“ธารา... ผมขอถามคุณตรงๆ เลยนะ ถ้าผมบอกว่าตำแหน่งที่คุณเคยทำ กำลังรอคนที่มีฝีมืออย่างคุณกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม คุณจะว่ายังไง?”
เสียงของ ‘คุณพิชัย’ เจ้านายเก่าที่เคยเป็นดั่งรูปปั้นน้ำแข็งในห้องประชุมผู้บริหารลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์มา น้ำเสียงนั้นยังคงนิ่งเรียบ ทรงอำนาจ และปราศจากความลังเลเหมือนวันวานที่ธาราเคยหวาดหวั่น แต่วันนี้... ราวกับมีมวลอากาศหนาแน่นกดทับอยู่รอบตัวเธอ ธาราขยับโทรศัพท์ออกจากใบหูเล็กน้อย เธอไม่ได้ตอบรับทันที แสงสีฟ้าจากหน้าจอไอโฟนรุ่นเก่าที่ดูขัดตาเมื่ออยู่ท่ามกลางบรรยากาศเรือนไม้หลังนี้สั่นเตือนถึงข้อความและอีเมลที่พรั่งพรูเข้ามาไม่ขาดสาย
นิ้วเรียวของเธอวางพักอยู่บนราวระเบียงไม้ที่ผ่านการขัดถูจนขึ้นเงา กลิ่นดินหลังฝนตกผสมกับกลิ่นไอของดอกพุดที่ลุงบุญเพิ่งตัดแต่งไปเมื่อตอนบ่ายเป็นสิ่งที่เธอเลือกจะมอง แทนที่จะมองไปยังหน้าจอสีเหลี่ยมที่พยายามยื้อยุดให้เธอกลับไปสู่โลกแห่งตัวเลขและความกดดัน
“ตำแหน่งเดิมหรือคะ?” ธาราถามทวน เสียงของเธอราบเรียบพอๆ กับผิวน้ำในอ่างบัว “ตำแหน่งที่เคยทำให้ฉันนอนไม่หลับติดต่อกันสามวันเพื่อปิดงบไตรมาสหรือเปล่าคะคุณพิชัย”
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ “ที่ผ่านมามันคือบทเรียน ธารา คุณเก่งเกินกว่าจะมานั่งถอนหญ้าหรือปลูกดอกไม้ในสวนหลังบ้านแบบนี้ เงินเดือนที่คุณจะได้รับ มันมากกว่าที่คุณทำอยู่ตรงนั้นถึงสามเท่า ผมไม่ได้โทรมาเพื่อกล่อม แต่ผมโทรมาเพราะบริษัทขาดคนที่เป็น ‘หัวใจ’ แบบคุณจริงๆ”
หัวใจ... คำคำนี้ช่างฟังดูตลก ธารานึกถึงตัวเองเมื่อหกเดือนก่อน ผู้หญิงที่เคยเชื่อว่าหัวใจของบริษัทคือตัวเลขและผลกำไร ผู้หญิงที่เคยกินข้าวเย็นเป็นกาแฟดำและขนมปังแผ่นแห้งๆ ในห้องทำงานที่เปิดไฟสว่างจ้าจนถึงตีสอง แต่ตอนนี้... เธอเหลือบมองออกไปที่สวน ลุงบุญกำลังนั่งยองๆ อยู่ใต้ต้นจำปี มือหยาบกร้านของแกกำลังพลิกหน้าดินอย่างใจเย็น ราวกับกำลังสื่อสารกับรากไม้ด้วยภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ
“คุณพิชัยคะ” ธาราเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเธอมั่นคงขึ้น “ขอบคุณที่นึกถึงนะคะ แต่นิยามคำว่า ‘หัวใจ’ ของฉันมันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ”
“คุณกำลังบอกว่าคุณจะทิ้งอนาคตที่มั่นคงเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่กับความเงียบเหงาแบบนี้น่ะเหรอ? อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบเลยธารา กลับมาคุยกันที่ออฟฟิศวันจันทร์นี้ ผมจะถือว่าโทรศัพท์สายนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”
สายถูกตัดไปพร้อมกับสัญญาณที่เงียบหาย ธาราหลับตาลง เธอรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากภายใน ความกังวลที่เธอเคยคิดว่าสลัดทิ้งไปได้แล้วกลับพุ่งเข้าเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง ราวกับเงาของตัวเองที่ขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเข้าใกล้แสงไฟ
“ได้ยินหมดแล้วใช่ไหมคะ?” ธาราถามโดยไม่หันกลับไป แม้เธอจะรู้ว่าลุงบุญเดินขึ้นมาบนระเบียงตั้งแต่เมื่อไหร่
