที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี—อดีตหัวหน้างานของเธอในชุดสูทเนี้ยบกริบ เขายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเรียบเฉยแต่สายตาประเมินค่าสวนหลังบ้านของเธอราวกับกำลังมองดูของเล่นราคาถูก "ผมไม่คิดว่าคุณจะกล้าทิ้งโอกาสระดับล้านไปเพื่อมานั่งคลุกดินแบบนี้จริงๆ นะ ธารา" เขากล่าวพลางมองไปรอบๆ ด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก "ครอบครัวของคุณคงจะผิดหวังมาก ถ้าพวกเขารู้ว่าคุณกำลังเสียเวลาชีวิตไปกับอะไรที่มัน... ไร้ค่าแบบนี้" ธารากำซองจดหมายในมือแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ เธอหันไปมองลุงบุญที่ยืนนิ่งสงบราวกับภูผา แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงที่ก้าวเข้ามาหาถึงหน้าบ้าน หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก นี่คือบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วันที่เธอตัดสินใจเดินออกจากตึกระฟ้าใจกลางเมือง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวเดินเข้าไปหาผู้มาเยือนอย่างมั่นคง ก่อนจะยื่นซองจดหมายนั้นคืนให้เขาด้วยมือที่สั่นน้อยลงทุกขณะ "สำหรับบางคน ความสำเร็จคือตัวเลขในบัญชีค่ะ" ธาราพูดพลางยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ "แต่สำหรับหนู... ความสำเร็จมันคือการได้เป็นเจ้าของลมหายใจของตัวเองในสวนหลังบ้านแห่งนี้ ขอบคุณที่อุตส่าห์มาส่งข่าวถึงที่นะคะ แต่หนูเกรงว่าตำแหน่งนี้คงไม่เหมาะกับคนที่เริ่มหลงรักดินเสียแล้ว" ชายคนนั้นชะงัก สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชา "คุณคิดดีแล้วใช่ไหม ธารา... พรุ่งนี้คุณจะไม่มีที่ให้กลับไปแล้วนะ" เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทิ้งความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวไว้เบื้องหลัง ธาราหันกลับมามองลุงบุญที่เผยอยิ้มบางๆ ให้ แต่ในวินาทีนั้นเอง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ กับที่เธอเคยนั่ง—มันไม่ใช่จดหมาย แต่เป็นพัสดุจากทางบ้านที่เพิ่งมาส่ง และจ่าหน้าซองด้วยลายมือของผู้เป็นแม่ที่เขียนว่า 'สำคัญที่สุด' ธาราหยิบมันขึ้นมา แกะออกด้วยความใจสั่น และเมื่อข้อความในกระดาษแผ่นนั้นปรากฏแก่สายตา เธอก็ทรุดเข่าลงกับพื้นทันทีโดยไม่อาจควบคุมตัวเองได้ เพราะสิ่งที่เขียนอยู่ข้างในนั้น... มันคือประกาศิตที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของต้นไม้ริมระเบียงนะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%