ชายชราในชุดม่อฮ่อมซีดจางวางถาดใส่ยอดผักที่เพิ่งเก็บมาลงบนโต๊ะไม้ แกไม่ได้รีบร้อนถามถึงเนื้อความ แต่แกส่งถ้วยชาอุ่นๆ ที่กรุ่นกลิ่นมะลิให้ธาราแทน “ลมพัดแรงขนาดนี้ ต้นไม้ที่เพิ่งย้ายมาลงดินไม่นาน มักจะโอนเอนตามแรงลมเสมอแหละแม่หนู แต่มันจะล้มหรือไม่ล้ม... อยู่ที่ว่ารากของมันหยั่งลึกลงไปในดินแน่นหนาแค่ไหน”
“บางทีหนูก็คิดนะคะลุง ว่าถ้าหนูใจอ่อน... ทุกอย่างที่ผ่านมาจะกลายเป็นเรื่องไร้สาระหรือเปล่า หนูหนีมาเพื่อเรียนรู้การปล่อยวาง แต่พอโลกภายนอกเรียกหาจริงๆ หนูถึงได้รู้ว่าตัวเองยังยึดติดอยู่กับความรู้สึกที่ว่า ‘ฉันมีค่าเพราะฉันทำงานเก่ง’ มากแค่ไหน”
“การกลับไปไม่ได้แปลว่าแพ้ แต่การอยู่ต่อโดยที่ใจยังโหยหาสิ่งที่ทิ้งมาต่างหากคือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง” ลุงบุญพูดพลางมองไปที่เส้นขอบฟ้า “ถามใจตัวเองเถอะธารา ว่าถ้าพรุ่งนี้โทรศัพท์เครื่องนั้นเงียบหายไปตลอดกาล เธอจะยังอยากตื่นมาเห็นดอกไม้บานในสวนนี้อยู่ไหม”
ธาราวางแก้วชาลง เธอสูดหายใจลึก กลิ่นดอกไม้ในสวนยามโพล้เพล้เริ่มเปลี่ยนเป็นความเย็นชื้น เธอกำลังจะเปิดปากพูดบางอย่างกับลุงบุญ แต่แล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็น ‘บางอย่าง’ ที่วางพิงอยู่ตรงรั้วไม้กั้นสวน
ไม่ใช่เครื่องมือทำสวน ไม่ใช่รอยเท้าที่แปลกแยก... แต่เป็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกวางทับไว้ด้วยก้อนหินหนักๆ มันดูใหม่จนผิดสังเกต ราวกับเพิ่งมีใครบางคนมาวางไว้เมื่อครู่นี้เอง
ธาราลุกขึ้นเดินตรงไปที่รั้ว หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ เธอหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาเปิดดู ลายมือที่จ่าหน้าซองคุ้นตาอย่างประหลาด มันเป็นลายมือของแม่... แม่ที่เสียชีวิตไปตั้งแต่สามปีก่อน และที่สำคัญกว่านั้น ภายในซองไม่ได้มีแค่จดหมาย แต่มันคือโฉนดที่ดินผืนนี้ที่ระบุชื่อผู้ครอบครองใหม่เป็นชื่อของ ‘ธารา’ พร้อมกับรูปถ่ายเก่าๆ ของคุณพิชัยที่ถ่ายคู่กับแม่ของเธอในวันรับปริญญาเมื่อสิบปีก่อน
เสียงก้าวเท้าที่ดังขึ้นจากหลังบ้านทำให้เธอต้องชะงัก ลุงบุญหันไปมองต้นเสียงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แววตาของผู้เฒ่าใจดีอีกต่อไป แต่เป็นสายตาที่เย็นชาและระแวดระวัง
“คุณพิชัยไม่ได้โทรมาทาบทามเธอเพราะฝีมือการทำงานอย่างเดียวหรอกนะแม่หนู” ลุงบุญเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ต่ำและกดดัน “เขาโทรมาเพราะเขารู้แล้วว่า... เธอเจอ ‘กุญแจ’ ที่แม่ของเธอซ่อนไว้ในสวนนี้แล้ว”
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนแปลกหน้าที่ค่อยๆ ก้าวพ้นเงามืดหลังบ้านออกมา เขาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเลขานุการส่วนตัวของคุณพิชัยที่ธาราไม่เคยคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เธอหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของต้นไม้ริมระเบียงนะคะ
ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 11
โทรศัพท์จากกรุงเทพฯ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!